โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

น่าดีใจนะครับ ในที่สุด หอเอนเมืองปิซา ก็เอนน้อยลงละ

Thaiware

อัพเดต 27 พ.ย. 2561 เวลา 10.12 น. • เผยแพร่ 27 พ.ย. 2561 เวลา 10.12 น. • เคนชิน
ผ่านความผิดพลาดมาเยอะตั้งแต่ขั้นตอนการสร้าง ไปจนถึงขั้นตอนการซ่อมแก้เอนแบบผิดๆ หลายครั้ง แต่มันก็ยังอยู่

หอเอนเมืองปิซา ของประเทศอิตาลี เป็นสิ่งปลูกสร้างสถาปัตยกรรมระดับโลกที่ใครๆ ก็ต้องรู้จัก และในช่วงเวลาที่มันเอนเอียงมากจนน่าใจหาย ทำให้ผู้เชี่ยวชาญเกิดความกังวลว่าโครงสร้างของมันจะพังทลายลงมา จึงมีการวางแผนที่จะดึงหอกลับมาให้มันเอนน้อยลง

โดยความพยายามดึงหอเอนให้เอนน้อยลงนั้นได้สิ้นสุดลงในปี 2001 เนื่องจากตรวจพบว่าหอเริ่มตั้งตรงขึ้นแล้ว และจากข้อมูลล่าสุดพบว่าตัวหอนั้นเอนกลับมาประมาณ 4 ซม. (1.5 นิ้ว) หรือเอนกลับมาประมาณครึ่งองศาแล้ว

แต่อย่างไรก็ดีมันไม่ได้ตั้งตรงเป๊ะ และก็คงไม่มีใครอยากไปเที่ยวดูหอเอนที่ไม่เอนอีกต่อไป โดยทีมสำรวจที่รับผิดชอบดูแลเรื่องความเอนของหอ ได้ประกาศว่าความเอนของหอได้กลับมาสู่จุดที่มีความเสถียรแล้ว

เมื่อเริ่มมีการสร้างหอระฆังแห่งนี้ในปี 1173 มันเกิดความผิดพลาดขึ้น เพราะว่าวิศวกรไม่ทันได้ตระหนักว่า ทรายและดินเหนียวตรงจุดฐานของทางฝั่งเหนือของหอนั้น มีความนุ่มกว่าฐานทางฝั่งทิศใต้ของหอ ทำให้หอเอนทรุดไปทางฝั่งที่ดินอ่อนกว่า

แต่เมื่อรู้ว่าหอเกิดการเอนในขณะที่กำลังก่อสร้าง แทนที่จะเลิกสร้างไปเฉยๆ พวกเขากลับมีแนวคิดที่ฉลาดกว่า ด้วยการสร้างเพิ่มเติมอีก 5 ชั้น โดยเป็น 5 ชั้นที่มีความเอียงออกจากฐานเดิมของหอเพื่อรักษาสมดุลเอาไว้ ทำให้นอกจากหอนี้จะเอน ก็ยังมีความโค้งนิดๆ อีกด้วยนะ

แต่เรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดก็มักจะเกิดขึ้นเสมอ โดยหอที่มีความสูงถึง 56 เมตรแห่งนี้จะมีความเอนเอียงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลา 800 ปีหลังจากที่เริ่มสร้าง โดยจุดศูนย์กลางของหอนั้นอยู่เยื้องจากจุดที่ควรจะเป็นไปถึง 5 เมตรเลยทีเดียว ซึ่งนับเป็นจุดวิกฤติของหอเอนแล้ว

น่าดีใจนะครับ ในที่สุด หอเอนเมืองปิซา ก็เอนน้อยลงละ

ในปี 1838 สถาปนิกนาม Alessandro Della Gherardesca เกิดปิ๊งไอเดียว่า มันอาจจะช่วยกอบกู้สถานการณ์ของหอเอนได้ หากมีการจัดการบางอย่างกับรากฐานของมัน ซึ่งเขาคิดผิด และมันผิดมากๆ ด้วย ต่อมาในปี 1934 ผู้นำผเด็จการชื่อดังของอิตาลีอย่าง เบนิโต มุสโสลินี ได้พยายามทำให้หอเอนกลับมาตั้งตรง โดยการเจาะรูที่ฐานหอ แล้วเทคอนกรีตเข้าไป แต่กลับทำให้หอเอนมากขึ้นไปอีก

