น่าดีใจนะครับ ในที่สุด หอเอนเมืองปิซา ก็เอนน้อยลงละ
หอเอนเมืองปิซา ของประเทศอิตาลี เป็นสิ่งปลูกสร้างสถาปัตยกรรมระดับโลกที่ใครๆ ก็ต้องรู้จัก และในช่วงเวลาที่มันเอนเอียงมากจนน่าใจหาย ทำให้ผู้เชี่ยวชาญเกิดความกังวลว่าโครงสร้างของมันจะพังทลายลงมา จึงมีการวางแผนที่จะดึงหอกลับมาให้มันเอนน้อยลง
โดยความพยายามดึงหอเอนให้เอนน้อยลงนั้นได้สิ้นสุดลงในปี 2001 เนื่องจากตรวจพบว่าหอเริ่มตั้งตรงขึ้นแล้ว และจากข้อมูลล่าสุดพบว่าตัวหอนั้นเอนกลับมาประมาณ 4 ซม. (1.5 นิ้ว) หรือเอนกลับมาประมาณครึ่งองศาแล้ว
แต่อย่างไรก็ดีมันไม่ได้ตั้งตรงเป๊ะ และก็คงไม่มีใครอยากไปเที่ยวดูหอเอนที่ไม่เอนอีกต่อไป โดยทีมสำรวจที่รับผิดชอบดูแลเรื่องความเอนของหอ ได้ประกาศว่าความเอนของหอได้กลับมาสู่จุดที่มีความเสถียรแล้ว
เมื่อเริ่มมีการสร้างหอระฆังแห่งนี้ในปี 1173 มันเกิดความผิดพลาดขึ้น เพราะว่าวิศวกรไม่ทันได้ตระหนักว่า ทรายและดินเหนียวตรงจุดฐานของทางฝั่งเหนือของหอนั้น มีความนุ่มกว่าฐานทางฝั่งทิศใต้ของหอ ทำให้หอเอนทรุดไปทางฝั่งที่ดินอ่อนกว่า
แต่เมื่อรู้ว่าหอเกิดการเอนในขณะที่กำลังก่อสร้าง แทนที่จะเลิกสร้างไปเฉยๆ พวกเขากลับมีแนวคิดที่ฉลาดกว่า ด้วยการสร้างเพิ่มเติมอีก 5 ชั้น โดยเป็น 5 ชั้นที่มีความเอียงออกจากฐานเดิมของหอเพื่อรักษาสมดุลเอาไว้ ทำให้นอกจากหอนี้จะเอน ก็ยังมีความโค้งนิดๆ อีกด้วยนะ
แต่เรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดก็มักจะเกิดขึ้นเสมอ โดยหอที่มีความสูงถึง 56 เมตรแห่งนี้จะมีความเอนเอียงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลา 800 ปีหลังจากที่เริ่มสร้าง โดยจุดศูนย์กลางของหอนั้นอยู่เยื้องจากจุดที่ควรจะเป็นไปถึง 5 เมตรเลยทีเดียว ซึ่งนับเป็นจุดวิกฤติของหอเอนแล้ว
ในปี 1838 สถาปนิกนาม Alessandro Della Gherardesca เกิดปิ๊งไอเดียว่า มันอาจจะช่วยกอบกู้สถานการณ์ของหอเอนได้ หากมีการจัดการบางอย่างกับรากฐานของมัน ซึ่งเขาคิดผิด และมันผิดมากๆ ด้วย ต่อมาในปี 1934 ผู้นำผเด็จการชื่อดังของอิตาลีอย่าง เบนิโต มุสโสลินี ได้พยายามทำให้หอเอนกลับมาตั้งตรง โดยการเจาะรูที่ฐานหอ แล้วเทคอนกรีตเข้าไป แต่กลับทำให้หอเอนมากขึ้นไปอีก
ต่อมาในปี 1990 หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ถล่มของหอระฆังจากยุคกลางแห่งหนึ่ง ทำให้นักท่องเที่ยวเสียชีวิต 3 ราย ทำให้เกิดความวิตกกังวลว่าหอเอนเมืองปิซาจะถล่มกับเขาด้วย เลยได้มีการปิดปรับปรุง โดยวิศวกรได้นำระฆังที่มีน้ำหนักมากออกจากชั้น 3 ของตัวหอ จากนั้นก็เสริมความแข็งแรงของส่วนรากฐานทางทิศเหนือของตัวหอ
ขั้นต่อไปคือการนำทราย น้ำ และดินเหนียว ออกจากส่วนฐานทางทิศเหนือ จากนั้นก็ใช้น้ำหนักเพื่อถ่วงตัวหอให้จมลงไปในรากฐาน จากนั้นก็เสริมความแข็งแกร่งด้วยคอนกรีต
โดยขั้นตอนการดำเนินงานในส่วนนี้นั้นกินเวลานานนับ 10 ปี และใช้เงินถึง 30 ล้านยูโรเลยทีเดียว (ประมาณ 1,123 ล้านบาท) ความสำเร็จนั้นเทียบได้กับการย้อนเวลาหอเอนแห่งนี้กลับไปได้ถึง 200 ปี สามารถปรับความเอียงคืนไปได้ถึง 50 ซม. และในทศวรรษหน้า ตัวหอจะเริ่มตั้งตรงขึ้นด้วยตัวเองอย่างช้าๆ โดยความเอียงจะลดน้อยลงอีกประมาณ 2-3 ซม.
โดยย้อนกลับไปในปี 2007 คุณ Salvatore Settis หัวหน้าคณะกรรมาธิการที่ดูแลเรื่องการอนุรักษ์หอเอน ได้แสดงความคิดเห็นว่าเขาวิตกกังวลว่า ถ้าเกิดเราไม่ตัดสินใจทำอะไรเลย รุ่นลูกรุ่นหลานจะไม่มีวันได้เห็นหอเอนเหมือนอย่างที่มันเป็นอยู่ทุกวันนี้อย่างแน่นอน และเขาบอกกับสื่อ The Telegraph ว่า "ถ้าเราไม่หยุดการเอนของมัน ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการถล่มในช่วงปี 2030-2040"
และในตอนนี้ หอเอนแห่งเมืองปิซา ได้กลับไปสู่ระดับความเอนในช่วงเวลาแรกของมัน และดูเหมือนว่ามันจะไม่มีแนวโน้มที่จะเอนไปในด้านอื่นใดอีก และน่าดีใจที่ในตอนนี้มีผู้เชี่ยวชาญมากมายที่คอยเฝ้าดูหอแห่งนี้อยู่ ทำให้มันปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว โดยหอเอนแห่งนี้ทนทานกับการเกิดแผ่นดินไหวมาแล้วหลายครั้ง ผ่านการแก้ปัญหาที่ผิดวิธีมาก็หลายครั้ง ผ่านการเหยียบย่ำของเท้านักท่องเที่ยวนับล้านครั้ง และในตอนนี้มันได้รับการบำรุงรักษาอย่างถูกต้อง ทำให้มันยังคงตั้งตระหง่านไปได้อีกอย่างน้อย 200-300 ปีเลยทีเดียว
บอกเลยว่าครั้งหนึ่งในชีวิตก็อยากจะไปเดินเล่นบนหอเอนเมืองปิซาสักครั้ง อยากรู้ว่ามันจะน่าตื่นเต้นขนาดไหนกัน "__"