เอสซีจี ไตรมาสแรกกำไร 1,099 ล้านบาท มั่นใจ Q2 ฟื้นต่อ ยกระดับ 4 กลยุทธ์ สู้ศึกสงครามการค้ารุนแรง ยืดเยื้อ
เอสซีจี ผลประกอบการไตรมาส 1/68 ดีขึ้นกว่าไตรมาส 4/67 กระแสเงินสดแกร่ง 12,889 ล้านบาท กำไร 1,099 ล้านบาท จากการเร่งปรับตัวสู้ความท้าทายในทุกธุรกิจ และมาตรการเสริมความเข้มแข็งการเงินต่อเนื่อง คาดแนวโน้มไตรมาส 2 ดีต่อเนื่องจากสัญญาณปิโตรเคมีดีขึ้น พร้อมยกระดับ 4 กลยุทธ์ สู้ศึกสงครามการค้าโลกรุนแรง ยืดเยื้อ
นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปูนซีเมนต์ไทย (SCC) หรือ เอสซีจี เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,099 ล้านบาท ลดลงจากที่มีกำไร 2,425 ล้านบาท ในไตรมาส 1/67 แต่หากไม่รวมผลการดำเนินงานของลองเซินปิโตรเคมิคอลส์คอมเพล็กซ์ (LSP) ที่ประเทศเวียดนาม (LSP) จะมีกำไร 4,019 ล้านบาท
"ผลดำเนินงานเอสซีจีถือว่าดีขึ้นเมื่อเทียบกับขาดทุน 512 ล้านบาท ในไตรมาส 4/67 เป็นผลจากการบริหารจัดการภายในและการปรับปรุงประสิทธิภาพของทุกธุรกิจ รวมถึงดีมานด์ตามฤดูกาลที่ปรับขึ้นจากธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์และการก่อสร้าง ประกอบกับผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นจาก บมจ.เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) และ บมจ.เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP)"
ในไตรมาส 1 ปี 2568 เอสซีจีมีรายได้จากการขาย 124,392 ล้านบาท ลดลง 5% จากไตรมาสก่อน สาเหตุหลักจากปริมาณขายที่ลดลงของ SCGC โดยเฉพาะของโรงงาน LSP ที่เวียดนาม
นายธรรมศักดิ์ กล่าวถึงแนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 2 คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาสแรกได้แรงหนุนจากต้นทุนวัตถุดิบปรับตัวลดลงสอดคล้องราคาน้ำมัน ส่วนต่างปิโตรเคมี (สเปรด)ดีขึ้น รวมทั้งผู้ผลิตปิโตรเคมีในจีนได้รับผลกระทบจากการจัดหาวัตถุดิบจากสหรัฐฯ โดยเอสซีจียังคงเป้าหมายรายได้เติบโต 3-5% จากปีก่อน สำหรับครึ่งปีหลังยังมีสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนจากสงครามการค้า ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
"เอสซีจีได้ประเมินสถานการณ์และผลกระทบจากสงครามการค้าโลก พบว่าผลกระทบทางตรงต่อเอสซีจีมีเล็กน้อย เนื่องจากในปี 2567 มีการส่งออกโดยตรงไปสหรัฐฯ เพียง 1% จากยอดขายรวม ขณะที่ผลกระทบทางอ้อมมีมหาศาล และยิ่งหากพ้นระยะเวลาเลื่อนจัดเก็บภาษี 90 วัน ผลกระทบอาจรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยจะเห็นชัดในไตรมาส 3/68 หากอัตราเรียกเก็บภาษีของสหรัฐฯกับประเทศในอาเซียนกลับไปที่ระดับเดียวกันการประกาศเมื่อวันที่ 2 เม.ย. จะส่งผลให้เศรษฐกิจโลกรวมทั้งเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคชะลอตัว แน่นอนว่ากระทบไทยด้วย จากสินค้าที่ทะลักเข้ามาจากจีน ทำให้การผลิตในประเทศมีแนวโน้มลดลงอีก"
ในทางกลับกัน นายธรรมศักดิ์ กล่าวถึงโอกาสทางธุรกิจของเอสซีจีในภาวะสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนว่า ยังมีประเทศที่ได้ประโยชน์ เช่น ออสเตรเลีย ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการที่สหรัฐฯ ระงับการส่งออกแร่หายากจากจีน ทำให้ต้องนำเข้าจากออสเตรเลีย และบราซิล โดยคาดว่าจะมีการนำเข้าข้าวโพดสินค้าเกษตรจากบราซิลมากขึ้น นอกจากนี้ อินเดีย ญี่ปุ่น และแคนาดา ก็คาดว่าจะได้ประโยชน์เช่นกัน ทำให้บางตลาดมีกำลังซื้อมากขึ้น ซึ่งเอสซีจีมีหน่วยงานขายทั่วโลก ทำให้สามารถปรับตัวกระจายสินค้าไปยังประเทศอื่นที่มีกำลังซื้อได้ โดยต้องปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานของประเทศนั้น ๆ ด้วย
อีกโอกาสของเอสซีจีท่ามกลางสงครามการค้า จากแนวโน้มราคาพลังงานที่ลดลง เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัวส่งผลให้ความต้องการใช้ลดลง รวมทั้งสินค้าที่มูลค่าเพิ่มสูง หรือสินค้าที่มีความพิเศษยังเป็นที่ต้องการ เช่น ปูนคาร์บอนต่ำ ที่ยังสามารถส่งออกไปยังสหรัฐฯได้ ในหลายประเทศเริ่มมีความต้องการสินค้าที่มีความเป็นกรีนมากขึ้น เรื่องบรรจุภัณฑ์ที่เป็น Low Carbon
