โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แม่และเด็ก

5 พฤติกรรมที่พ่อแม่ไม่ควรปล่อยให้ลูกทำนานเกินไป

Mood of the Motherhood

อัพเดต 28 ก.ค. 2564 เวลา 14.13 น. • เผยแพร่ 28 ก.ค. 2564 เวลา 14.08 น. • Features

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดพฤติกรรมและนิสัยของเด็กแต่ละคนได้ก็คือลักษณะการเลี้ยงดูของแต่ละครอบครัวโดยธรรมชาติ เด็กๆ อาจไม่รู้ว่าพฤติกรรมอะไรควรหรือไม่ควรทำ ต้องทำตัวและมีนิสัยอย่างไรถึงจะเหมาะสม แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนสร้างและปลูกฝังได้ด้วยการเลี้ยงดูและอบรมของคุณพ่อคุณแม่แต่บางครั้ง คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่แน่ใจว่า จำเป็นต้องเข้มงวดกับพฤติกรรมอะไรของลูกแค่ไหน ถ้าต้องคอยห้ามคอยเตือนทุกอย่างก็จะดูเป็นพ่อแม่ที่จู้จี้มากเกินไป แต่ครั้นจะปล่อยให้ลูกทำอะไรได้ตามใจ ก็ห่วงว่าลูกจะมีพฤติกรรมไม่ดีติดเป็นนิสัยวันนี้เราลองยกตัวอย่างพฤติกรรมที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรปล่อยให้ลูกทำบ่อยๆ หรือทำติดต่อกันเป็นเวลานาน มาเพื่อเป็นแนวทางให้คุณพ่อคุณแม่นำมาปรับใช้ว่าอะไรที่ควรเข้มงวด จะได้ไม่ต้องกลายเป็นคนที่เข้มงวดกับลูกไปซะทุกอย่างแล้วกันนะคะ1. ปล่อยให้ลูกร้องไห้เป็นชั่วโมง

การร้องไห้ของทารก คือการส่งสัญญาณและพยายามสื่อสารความต้องการต่างๆ ไปถึงพ่อแม่ ไม่ว่าจะร้องเพื่อบอกว่าหิว ร้องเพื่อบอกว่าไม่สบายตัว หรือร้องเพื่อบอกอาการเจ็บป่วยการปล่อยให้ลูกร้องไห้ไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการตอบสนอง อาจใช้ได้ผลกับเด็กที่โตพอจะเข้าใจการลงโทษหรือสื่อสารกันได้ แต่สำหรับทารกแล้ว หากปล่อยให้ลูกร้องไห้ตามลำพังโดยไม่มีการตอบสนอง จะเป็นการกระตุ้นให้ลูกมีอารมณ์ที่รุนแรงและฉุนเฉียวได้ รวมถึงทำให้ลูกรู้สึกไม่ปลอดภัยตื่นตระหนกตลอดเวลาและทำให้ลูกนอนหลับได้ไม่ดี2. ใช้จุกนมหลอกตลอดไป

จุกนมหลอกถือเป็นไอเทมสำคัญสำหรับหลายครอบครัว เพราะจุกนมหลอกช่วยให้ลูกสงบ หยุดร้อง และนอนหลับได้ดีขึ้นแต่ถึงอย่างนั้น การให้ลูกใช้จุกนมหลอกนานเกินไป ก็ไม่ใช่เรื่องที่ดี เพราะเมื่อถึงช่วงวัยหนึ่ง ลูกก็ควรที่จะสงบ ใจเย็น หยุดร้อง และเข้านอนได้ด้วยตัวเอง เพราะการติดจุกนมหลอกจะทำให้การเรียงตัวของฟันน้ำนมบิดเบี้ยว การติดดูดปากจนโตยิ่งทำให้เลิกยาก ส่งผลต่อบุคลิกภาพ และยังมีงานวิจัยจากวารสาร Family Practice ปี 2008 ระบุว่าการใช้จุกนมหลอกเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เด็กเกิดหูชั้นในอักเสบ ยิ่งไปกว่านั้น งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน International Journal of Science and Research ปี 2017 ก็ได้เผยอีกว่าเด็กที่ใช้จุกนมหลอกเสี่ยงที่จะเกิดฟันผุมากถึง 56 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว3. ให้ลูกเลือกเวลาเข้านอนและตื่นนอนด้วยตนเอง

