โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

Q2/68 เพอร์เฟ็กต์สตอร์มอสังหา บ้านมือสองเบียดยอดโอนบ้านใหม่

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 18 เม.ย. 2568 เวลา 11.32 น. • เผยแพร่ 19 เม.ย. 2568 เวลา 00.40 น.

จับตาพายุเศรษฐกิจ 3 ลูก เป็น Perfect Storm ทุบตลาดที่อยู่อาศัยปี 2568 ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯเปิดตัวเลขบ้านมือสองโอนกรรมสิทธิ์กระหึ่ม 62% เบียดแชร์บ้านใหม่เหลือ 38% ลุ้นรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ดันจีดีพี 3% แกะปัญหาทีละปม ชี้ผู้บริโภคคอนโดฯอาฟเตอร์ช็อกไม่เกิน 3 เดือนกลับสู่ภาวะปกติ ภาษีทรัมป์เสี่ยงสุด รับสภาพบ้านมือสองทางเลือกลูกค้า K ขาล่าง ยอดโอนราคาไม่เกิน 2 ล้านทะลุ 4.5 แสนล้านบาท

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ย่างเข้าสู่ไตรมาส 2/68 ภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ดูเหมือนจะเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต โดยมีปัจจัยกดดันถาโถมเข้ามาพร้อมกันถึง 3 เรื่อง เริ่มจากสถานการณ์แผ่นดินไหวในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2568 ทำให้ตลาดคอนโดมิเนียมสะดุดอย่างน้อย 2-3 เดือน ตามต่อด้วยภาษีทรัมป์ที่เป็นตัวจุดชนวนสงครามการค้าโลกตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ปรากฏว่ายังมีอีกปัจจัยกดดันที่คนนอกวงการอาจไม่รู้ นั่นก็คือปี 2567 บรรทัดสุดท้ายของยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัย พบว่าเป็นการโอนของบ้านมือสองมากถึงเกือบ 2 ใน 3 เทียบกับสถานการณ์ปกติการโอนระหว่างบ้านมือสองกับบ้านใหม่เฉลี่ยสัดส่วนอย่างละครึ่ง/ครึ่ง

ถึงแม้ที่ผ่านมา รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ได้มีมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 9 เมษายน 2568 ต่ออายุมาตรการลดค่าโอน-จดจำนอง จาก 3% เหลือ 0.01% หรือค่าใช้จ่ายจากล้านละ 30,000 บาท ลดเหลือล้านละ 300 บาท รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศผ่อนปรนมาตรการ LTV-Loan to Value สามารถขอสินเชื่อ 100% ในการซื้อบ้านและคอนโดฯได้ทุกหลัง (เดิมมีข้อจำกัดบ้านหลังแรก, หลังที่ 2 เป็นต้นไป บังคับเงินดาวน์ไม่เท่ากัน) และทุกราคา (เดิมมีการกำหนดราคา 10 ล้านบาท แม้จะซื้อเป็นบ้านหลังแรกก็ต้องโดนบังคับเงินดาวน์แพง 20% ขึ้นไป) มีผล 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568-30 มิถุนายน 2569

ประเด็นคือมาตรการรัฐ 2 มาตรการ เป็นตัวช่วยทำให้เทรนด์การซื้อและโอนบ้านใหม่คาดว่าจะติดบวกได้มากถึง 10% แต่จาก 3 ปัจจัยกดดันดังกล่าวที่ประเมินกันว่ามีผลกระทบรุนแรงเทียบเท่าพายุ 3 ลูก กลายเป็น Perfect Storm เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้แนวโน้มช่วง 3 เดือนนี้ (เมษายน-มิถุนายน 2568) ตลาดอสังหาฯไม่น่าจะสดใสมากนัก

มือสองยอดโอนแซงบ้านใหม่

นางสาวสิทธิเพ็ญ สิทธัตถพงษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) เปิดเผยว่า สถิติการโอนกรรมสิทธิ์ที่กรมที่ดินของตลาดที่อยู่อาศัยในภาพรวม จะเห็นมีการโอนชะลอตัวลงตั้งแต่ยุคโควิดเป็นต้นมา และตลาดยังไม่ได้ฟื้นตัวกลับไปในจุดก่อนยุคโควิดที่มีภาวะบูม โดยมีข้อสังเกตว่าในยุควิกฤตเศรษฐกิจที่กำลังซื้อชะลอตัวต่อเนื่อง การโอนบ้านมือสองจากพื้นที่ทั่วประเทศจะสูงกว่าบ้านใหม่อย่างเห็นได้ชัดเจน