นายธรรมศักดิ์ กล่าวว่า เอสซีจีได้ยกระดับการปรับตัวให้เข้มข้นรับสถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัว ด้วย 4 กลยุทธ์ ประกอบด้วย
1. ลดต้นทุน แข่งขันกับผู้ผลิตระดับโลก เพื่อรับมือสินค้าราคาถูกจากประเทศอื่นที่อาจเข้ามาแข่งขัน ด้วยวิธีการลดต้นทุนการผลิต (Operation Cost)โดยควบรวมไลน์การผลิต ปรับปรุงประสิทธิภาพ ลดขั้นตอนโดยเพิ่มการใช้ Robotic Automation ลดต้นทุนการบริหารจัดการ โดยเพิ่มการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ปรับปรุงประสิทธิภาพทั่วทั้งองค์กรเช่น ปรับลดเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) ตลอดห่วงโช่อุปทาน
ส่งผลให้สามารถลดหนี้สินสุทธิลงเหลือ 290,504 ล้านบาท ในไตรมาส 1/68 และเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจ เพิ่มการใช้พลังงานสะอาด โดยใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานชีวมวล และพลังงานทางเลือกในกระบวนการผลิต โดยในไตรมาสแรกเอสซีจีใช้พลังงานทางเลือกในกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์ในประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็น 44% ของเชื้อเพลิงทั้งหมด
2. ขยายพอร์ตสินค้าให้รองรับความต้องการตลาดทุกระดับ ด้วยการพัฒนา 'สินค้ามูลค่าเพิ่มสูงและสินค้ากรีน"ให้ตอบโจทย์ตลาด เช่น กระเบื้องเกรซพอร์ซเลนขนาดใหญ่, ปูนเอสซิจีคาร์บอนต่ำ ที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาเป็น Gen 3 ที่สามารถลดการปล่อยคาร์บอนฯ ได้ประมาณ 40%
ตั้งเป้าจำหน่ายในกลุ่มสินค้าปูนตกแต่งในไตรมาสที่ 4/68, กลุ่มสินค้าหลังคา ผนังและฟื้นตกแต่ง ที่ใช้เทคโนโลยี Digital Printing พร้อม UV Coating เคลือบผิวทนทาน กันเชื้อรา และหลอดฉีดยาและเข็มฉีดยา ที่เอสซีจีพี่ ผสานความร่วมมือกับ Once Medical Company Limited การเพิ่ม "สินค้าคุณภาพ ราคาจับต้องได้" ที่มีความต้องการสูง ทำกำไรทันทีเช่น เอสซีจี โซลาร์รูฟ ที่ผลิตไฟฟ้าได้เต็มประสิทธิภาพ เป็นต้น
3. บุกตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง โดยขยายการส่งออกสินค้า เช่น ปูนเอสซีจีคาร์บอนต่ำ กระเบื้องคอนกรีตสมาร์ทบอร์ด กระดาษบรรจุภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์อาหาร ไปยังตลาดใหม่ที่มีศักยภาพและความต้องการ เช่น ประเทศที่ปรับตัวและได้ประโยชน์จากสงครามการค้า โดยใช้เครือข่ายของธุรกิจต่าง ๆ ของเอสซีจีที่มีอยู่ทั่วโลก
4. สร้างความได้เปรียบโดยส่งออกจากฐานการผลิตที่หลากหลายในภูมิภาคอาเซียน โดยสลับฐานการผลิตและส่งออกจากประเทศที่มีอัตรานำเข้าภาษีสหรัฐต่ำกว่า เช่น บรรจุภัณฑ์ของเอสซีจีที่มีฐานการผลิตและส่งออกจากทั้งไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ส่วนปูนคาร์บอนต่ำ และกระเบื้องเกรซพอร์ซเลน สามารถผลิตและส่งออกได้จากทั้งไทยและเวียดนาม
นายธรรมศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “เอสซีจีเล็งเห็นถึงความท้าทายที่ภาคอุตสาหกรรมกำลังเผชิญโดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)ซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจฐานราก และได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญจากสถานการณ์สงครามการค้าโลก จึงพร้อมเปิดบ้านสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ถ่ายทอดความรู้เสริมศักยภาพ และช่วยให้ธุรกิจสามารถปรับตัวและแข่งขันได้ ผ่านโครงการ‘Go Together’ ที่เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง และจะครบเป้าหมายเฟสแรก 1,200 คนในเดือนพฤษภาคมนี้รวมถึงโครงการ ‘NZAP’ ที่มีผู้เข้าร่วมแล้ว 106 รายด้วยความร่วมมือและการสนับสนุนซึ่งกันและกันนี้เราจะสามารถก้าวข้ามความท้าทายครั้งนี้ไปได้ด้วยกัน”