ต่อมาในปี 1990 หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ถล่มของหอระฆังจากยุคกลางแห่งหนึ่ง ทำให้นักท่องเที่ยวเสียชีวิต 3 ราย ทำให้เกิดความวิตกกังวลว่าหอเอนเมืองปิซาจะถล่มกับเขาด้วย เลยได้มีการปิดปรับปรุง โดยวิศวกรได้นำระฆังที่มีน้ำหนักมากออกจากชั้น 3 ของตัวหอ จากนั้นก็เสริมความแข็งแรงของส่วนรากฐานทางทิศเหนือของตัวหอ

ขั้นต่อไปคือการนำทราย น้ำ และดินเหนียว ออกจากส่วนฐานทางทิศเหนือ จากนั้นก็ใช้น้ำหนักเพื่อถ่วงตัวหอให้จมลงไปในรากฐาน จากนั้นก็เสริมความแข็งแกร่งด้วยคอนกรีต

โดยขั้นตอนการดำเนินงานในส่วนนี้นั้นกินเวลานานนับ 10 ปี และใช้เงินถึง 30 ล้านยูโรเลยทีเดียว (ประมาณ 1,123 ล้านบาท) ความสำเร็จนั้นเทียบได้กับการย้อนเวลาหอเอนแห่งนี้กลับไปได้ถึง 200 ปี สามารถปรับความเอียงคืนไปได้ถึง 50 ซม. และในทศวรรษหน้า ตัวหอจะเริ่มตั้งตรงขึ้นด้วยตัวเองอย่างช้าๆ โดยความเอียงจะลดน้อยลงอีกประมาณ 2-3 ซม.

โดยย้อนกลับไปในปี 2007 คุณ Salvatore Settis หัวหน้าคณะกรรมาธิการที่ดูแลเรื่องการอนุรักษ์หอเอน ได้แสดงความคิดเห็นว่าเขาวิตกกังวลว่า ถ้าเกิดเราไม่ตัดสินใจทำอะไรเลย รุ่นลูกรุ่นหลานจะไม่มีวันได้เห็นหอเอนเหมือนอย่างที่มันเป็นอยู่ทุกวันนี้อย่างแน่นอน และเขาบอกกับสื่อ The Telegraph ว่า "ถ้าเราไม่หยุดการเอนของมัน ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการถล่มในช่วงปี 2030-2040"

และในตอนนี้ หอเอนแห่งเมืองปิซา ได้กลับไปสู่ระดับความเอนในช่วงเวลาแรกของมัน และดูเหมือนว่ามันจะไม่มีแนวโน้มที่จะเอนไปในด้านอื่นใดอีก และน่าดีใจที่ในตอนนี้มีผู้เชี่ยวชาญมากมายที่คอยเฝ้าดูหอแห่งนี้อยู่ ทำให้มันปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว โดยหอเอนแห่งนี้ทนทานกับการเกิดแผ่นดินไหวมาแล้วหลายครั้ง ผ่านการแก้ปัญหาที่ผิดวิธีมาก็หลายครั้ง ผ่านการเหยียบย่ำของเท้านักท่องเที่ยวนับล้านครั้ง และในตอนนี้มันได้รับการบำรุงรักษาอย่างถูกต้อง ทำให้มันยังคงตั้งตระหง่านไปได้อีกอย่างน้อย 200-300 ปีเลยทีเดียว

บอกเลยว่าครั้งหนึ่งในชีวิตก็อยากจะไปเดินเล่นบนหอเอนเมืองปิซาสักครั้ง อยากรู้ว่ามันจะน่าตื่นเต้นขนาดไหนกัน "__"

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...