โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แด่ความจน และคนคลั่งรัก ย้อนดู Fallen Leaves หนังฟินแลนด์ที่ว่าด้วยความรักกับความหวัง ปนความขม บนความ 'จน' ของการเป็นชนชั้นแรงงาน

Mirror Thailand

อัพเดต 30 เม.ย. 2568 เวลา 14.25 น. • เผยแพร่ 30 เม.ย. 2568 เวลา 14.24 น.
ภาพไฮไลต์

Fallen Leaves เป็นหนังสัญชาติฟินแลนด์ในปี 2023 ที่น่าจะจัดอยู่ในหมวด Romantic-comedy ได้ เพียงแค่ว่าไม่ใช่ในบริบทของหนังรอม-คอมแบบที่ใครหลายคนอาจคุ้นเคยจากภาพแบบหนังอเมริกันฝันหวาน เล่าเรื่องคนชนชั้นกลางในเมืองใหญ่ เพราะความโรแมนติกของหนังเรื่อง Fallen Leaves น่าจะมาจากความรันทดที่ชีวิตมอบให้ มันรันทดเสียจนต้องหลุดขำออกมา ราวกับหัวเราะเยาะประชดประชันให้กับความขื่นขมของชีวิตเสียมากกว่า

หากผู้กำกับหนังนอกกระแสชาวอเมริกันอย่าง Sean Baker ดื้อดึงที่จะเล่าเรื่องของคนชายขอบในอเมริกาครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไร Aki Kaurismaki ก็เป็นผู้กำกับชาวฟินนิชที่ยังคงยืนหยัดเล่าเรื่องชนชั้นแรงงานที่เขาเชื่ออยู่อย่างนั้นไม่ต่างกัน หนังของ Kaurismaki มักวนเวียนอยู่กับการสู้ชีวิตของหนุ่มสาวแรงงานท่ามกลางสภาพสังคมที่โหดร้ายและฉ้อฉล โดยมีสิ่งที่เรียกว่าความหวังเป็นที่พึ่งอันริบหรี่ คอยหล่อเลี้ยงชีวิตของคนเหล่านี้เอาไว้เท่านั้น

Fallen Leaves ก็เป็นหนังอีกเรื่องในบรรดาหนังทั้งหลายที่โอบกอดชนชั้นกรรมมาชีพของเขา มันว่าด้วยเรื่องของ ‘ฮอลลอปปา’ คนงานหนุ่มผู้รับจ้างทำงานใช้แรงไปเรื่อย ไม่ได้มีบ้านอยู่เป็นหลักแหล่ง แค่อาศัยนอนในเทรลเลอร์ตามไซต์ก่อสร้าง กับ ‘ฮันซา’ นางเอกของเรื่องผู้เป็นสาวอินโทรเวิร์ตสู้ชีวิต ทำงานในซูเปอร์มาร์เก็ต แล้วก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเมืองมันเล็ก หรือสังคมของคนใช้แรงงานไม่ได้กว้างมากนัก ฮอลลอปปาและฮันซาจึงบังเอิญมาเจอกันอยู่เรื่อยไป แต่ด้วยความที่ชีวิตของคนจนนั้นไม่เคยง่าย พอจะคลั่งรักกับใครสักทีก็เลยเต็มไปด้วยอุปสรรค งึกๆ งักๆ มาพร้อมจังหวะนรกเสมอ แม้แต่เรื่องง่ายๆ ก็ดูทุลักทุเลไปหมดแบบที่ทำให้เราต้องตบเข่าดังๆ และขำออกมาได้ตลอดทั้งเรื่อง

เสน่ห์ของหนัง Fallen Leaves คือการฉายภาพชีวิตประจำวันธรรมดาของบรรดาตัวละครที่ดำเนินไปแบบเรียบง่าย ท่ามกลางบรรยกาศเมืองเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ดูเผินๆ เหมือนหนังกำลังเล่าเรื่องผู้คนในยุค 80s หรือ 90s เพราะทั้งเซ็ตติ้ง เสื้อผ้าหน้าผมของตัวละคร จนถึงสถานที่ กับบรรยากาศบ้านเมืองที่ดูออกจะล้าหลัง ไม่มีความหวือหวาทันสมัยอะไรเลย กระทั่งฉากหลังของเรื่องมีการรายงานข่าวจากวิทยุถึงสถานการณ์สงครามยูเครน-รัสเซีย แผ่วๆ ที่ทำให้เราเข้าใจว่าเหตุการณ์และยุคสมัยในหนังเรื่องนี้คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นปัจจุบัน

