โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

TOP รับ “สต๊อกเกน” หนุนผลงานไตรมาส 1 พลิกกำไร 3.4 พันลบ.

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 11 พ.ค. 2564 เวลา 06.19 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP รายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1/64 มีกำไรสุทธิ ดังนี้

โดยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กลุ่มไทยออยล์มีปริมาณวัตถุดิบที่ป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตของกลุ่มลดลงจากการปรับแผนการผลิตให้สอดคล้องกับสภาพตลาดที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 และมีปริมาณการขายผลิตภัณฑ์ลดลง ส่งผลให้มีรายได้จากการขายลดลง 3,120 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม กลุ่มไทยออยล์มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มไม่รวมผลกระทบจากสต๊อกน้ำมันเพิ่มขึ้น 2.0 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จาก Crude Premium ที่อ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน แม้ส่วนต่างราคาน้ำมันอากาศยาน/น้ำมันก๊าดและน้ำมันดีเซลจะปรับลดลงจากอุปสงค์ที่อ่อนตัวลงจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

ขณะที่มีกำไรขั้นต้นจากกลุ่มอะโรเมติกส์เพิ่มขึ้นจากส่วนต่างราคาสารเบนซีนกับน้ำมันเบนซิน 95 ที่ปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ตลาดสาร LAB ยังคงได้รับปัจจัยสนับสนุนจากอุปสงค์ที่ดีในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รวมถึงส่วนต่างราคาน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานปรับตัวดีขึ้นอย่างมากจากอุปทานที่ตึงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

นอกจากนี้ยังมีกำไรจากสต๊อกน้ำมัน 4,656 ล้านบาท เทียบกับผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน 10,772 ล้านบาทในไตรมาส 1/63 ประกอบกับมีการกลับรายการมูลค่าสินค้าคงเหลือ น้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป 109 ล้านบาท ในขณะที่มีรายการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป 3,480 ล้านบาทในไตรมาส 1/63 เมื่อรวมกับผลขาดทุนจากเครื่องมือทางการเงินที่เกิดขึ้นจริง ส่งผลให้กลุ่มไทยออยล์มี EBITDA เพิ่มขึ้น 20,520 ล้านบาท เมื่อหักต้นทุนทางการเงิน ที่ลดลง 289 ล้านบาท จากการรวมต้นทุนการกู้ยืมเป็นส่วนหนึ่งของราคาทุนของสินทรัพย์ และหักค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้กลุ่มไทย ออยล์มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 17,114 ล้านบาท จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

ทั้งนี้ ตามที่บริษัทได้รับอนุมัติจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นเกี่ยวกับการปรับสัดส่วนและโครงสร้างการถือหุ้นในกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าของบริษัทฯ ซึ่งประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1 การจำหน่ายหุ้น ของบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ที่บริษัทฯ ถืออยู่โดยตรงทั้งหมดให้แก่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT จำนวน 251,173,540 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 8.91 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ GPSC

และขั้นตอนที่ 2 การรับโอนกิจการทั้งหมดของบริษัท ไทยออยล์เพาเวอร์ จำกัด (TP) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทฯ ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 74.0 ของหุ้นทั้งหมดของ TP และ PTT ถือหุ้นในสัดส่วนที่เหลือร้อยละ 26.0 ของหุ้นทั้งหมดของ TP

ทั้งนี้บริษัทฯ ได้ดำเนินการตามแผนการปรับโครงสร้างฯ แล้ว โดยเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2563 บริษัทฯ ได้จำหน่ายหุ้นของ GPSC ที่บริษัทฯ ถืออยู่โดยตรง ทั้งหมดให้แก่ PTT ภายใต้ธุรกรรมการจำหน่ายหุ้น เป็นราคารวมทั้งสิ้นประมาณ 16,757 ล้านบาท ซึ่งบริษัทฯ รับรู้กำไรจากการขายเงินลงทุนใน GPSC จำนวน 5,801 ล้านบาทใน Q4/63 และเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 บริษัทฯ ได้รับโอนกิจการทั้งหมดจาก TP ภายใต้ธุรกรรมการรับโอน กิจการทั้งหมด

โดยบริษัทฯ มีกระแสเงินสดจ่ายทั้งสิ้น 13,022 ล้านบาทในไตรมาส 1/64 ภายหลังจากธุรกรรมดังกล่าวบริษัทฯ ถือหุ้นโดยตรงใน GPSC จำนวน 586,071,567 หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 20.78 เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 TP ได้ดำเนินการจดทะเบียนเลิกบริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์เรียบร้อยแล้ว ในการนี้ TP จะเริ่มต้นการชำระบัญชีภายในรอบระยะเวลาบัญชีเดียวกันกับปีบัญชีที่มีการโอนกิจการทั้งหมด เมื่อดำเนินการชำระบัญชีแล้วเสร็จ TP จะดำเนินการจดทะเบียนชำระบัญชีเสร็จกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โดยเมื่อ TP ดำเนินการดังกล่าวแล้วเสร็จ บริษัทฯ จะแจ้งให้ ทราบผ่านการแจ้งข่าวของบริษัทฯ บนเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (www.set.or.th) ต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...