โดยสถิติการโอนกรรมสิทธิ์ ณ สิ้นปี 2567 พบว่า ยอดโอนทั่วประเทศมีการโอนรวม 347,799 หน่วย แบ่งเป็น บ้านมือสองโอนสัดส่วนมากถึง 62% จำนวน 217,072 หน่วย บ้านใหม่โอน 38% 130,727 หน่วย ในด้านมูลค่ามียอดโอนรวมกัน 980,648 ล้านบาท แบ่งเป็น การโอนบ้านใหม่ 54% มูลค่า 530,394 ล้านบาท โอนบ้านมือสอง 46% มูลค่า 450,254 ล้านบาท

ขณะที่ตลาดใหญ่สุดอยู่ในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล พบว่า มีการโอนรวมกัน 171,093 หน่วย แบ่งเป็น บ้านมือสองโอน 52.3% จำนวน 89,513 หน่วย บ้านใหม่โอน 47.7% จำนวน 81,580 หน่วย ในด้านมูลค่าโอนรวมกัน 592,784 ล้านบาท แบ่งเป็น บ้านใหม่โอน 63.7% มูลค่า 377,351 ล้านบาท บ้านมือสองโอน 36.3% มูลค่า 215,433 ล้านบาท

“การดูสถิติ ถ้าประเมินในมุมเชิงสังคมจะให้น้ำหนักจำนวนหน่วย เพราะนับจำนวนครัวเรือนที่สามารถโอนได้ แต่ถ้าประเมินในเชิงเศรษฐกิจจะเน้นดูที่มูลค่าโอนเป็นหลัก”

พายุ 3 ลูกดับฝันอสังหาฯฟื้นตัว

เทรนด์ปี 2568 ณ ตอนต้นปี ทาง REIC ประเมิน 3 แนวทาง คือ 1.Base Case-สถานการณ์ปกติ อิงกับจีดีพีที่คาดว่าจะเติบโต 3% มีผลทำให้ภาคอสังหาฯเติบโตได้ 1.6% คาดว่ามีการโอน 353,389 หน่วย มูลค่าการโอนเติบโต 1.4% อยู่ที่ 994,545 ล้านบาท

2.Best Case เงื่อนไขมี 2 มาตรการรัฐเป็นตัวช่วยกระตุ้นกำลังซื้อ ทั้งต่ออายุลดค่าโอนและจดจำนอง กับปลดล็อก LTV คาดหวังว่าจะทำให้ตลาดอสังหาฯโตได้ถึง 9.7% จำนวน 381,660 หน่วย มูลค่าการโอนเติบโต 9.5% อยู่ที่ 1,074,108 ล้านบาท

และ 3.Worst Case กรณีไม่มีมาตรการรัฐเป็นตัวช่วยเลยจะเข้าสู่แดนติดลบ โดยคาดว่าการโอนหด -3.5% เหลือ 335,719 หน่วย ด้านมูลค่าโอนหดใกล้เคียงกันที่ -3.7% มูลค่า 944,817 ล้านบาท

ทั้งนี้ ช่วงไตรมาส 1/68 ก่อนหน้าวันที่ 28 มีนาคม เทรนด์ภาคอสังหาฯถือว่าสดใสมาก เพราะมี 2 มาตรการรัฐออกมาช่วยกระตุ้น จึงคาดหวังว่าตลาดที่อยู่อาศัยปีนี้มีโอกาสเป็น Best Case ที่น่าจะเติบโตเกือบ 10% ยอดโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศน่าจะกลับมาทะลุ 1 ล้านล้านบาทได้อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากสถานการณ์แผ่นดินไหวที่คาดว่าเป็นผลกระทบระยะสั้นช่วง 3 เดือน ภาษีทรัมป์ และการโอนบ้านมือสองแซงหน้าบ้านใหม่หลายปีติดต่อกัน โดยเฉพาะอนาคตที่คาดเดาไม่ได้ของผลกระทบภาษีทรัมป์ ที่เริ่มมีการปรับลดคาดการณ์จีดีพีเหลือ 2-2.2% ดังนั้นถึงแม้ยังอยากฝากความหวังตลาดจะฟื้นตัวอยู่ในแนวทาง Best Case แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีโอกาสสูงที่จะทำได้ดีที่สุดในแนวทาง Base Case เติบโต 1% เศษ หรือตลาดทรงตัวเมื่อเทียบกับปี 2567