ตามรายงานความสุขโลก (World Happiness Report) ปี 2025 จากองค์การสหประชาชาติที่ชี้วัดความสุขของประชากรทั่วโลกทุกๆ ปี เผยว่าฟินแลนด์ยังคงเป็นประเทศที่ผู้คนมีความสุขมากที่สุดในโลก ซึ่งถือว่าติดต่อกันเป็นปีที่ 8 แล้วสำหรับฟินแลนด์ ทว่าสิ่งที่เราเห็นในกระบวนหนังหลายๆ เรื่อง รวมถึงเรื่องนี้ของผู้กำกับ Kaurismaki ช่างทำให้รู้สึกย้อนแย้งกับรายงานความสุขที่ว่าเสียเหลือเกิน จนสงสัยว่าฟินแลนด์เป็นเเดนที่ผู้คนมีความสุขขนาดนั้นจริงๆ หรือ

เมื่อวันหนึ่ง ฮันซา นางเอกของเรื่องกับเพื่อนๆ ผู้เป็นพนักงานซุปเปอร์มาร์เก็ต หยิบอาหารที่หมดอายุและขายไม่ได้แล้วกลับบ้านแค่คนละไม่กี่ชิ้น กลับถูกเจ้านายต่อว่าใหญ่โตและถูกไล่ออกจากงานทันที กระทั่งเธอต้องสมัครมาทำงานล้างจานในบาร์แห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ดีๆ เจ้าของกิจการก็ถูกตำรวจรวบ ทำให้บาร์ปิด เธอต้องเป็นคนตกงานกระทันหันอีกรอบ แถมยังไม่ได้ค่าจ้างที่ควรจะได้ด้วย

พระเอก ฮอลลอปปาที่มาทำงานสาย (เพียงแค่) 4 นาที ไม่กี่วัน ถูกตักเตือนราวกับเขาไปทำอะไรคอขาดบาดตาย ส่วนนายจ้างขี้เหนียวก็ไม่ยอมตรวจเช็คเครื่องมือจนทำให้เขาได้รับบาดเจ็บจากการทำงาน แถมยังต้องซวยซ้ำซ้อนอีกเมื่อนายจ้างอ้างว่าก็เพราะเขาเป็นคนติดเหล้านี่แหละจึงทำให้เกิดอุบัติเหตุ ฮอลลอปปาก็เลยเถียงไม่ออก จำใจต้องไปหางานก่อสร้างที่อื่นทำต่อไปเพื่อเลี้ยงชีพ แม้จะถูกนายจ้างกดและเอาเปรียบ แต่แรงงานไม่มีวุฒิการศึกษาอย่างเขาก็ต้องยอม เพราะรู้ตัวว่าไร้สิทธิ์ไร้เสียงที่จะต่อรองหรือเรียกร้องอะไรได้

ความเย็นชาและใจร้ายแบบแปลกๆ จากผู้คนที่แม้แต่เรื่องเล็กๆ จนเกือบจะดูว่าไม่มีสาระอะไรเลย กลับกลายเป็นเรื่องใหญ่โตที่คนเหล่านี้ซีเรียสชนิดเอาเป็นเอาตายให้ได้ใน Fallen Leaves อาจพอให้เราเห็นสภาพสังคมโดยรวมของดินแดนแห่งนั้นได้ชัดขึ้น ว่าสังคมที่ผู้คนต่างก็พยายามดิ้นรนเอาตัวรอดไปวันๆ สามารถเปลี่ยนจิตใจของพวกเขาให้แข็งกระด้าง ไร้ความอะลุ่มอล่วย เห็นอกเห็นใจต่อใครหน้าไหน จนเกือบจะเรียกได้ว่าเห็นแก่ตัวได้เพียงใด เท่านั้นยังไม่รันทดพอ หนังยังเหมือนตั้งใจใส่ฉากหลังมาเป็นสงครามในประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงที่ถึงจะไม่ได้เกิดขึ้นในบ้านเมืองของพวกเขาก็จริง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันย่อมส่งผลต่อความรู้สึกไม่มั่นคงและสั่นไหวได้พอสมควร โดยเฉพาะกับคนที่อยู่ต่ำสุดของห่วงโซ่อาหาร คนที่ไม่มี Safety Net อะไรให้อุ่นใจเลยอย่างคนชนชั้นแรงงาน ไม่ใช่อะไรที่ใกล้เคียงกับสำนวน ‘ล้มบนฟูก’ เลยสักนิด เพราะหากคนเหล่านี้ล้ม พวกเขาจะ ‘ล้มบนดินลูกรัง’ ซึ่งน่าจะบาดเจ็บมากกว่าแน่ๆ

