โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ตราสารอนุพันธ์ (Derivative) คืออะไร? I เงินล้านไม่ยาก หากรู้จักสินทรัพย์ทางการเงิน (ตอนที่ 4)

Finnomena

อัพเดต 14 ม.ค. 2565 เวลา 10.52 น. • เผยแพร่ 17 ม.ค. 2563 เวลา 04.00 น. • Investment Reader

ในบทความนี้เราจะมาทำความรู้จักตราสารอนุพันธ์ หรือ Derivative กันนะครับ ซึ่งตราสารอนุพันธ์เป็นตราสารประเภทหนึ่ง ที่ใช้สำหรับบริหารความเสี่ยง (Risk Management, Hedging) หรือ เก็งกำไร (Speculative) ซึ่งตราสารอนุพันธ์เป็นตราสารที่ซับซ้อนและค่อนข้างจะเข้าใจยากสักหน่อย (เหมือนสาวๆ ทั้งหลาย) แต่ว่าถ้าเราทำความเข้าใจได้ก็จะทำให้เราได้ประโยชน์อะไรหลายต่อหลายอย่างทีเดียวละครับ

สัญญาและสิทธิ์เป็นของคู่กัน

ก่อนจะมาทำความรู้จักกับตราสารอนุพันธ์ เราต้องรู้จักกับคำ 2 คำก่อน คือ สัญญา และ สิทธิ์ ซึ่งเป็นรูปแบบของตราสารอนุพันธ์

  • สัญญา หมายถึง ข้อตกลงที่คู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่ายตกลงทำสัญญากัน ดังนั้นต้องทำตาม ถ้าไม่ทำตามอาจจะถูกปรับหรือถูกลงโทษ
  • สิทธิ์ หมายถึง สิ่งที่เราได้มาหรือซื้อมา แล้วทำให้เรามีสิทธิ์ทำตามเงื่อนไขของสิ่งที่ซื้อมา เช่น เราซื้อบัตรคอนเสิร์ตมาเราก็มีสิทธิ์ไปดูคอนเสิร์ต เป็นต้น

ประเภทของตราสารอนุพันธ์

เอาล่ะ รู้จักสิทธิ์กับสัญญากันแล้ว เราก็มาทำความรู้จักกับตราสารอนุพันธ์ได้แล้วละครับ โดยตราสารอนุพันธ์แบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ Forward, Futures, Swap ที่เป็นสัญญา และ Option ที่เป็นสิทธิ์

1. Forward (ฟอร์เวิร์ด)

ตราสารอนุพันธ์ ชนิดแรก คือ Forward ซึ่งเป็นสัญญาในการซื้อขายสินค้าหรือสินทรัพย์ทางการเงินที่คู่สัญญา 2 ฝ่ายตกลงกัน โดยฝ่ายหนึ่งทำสัญญาว่าจะซื้อ (หรือขาย) และอีกฝ่ายขาย (หรือซื้อ) ตามราคาที่ตกลงกันไว้ โดยการซื้อขายจะเกิดขึ้นในอนาคต

ตัวอย่างเช่น A ทำสัญญา Forward จะซื้อ หุ้น X ที่ราคา 12 บาทในอีก 1 เดือนข้างหน้า โดย B สัญญาจะขายหุ้น X ที่ราคา 12 บาทเช่นกัน

สมมติว่าปัจจุบันหุ้น X ราคา 10 บาท ผ่านไป 1 เดือนครบอายุสัญญา ราคาหุ้น X ขึ้นไปเป็น 13 บาท

A ได้ซื้อหุ้น X จาก B ที่ราคา 12 บาทตามสัญญา Forward แล้วขายทันทีที่ราคา 13 บาท ทำให้ A ได้กำไรทันที 8.33% ((13-12)/12) ใน 1 เดือนทีเดียว ในขณะที่ B ต้องขายหุ้น X ให้ A ในราคา 12 บาท

สมมติถ้า B ซื้อหุ้น X มาในราคา 10 บาท การขายให้ A ตามสัญญาจะทำให้ B ได้กำไรแค่ 20% ((12-10)/10) ต่างจากถ้า B ขายหุ้นในตลาดเองจะได้กำไรถึง 30% ((13-10)/10) มากกว่าที่ขายให้ A ถึง 10% ทีเดียวครับ

ซึ่งกรณีนี้ B อาจจะผิดสัญญากับ A แล้วไปขายในตลาดแทนก็ได้ เนื่องจาก Forward เป็นสัญญาแบบไม่เป็นทางการ (คือ สัญญาที่คู่สัญญาตกลงทำสัญญากับเอง ไม่มีหน่วยงานกลางรับรองหรือคอยดูแลให้ทำตามสัญญา) ทำให้สัญญา Forward ในยุคแรกของตราสารอนุพันธ์มีการผิดสัญญา (Default) เยอะมาก ทำให้ต้องสร้างตราสารอนุพันธ์ชนิดใหม่คือ Futures ขึ้นมาแทน