“สถิติการโอนบ้านมือสองที่สูงกว่าบ้านใหม่ เป็นเพราะกำลังซื้อตกต่ำยาวนาน บวกกับการพัฒนาบ้านใหม่ราคาต่ำกว่า 2 ล้านบาท ทำได้เพียงสินค้าคอนโดฯ แต่บ้านแนวราบทำได้ยากเพราะต้นทุนที่ดินแพง ราคาเฉลี่ยบ้านใหม่จาก 2.85 ล้านบาท เพิ่มเป็นเฉลี่ย 4 ล้านกว่าบาท โดยบ้านมือสองราคาต่ำกว่า 2 ล้านมีการโอนมากถึง 33.7% จำนวน 57,778 หน่วย”

ในขณะที่มาตรการลดค่าโอน-จดจำนองในยุครัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ที่ขยับเพดานราคาจากไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่ติดปัญหาเครดิตบูโร มียอดปฏิเสธสินเชื่อสูงถึง 70% เพิ่มเป็นไม่เกิน 7 ล้านบาท เป็นตัวช่วยที่ทรงพลังเพราะการโอนราคา 3-7 ล้านบาท เป็นกลุ่มกำลังซื้อจากคนทำงานและมนุษย์เงินเดือนที่ยอดกู้ไม่ผ่านต่ำกว่า โดยมีการโอนราคาไม่เกิน 7.5 ล้านบาท สัดส่วน 95.3% จำนวน 331,399 หน่วย จากภาพรวมทั่วประเทศ 347,799 หน่วย มูลค่าโอน สัดส่วน 72.9% 715,416 ล้านบาท จากมูลค่าโอนในภาพรวมทั่วประเทศ 980,648 ล้านบาท

Q2/68 ยุค Perfect Storm

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย เปิดเผยว่า ในช่วงไม่ถึง 1 เดือนที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีภาวะผันผวนเป็นอย่างมาก โดยมีปัจจัยกดดันซ้อนทับกัน 2 เรื่อง ทั้งสถานการณ์แผ่นดินไหวและสงครามการค้าโลกที่มีคู่ปะทะหลักระหว่างสหรัฐกับจีน

“ต้องยอมรับว่าไตรมาส 2/68 ตลาดอสังหาฯหนักจริง ปัจจัยกดดัน 2-3 ด้านหลักสุมรุมทำให้บรรยากาศออกมาเรียกว่า Ultimate Perfect Storm เป็นสถานการณ์อันเดอร์คอนโทรล แต่ถ้าให้มองลึก ๆ ผลกระทบภาษีทรัมป์หนักกว่าแผ่นดินไหว เพราะแผ่นดินไหวเป็นเหตุการณ์พิเศษ ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ และตึกสูงในกรุงเทพฯที่เปิดใช้งานแล้ว ทุกตึกไม่มีการพังทลายลงมา เป็นบทพิสูจน์ความปลอดภัยแข็งแรงทั้งผู้รับเหมาก่อสร้างไทย ผู้ประกอบการไทย และกฎหมายต้านแผ่นดินไหวตั้งแต่ปี 2550 ของไทย เรามีมาตรฐานก่อสร้างระดับโลก เพียงแต่ต้องรอความเชื่อมั่นผู้บริโภคกลับมา ซึ่งคาดว่าไม่เกิน 1-2 เดือน”

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบระยะเฉพาะหน้าในช่วงไตรมาส 2/68 ประเด็นจำเป็นเร่งด่วนเป็นเรื่องสภาพคล่องธุรกิจอสังหาฯ ทั้งในฝั่งผู้ซื้อและผู้ขาย โดยสมาคมคอนโดฯมีข้อเสนอแนะมาตรการจากภาครัฐที่เป็นมาตรการระยะสั้น

เริ่มจาก 1.ต้องเตรียมรับมือปัญหาตลาดหุ้นกู้ที่เปราะบาง โดยภาคธุรกิจอสังหาฯ ทาง บล.เอเซีย พลัส เก็บสถิติ 14 บริษัทรายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ มีการออกหุ้นกู้รวมกัน 2 แสนล้านบาท และมีดีลชำระหนี้หุ้นกู้ในปี 2568 วงเงินรวม 80,000 ล้านบาท