เด็กควรจะได้รับการพักผ่อนที่เพียงพอแหละเหมาะสมกับช่วงวัยของตัวเอง หากคุณพ่อคุณแม่ไม่มีการตั้งกฎเกณฑ์หรือกรอบเวลาที่ลูกจะต้องเข้านอน ปล่อยให้นอนเมื่อไหร่ก็ได้ตามใจชอบ ย่อมมีผลกระทบต่อพัฒนาการของลูกโดยตรงดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรกำหนดเวลาการเข้านอนและตื่นนอนของลูก และทำให้เป็นกิจวัตรประจำวันที่สม่ำเสมอ เพื่อประโยชน์ทั้งทางด้านสุขภาพและสุขนิสัยอื่นๆ ต่อไปค่ะ4. ให้ลูกกินอาหารฟาสต์ฟู้ดบ่อยเกินไป

ชีวิตคุณพ่อคุณแม่อาจจะเต็มไปด้วยความรีบเร่ง บางครั้งไม่มีเวลาทำอาหารให้ลูก จึงใช้วิธีเลือกอาหารฟาสต์ฟู้ดให้ลูกกินง่ายๆ เร็วๆ ข้อดีก็คือเด็กๆ มักจะชอบอาหารฟาสต์ฟู้ด ไม่ว่าจะเป็นไก่ทอด เบอร์เกอร์ หรือน้ำอัดลมแต่ข้อเสียก็คือ อาหารฟาสต์ฟู้ดนั้นเต็มไปด้วยเครื่องปรุงที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย มีปริมาณแคลอรี่ที่สูงเมื่อเทียบกับสารอาหารอื่นๆ ที่ร่างกายได้รับ และยังไม่มีวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเด็กๆ หากปล่อยให้ลูกกินอาหารฟาสต์ฟู้ดบ่อยๆ และนานเกินไป อาจนำมาซึ่งโรคต่างๆ เช่น โรคอ้วน โรคหัวใจ โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด ตั้งแต่ยังเล็กได้5. ยอมให้ลูกได้ทุกอย่างตามที่ลูกขอ

ถ้าเป็นไปได้คุณพ่อคุณแม่ก็คงไม่อยากขัดใจลูก แล้วต้องมาคอยรับมือเวลาลูกงอแง งอน หรือโวยวาย เพราะไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ได้รับในสิ่งที่ขอ แต่ในความเป็นจริง พ่อแม่ทุกคนก็ไม่สามารถตามใจหรือให้ทุกอย่างที่ลูกต้องการได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ แต่ลูกก็ควรเข้าใจว่าทุกคนมีสิทธิ์ต้องผิดหวัง และไม่ได้ดั่งใจไปเสียทุกอย่างแต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่สร้างนิสัยให้ลูกเคยชินว่าอยากได้อะไรก็ต้องได้ ขออะไร คุณพ่อคุณแม่ก็จะหามาให้ พฤติกรรมเหล่านี้จะทำให้ลูกเป็นเด็กเอาแต่ใจ ไม่รู้จักความรู้สึกผิดหวังหรือเสียใจเมื่อไม่ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการ ลูกจะเติบโตเป็นเด็กที่มีตัวเองเป็นศูนย์กลาง อยากได้อะไรต้องได้ เอาแต่ใจ และไม่สามารถจัดการกับความต้องการของตัวเองได้อ้างอิงbestlifeonlinedailyhuntnytimes

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...