2. Futures (ฟิวเจอร์ส)

Futures คือ สัญญาตกลงซื้อขายเหมือนกับ Forward แต่ต่างกันตรงที่ Futures เป็นสัญญาแบบเป็นทางการ มีรูปแบบสัญญาที่แน่นอนและที่สำคัญมีตัวกลางดูแลการซื้อขายและควบคุมให้ทำตามสัญญา

หน่วยงานที่ควบคุมดูแลตรงนี้ คือ ตลาด TFEX ซึ่งดูแลรูปแบบสัญญา และสำนักหักบัญชี (Clearing House) ซึ่งดูแลการทำตามสัญญา โดยสำนักหักบัญชีจะทำหน้าที่เป็นคู่สัญญาตรงข้ามกับผู้ทำสัญญาเพื่อรับประกันการทำตามสัญญาและจะลดความเสี่ยงของตนโดยจะมีการเรียกเก็บเงินประกันจากคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ถ้าฝ่ายใดทำผิดสัญญาจะถูกยึดเงินประกันทำให้ปัญหาการผิดสัญญาถูกแก้ไขไปได้มากทีเดียว

ตรงนี้ถ้าอธิบายให้เข้าใจง่าย คือ สำนักหักบัญชีจะเอาเงินมาจ่ายซื้อหรือขายหลักทรัพย์แทนคู่สัญญาที่บิดพลิ้วนั่นเอง แต่ว่าก็จะเก็บเงินจากคู่สัญญาไว้ล่วงหน้าเพื่อเป็นประกันและลดความเสี่ยงที่ตัวเองจะต้องจ่ายเงินแทนคู่สัญญาที่บิดพลิ้ว

Futures จึงเป็นตราสารอนุพันธ์ที่เป็นที่นิยมกันมากตัวหนึ่งในปัจจุบัน

3. Swap (สวอป)

Swap คือ สัญญาการแลกเปลี่ยนกระแสเงินสด (คือเอาเงินมาแลกกัน) ของคู่สัญญา โดยฝ่ายหนึ่งจ่ายเป็นอัตราคงที่ อีกฝ่ายจ่ายแบบลอยตัว หรือจะเป็นลอยตัวกับลอยตัวก็ได้ โดยฝ่ายที่จ่ายกระแสเงินสดแบบลอยตัวจะจ่ายมากหรือน้อยอ้างอิงกับมูลค่าสินทรัพย์ที่สัญญาผูกอยู่

ถ้าอ่านแล้วไม่เข้าใจไม่เป็นไรครับ เพราะตราสารอนุพันธ์ชนิดนี้คนใช้มักเป็นกิจการที่จะไปลงทุนต่างประเทศ คนทั่วไปอาจจะไม่ค่อยได้ใช้กัน

4. Option (ออปชั่น)

สำหรับตราสารอนุพันธ์ตัวสุดท้าย คือ Option เป็น "สิทธ์" ในการซื้อ (Call) หรือขาย (Put) สินทรัพย์ในราคาที่ต้องการในอนาคต โดยผู้ได้สิทธิ์จะใช้หรือไม่ใช้สิทธิ์ก็ได้ เพราะว่าไม่ใช่สัญญาจึงไม่ต้องถูกบังคับให้ทำตาม แต่ว่าจะเสียเงินที่จ่ายเพื่อซื้อสิทธิ์ในตอนแรกไป ซึ่งเงินส่วนนี้เรียกว่า Option Premium ซึ่งมีมูลค่าไม่มากนักเมื่อเทียบกับมูลค่าการซื้อขาย จากข้อดีนี้เองทำให้ Option เป็นตราสารอนุพันธ์ที่นิยมมากๆ ตัวหนึ่งครับ

ประโยชน์ของตราสารอนุพันธ์

ประโยชน์ของตราสารอนุพันธ์มี 2 อย่างตามที่กล่าวในตอนต้นของบทความ คือ การเก็งกำไร และ การบริหารความเสี่ยง แต่ว่าในที่นี้ขอพูดถึงประโยชน์ในการบริหารความเสี่ยงเท่านั้นครับ

1. สำหรับนักลงทุนทั่วไป

นักลงทุนทั่วไปสามารถนำตราสารอนุพันธ์มาลดผลการขาดทุนจากการลงทุนได้ โดยวิธีการใช้ตราสารอนุพันธ์เพื่อป้องกันความเสี่ยงอาจจะเข้าใจยากนิดนึง ไปทำความเข้าใจจากเคสตัวอย่างกันครับ

ตัวอย่างเช่น ถ้าเราซื้อหุ้น X ไว้ที่ราคา 10 บาท เพราะหวังว่าราคากำลังจะเพิ่มขึ้นเป็น 12 บาท แล้วเราก็จะได้กำไร 20% ใช่ไหมครับ แต่สมมติว่าราคาหุ้นเกิดลดลงเป็น 8 บาทล่ะ? เราก็จะขาดทุน 20% ครับ

ดังนั้น ถ้าเราอยากจะลดความเสี่ยงในการลงทุนครั้งนี้ เราอาจจะซื้อหุ้น X พร้อมกับทำสัญญา Futures ขายหุ้น X ที่ราคา 12 บาทไว้ หรือเรียกอีกแบบคือซื้อ Put Option (สิทธิ์ในการขาย) หุ้น X ไว้ที่ราคา 12 บาท