ความสุขง่ายๆ ที่หนุ่มสาวแรงงานเหล่านี้พอจะหามาบรรเทาความทุกข์ประจำวันของพวกเขาลงไปได้บ้าง อาจเป็นเพียงแค่การแต่งตัวสวยหล่อที่สุดออกจากบ้าน ไปบาร์ เจอเพื่อน ได้ดื่ม ได้ร้องคาราโอเกะเพลงที่ชอบ และจีบสาวโต๊ะข้างๆ เมื่อโอกาสเอื้ออำนวยก็เท่านั้น คล้ายกับหนังได้พยายามบอกอย่างท้าทายว่า “ใช่ คนพวกนี้เป็นคนจน แต่จนแล้วทำไม จนแล้วไม่มีสิทธิ์มีความสุข หรือเสพความละเมียดละไมเล็กๆ น้อยๆ ของชีวิต (อันขื่นขม) เหมือนกับคนอื่นๆ บ้างเลยหรือ?”

คำถามนี้ทำเราจุกนิดๆ เพราะมันอาจจริงที่ว่าบ่อยครั้งหรือเปล่าที่เรามักจะชอบเผลอ ‘ตัดสิน’ จนถึงกับถือวิสาสะไป ‘เสี้ยมสอน’ ชีวิตคนอื่น โดยเฉพาะเวลาเห็นคนที่อยู่ในฐานะที่เรามองว่า ‘ยากจน’ ในสังคม ทำไมเขาถึงไม่ประหยัดเงิน ทำไมยังไปบาร์ ร้องรำทำเพลง ดื่มเหล้า เผาเงินเล่นไปกับบุหรี่ หรือทำไมไม่เก็บเงิน ทำให้ชีวิตดีขึ้นกว่าท่ีเป็นอยู่เล่า ฯลฯ

เช่นเดียวกับที่หนังเรื่อง Perfect Days ของผู้กำกับ Wim Wenders เล่าเรื่องของแรงงานชายวัยกลางคนผู้ทำอาชีพล้างห้องน้ำในกรุงโตเกียว แต่มีงานอดิเรกเป็นการสะสมเเผ่นเสียง ฟังเพลงยุค 70s จากเทปคาสเซ็ตต์เก่าๆ มีเวลาพักจากการทำงานก็มานั่งมองต้นไม้ใบหญ้า แล้วก็เอ็นจอยกับการถ่ายรูป วันหยุดก็ไปล้างฟิล์ม ขี่จักรยาน แวะจิบเบียร์ร้านที่ชอบ อ่านวรรณกรรมชั้นดี แถมมีเวลานั่งละเลียดชีวิตที่อาจจะมากกว่าคนทั่วไปเสียด้วยซ้ำ คำถามคือ แล้วทำไมคนจนอย่างพวกเขาถึงไม่มีสิทธิ์ที่จะมีความหวังในชีวิตบ้าง ถ้าหากนั่นคือยาวิเศษเพียงอย่างเดียวที่ช่วยหล่อเลี้ยงลมหายใจให้พอลุกขึ้นมาสู้ในวันต่อๆ ไปได้

และการมี ‘ใครสักคน’ ร่วมทุกข์มากกว่าสุขไปด้วยกันในวันที่โลกไม่ได้ใจดีนั้น ก็ช่างเป็นยาใจ (คนจน) ที่ล้ำค่าเกินกว่าใครจะมีสิทธิ์มาตัดสิน เหมือนอย่างที่ฮันซา นางเอกของเรื่องผู้มีรายได้ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แต่ก็ยังต้องการสร้างความประทับใจให้หนุ่ม ด้วยการชวนเขามา ‘ดินเนอร์’ ที่บ้าน ลงทุนซื้อช้อนส้อมจานชามใหม่ทั้งเซ็ต ซื้อไวน์ขวดที่ดีที่สุดที่พอจะจ่ายไหวจากซุปเปอร์ฯ ลงมือทำอาหารด้วยวัตถุดิบเท่าที่เงินค่าจ้างอันน้อยนิดของเธอพอจะหามาได้อย่างสุดกำลังเพื่อคนที่เธอคลั่งรัก

Fallen Leaves จึงเป็นเหมือนนิยายรักฉบับชนชั้นแรงงานที่จริงใจ ภายใต้มุกตลกหน้าตายซึ่งอาจเป็นเครื่องมือที่ผู้คนเหล่านั้นใช้ต่อสู้กับโลก เป็นวิธีอยู่กับความขื่นขม ให้ยังสามารถมีชีวิตต่อไปได้อย่างไม่สิ้นหวังเกินไปนัก

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...