2.ภาครัฐควรมีมาตรการสนับสนุนและส่งเสริมให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อพรีไฟแนนซ์ (สินเชื่อผู้ประกอบการ) ในวงเงินและอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม

3.ภาคสินเชื่อผู้กู้รายย่อย ซึ่งเป็นสินเชื่อผู้ซื้ออสังหาฯ ปัจจุบันมีปัจจัยบวกจากการปลดล็อก LTV เป็นเวลา 1 ปีของแบงก์ชาติ เป็นตัวช่วยการซื้อและโอนบ้าน-คอนโดฯใหม่ ขณะที่ยังมีกำลังซื้อในกลุ่มตลาดรีไฟแนนซ์สินเชื่อบ้าน มีอัตราดอกเบี้ย MRR ซึ่งแพงกว่าแพ็กเกจสินเชื่อบ้านใหม่ ดังนั้น รัฐควรสนับสนุนให้มีดอกเบี้ยต่ำเท่ากัน เพื่อเสริมสภาพคล่องกำลังซื้อกลุ่มนี้ที่เป็นลูกค้าเครดิตดี

4.เนื่องจากภาวะ Ultimate Perfect Storm ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องอัดฉีดมาตรการยาแรง ล่าสุดจากการที่รัฐบาลต่ออายุลดค่าโอน-จดจำนอง ในการโอนที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาทนั้น เสนอให้ปรับมาตรการเป็นลดค่าโอน-จดจำนองทุกราคา เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กำลังซื้อกลุ่ม K ขาบน หรือกำลังซื้อระดับไฮเอนด์ในตลาดกลาง-บนขึ้นไป ซึ่งอาจชะลอการตัดสินใจเพราะอยากเก็บเงินสด ได้เข้ามาช็อปซื้ออสังหาฯกันมากขึ้น

“ไตรมาส 2 นี้สถานการณ์อันเดอร์คอนโทรล วิกฤตเศรษฐกิจยังถาโถมเข้ามา เพียงแต่รอบนี้มีผลกระทบระดับเมเจอร์อิมแพ็กต์ เป็นไครซิสของโลก ประเทศไทย คนไทยวันนี้จริง ๆ ต้องสามัคคีกันได้แล้ว ต้องอาศัยความร่วมมือยิ่งใหญ่ เพื่อวาระประเทศไทยต้องรอดไปด้วยกัน” นายประเสริฐกล่าว

ลุ้นตลาดทรงตัวก็พอใจแล้ว

ด้านนายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอมองในมุมบวก เพราะอย่างน้อยภาคอสังหาฯมีตัวช่วยจากการปลดล็อก LTV กับการต่ออายุลดค่าโอน-จดจำนอง 1 ปี ถึงแม้สถานการณ์แผ่นดินไหวกระทบกับจิตวิทยาผู้บริโภคที่กลัวการอยู่อาศัยในตึกสูง แต่เชื่อว่าเป็นผลกระทบระยะสั้น เพราะในกรุงเทพฯ แหล่งงานอยู่เขตใจกลางเมือง คอนโดฯจึงตอบโจทย์การพักอาศัยใกล้แหล่งงานและสถานศึกษาในเมืองมากที่สุด

“ปี 2567 อสังหาฯมีปัจจัยบวกแค่เรื่องเดียว คือ มาตรการลดค่าโอน-จดจำนอง แต่ปีนี้ได้ 2 มาตรการ โดยเพิ่ม LTV เข้ามา ทำให้เป็นตัวช่วยกระตุ้นกำลังซื้อได้ทั้ง K ขาล่างจากการลดค่าโอน และกระตุ้น K ขาบนจากการปลดล็อก LTV

จริง ๆ แนวโน้มปี 2568 น่าจะดีขึ้นกว่าปีที่แล้วด้วยซ้ำไป แต่พอมีวิกฤตจากแผ่นดินไหวและสงครามการค้าโลก จึงลดระดับเทรนด์ตลาดอสังหาฯ จากเดิมที่คิดว่าจะโตได้ 10% ตอนนี้คาดว่าลดระดับเหลือทรงตัวก็พอใจแล้ว” นายสถาพรกล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Q2/68 เพอร์เฟ็กต์สตอร์มอสังหา บ้านมือสองเบียดยอดโอนบ้านใหม่

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...