ทีนี้ ต่อให้มูลค่าหุ้น X จะลดลงเป็น 8 บาท เราก็จะได้กำไรจาก Futures หรือ Option มาชดเชยที่เสียไป คือเราขาดทุนจากการขายหุ้น X ในตลาดหุ้นทั้งหมด 20% (ซื้อมา 10 บาท ขายได้แค่ 8 บาท) แต่ได้กำไรจากตลาด TFEX 20% มาชดเชย (ซื้อมา 10 บาท ขายให้กับคู่สัญญา 12 บาท) ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องดูสัดส่วนอีกทีครับ ว่าเราแบ่งระหว่างซื้อหุ้นปกติกับซื้อสัญญาอย่างไร ถ้าเราทำสัญญาไว้ในสัดส่วนที่น้อยกว่า เราก็จะขาดทุนนิดหนึ่งในช่วงเวลาที่หุ้นตก

นั่นหมายความว่าหากสัดส่วนของเราเท่ากันระหว่างซื้อหุ้นปกติ กับซื้อสัญญา ก็จะหมายความว่าเราจะไม่ได้ทั้งกำไรทั้งขาดทุนครับ

2. สำหรับนักลงทุนสถาบัน

นักลงทุนสถาบันที่ต้องต้องจ่ายเงินคืนให้กับผู้ที่ลงทุนในกองทุนในกำหนดเวลาแน่นอน เช่น กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Provident Fund, PVD) ก็สามารถใช้ตราสารอนุพันธ์เพื่อรับประกันว่าจะมีเงินก้อนมากพอที่จะมาจ่ายให้ผู้ลงทุนได้ในกำหนดเวลา

เช่น กอง PVD กองหนึ่งต้องการใช้เงิน 1,000 ล้านบาทในอีก 1 ปี เพราะจะมีผู้อยู่ในกองทุนที่ครบอายุการลงทุน (อายุ 55 ปี) แล้วจะถอนเงินออกจากกองทุน แต่ผู้จัดการกองทุนไม่แน่ใจว่าราคาหุ้นในอีก 1 ปีจะเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงทำให้อาจจะไม่สามารถจ่ายเงินให้ผู้ลงทุนได้ตามจำนวน 1,000 ล้านบาทได้ถ้าราคาหุ้นลดลง ผู้จัดการกองทุน PVD จึงอาจจะซื้อตราสารอนุพันธ์ไว้ในจำนวนหนึ่งเพื่อตรึงราคาขายของหุ้นไว้ที่ราคาปัจจุบันเพื่อให้ได้เงิน 1,000 ล้านบาทตามที่ต้องการในอีก 1 ปีข้างหน้า โดยไม่ต้องกังวลว่าราคาหุ้นจะลดลง เป็นต้น

3. สำหรับผู้ทำธุรกิจนำเข้า-ส่งออก

สำหรับผู้ทำธุรกิจที่ต้องนำเข้าหรือส่งออก ก็สามารถนำตราสารอนุพันธ์มาใช้ประโยชน์ในการควบคุมต้นทุนการนำเข้า (กรณีเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า) หรือรักษารายได้จากการส่งออกสินค้า (กรณีเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่า) ได้เช่นกัน โดยการทำการซื้อตราสารอนุพันธ์ของอัตราแลกเปลี่ยนไว้บางส่วน เป็นต้น

เอาล่ะ เราก็รู้จักและเข้าใจประโยชน์ของตราสารอนุพันธ์กันไปแล้ว ถึงแม้ว่าจะเป็นตราสารที่ซับซ้อนเข้าใจยากและมีเงื่อนไขมากมาย แต่ถ้าศึกษาจนเข้าใจแล้วก็น่าจะนำตราสารอนุพันธ์ไปใช้ประโยชน์ได้มากทีเดียว ส่วนตอนสุดท้ายของ Series ชุดนี้จะเกี่ยวกับคำถามที่ว่า ทำไมเราต้องออมเงินเพื่อการเกษียณด้วย และการนำค่าใช้จ่ายที่ไม่ค่อยสร้างประโยชน์มาลงทุนจะส่งผลดีต่อตัวเรามากเท่าไร คอยติดตามกันนะครับ

Investment Reader

อ่านบทความซีรีส์ เงินล้านไม่ยาก หากรู้จักสินทรัพย์ทางการเงิน ย้อนหลัง หุ้น ตราสารหนี้ และกองทุน ต่างกันอย่างไร? I เงินล้านไม่ยาก หากรู้จักสินทรัพย์ทางการเงิน (ตอนที่ 1) อยากลงทุนอสังหาฯ ควรรู้อะไร? I เงินล้านไม่ยาก หากรู้จักสินทรัพย์ทางการเงิน (ตอนที่ 2) ราคาทองคำ ดูอย่างไรดี? I เงินล้านไม่ยาก หากรู้จักสินทรัพย์ทางการเงิน (ตอนที่ 3)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...