โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ดอลลาร์แข็งค่า ขานรับภาคบริการแข็งแกร่งเกินคาด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 07 ก.ย 2566 เวลา 12.00 น. • เผยแพร่ 07 ก.ย 2566 เวลา 11.58 น.
FILE PHOTO: U.S. dollar banknotes REUTERS/Dado Ruvic

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า ขานรับภาคบริการแข็งแกร่งเกินคาด ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้าปรับเพิ่ม หลังคาดการณ์ว่าสต๊อกน้ำมันของสหรัฐลดลง

วันที่ 7 กันยายน 2566 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสดีที่ 7 กันยายน 2566 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (7/9) ที่ระดับ 35.56/58 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (6/9) ที่ระดับ 35.49/51 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หลังดัชนีดอลลาร์สหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.15% อยู่ที่ระดับ 104.95

หลังมีการเปิดเผยดัชนีภาคบริการของสหรัฐ ปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 54.5 ในเดือนสิงหาคม สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 52.5 จากระดับ 52.7 ในเดือนกรกฎาคม ดัชนียังคงอยู่สูงกว่าระดับ 50 บ่งชี้การขยายตัวในภาคบริการของสหรัฐ โดยขยายตัวติดต่อกัน 8 เดือน เนื่องจากได้แรงหนุนจากการดีดตัวขึ้นของการจ้างงาน

นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังได้แรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่าการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันจะเป็นปัจจัยหนุนให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ โดยสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกในวันพุธ (6/9) ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) กำหนดส่งมอบเดือนพฤศจิกายน ปรับตัวเพิ่มขึ้น 56 เซนต์ หรือ 0.6% ปิดที่ 90.60 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2565

ขานรับการคาดการณ์ที่ว่าสต๊อกน้ำมันดิบของสหรัฐจะปรับตัวลดลง โดยคาดการณ์ว่าสต๊อกน้ำมันดิบของสหรัฐจะลดลง 5.5 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 1 กันยายน

โดยสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐ (EIA) จะเปิดเผยตัวเลขสต๊อกน้ำมันดิบอย่างเป็นทางการในวันนี้ (7/9) เวลาประมาณ 22.00 น.ตามเวลาไทย รวมทั้งข่าวรัสเซียและซาอุดีอาระเบียประกาศขยายเวลาปรับลดอุปทานน้ำมันจนถึงสิ้นปีนี้

โดยซาอุดีอาระเบียประกาศขยายเวลาปรับลดกำลังการผลิตน้ำมันโดยสมัครใจจำนวน 1 ล้านบาร์เรล/วัน จนถึงสิ้นปีนี้ ขณะที่รัสเซียขยายเวลาปรับลดการส่งออกน้ำมันสู่ระดับ 300,000 บาร์เรล/วันจนถึงสิ้นปีนี้เช่นกัน

ส่งผลให้ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 48.8% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 5.50 ถึง 5.70% ในการประชุมวันที่ 1 พฤศจิกายน และให้น้ำหนักเพียง 46.8% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 5.25-5.50% แม้ว่าเจ้าหน้าที่เฟดหลายท่านจะส่งสัญญาณชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ย

โดยนางซูซาน คอลลินส์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวว่า เฟดสามารถใช้ความอดทนในการดำเนินนโยบายการเงิน ขณะที่อัตราดอกเบี้ยของเฟดใกล้แตะระดับสูงสุดแล้ว นางคอลลินส์ยังระบุว่า ตนต้องการเห็นหลักฐานมากขึ้นเพื่อสร้างความมั่นใจว่าเงินเฟ้อได้ชะลอตัวลงอย่างแท้จริง และเฟดอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป โดยขึ้นอยู่กับข้อมูลทางเศรษฐกิจ

คำกล่าวของนางคอลลินส์สอดคล้องกับถ้อยแถลงของนายคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ หนึ่งในสมาชิกบอร์ดผู้ว่าการเฟด ซึ่งระบุว่า ตัวเลขเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาได้ทำให้เฟดมีเวลามากขึ้นในการตัดสินใจว่ามีความจำเป็นหรือไม่ในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปเพื่อสกัดเงินเฟ้อ

ส่วนปัจจัยภายในประเทศ กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผยยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติตลอดทั้งสัปดาห์ (28 สิงหาคม-3 กันยายน 66) มีจำนวนทั้งสิ้น 505,006 คน คิดเป็นจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยเฉลี่ยวันละ 72,229 คน ส่งผลให้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 66 มีจำนวนนักท่องเที่ยวสะสมทั้งสิ้น 18,076,075 คน

อีกทั้งนักวิเคราะห์ของฟิทช์ เรทติ้งส์ เตือนว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย อาจได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และคาดว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของคณะรัฐบาลชุดใหม่ของไทยอาจจะส่งผลให้หนี้สินของรัฐบาลเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ในระหว่างวันบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 35.47-35.62 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 35.61/62 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับปัจจัยในภูมิภาค สำนักงานศุลกากรจีน (GAC) รายงานว่า ยอดส่งออกเดือนสิงหาคมของจีนปรับตัวลดลง 8.8% อยู่ที่ระดับ 2.849 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบเป็นรายปี ซึ่งเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นเดือนที่ 4 เนื่องจากอุปสงค์สินค้าจีนในต่างประเทศชะลอตัวลง และสร้างความท้าทายเพิ่มขึ้นให้กับเศรษฐกิจจีนซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก

อย่างไรก็ดี ยอดส่งออกเดือนสิงหาคมปรับตัวลงน้อยกว่าในเดือนกรกฎาคมที่ปรับตัวลดลง 14.5% และน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์ในโพลสำรวจของรอยเตอร์คาดว่าอาจปรับตัวลดลง 9.2% ส่วนยอดนำเข้าปรับตัวลดลง 7.3% ในเดือนสิงหาคม สู่ระดับ 2.165 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งน้อยกว่าในเดือนกรกฎาคมที่ปรับตัวลง 12.4% และน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าอาจลดลง 9%

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (7/9) ที่ระดับ 1.0726/30 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (6/9) ที่ระดับ 1.0735/39 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร หลังการเปิดเผยตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนกรกฎาคมของเยอรมนี เมื่อเทียบรายเดือนหดตัวอยู่ที่ 0.8% ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ -0.5% แต่สูงกว่าเดือนก่อนหน้าที่ -1.4% โดยระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0705-1.0731 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0717/18 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (7/9) ที่ระดับ 147.62/67 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (6/9) ที่ 147.34/37 เยน/ดอลลาร์สหรัฐหลังดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงต่อไปอีกเป็นเวลานาน เนื่องจากสหรัฐเปิดเผยดัชนีภาคบริการที่แข็งแกร่งเกินคาด ซึ่งทำให้ตลาดกังวลว่าสหรัฐยังคงเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อ

นอกจากนี้นักวิเคราะห์จากฝ่ายวิจัยเจพีมอร์แกนมองว่ายังเป็นเรื่องยากที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อฉุดเงินเฟ้อโดยระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 147.35-147.87 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 147.44/45 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในวันนี้และพรุ่งนี้ ได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ (7/9), สต็อกน้ำมันรายสัปดาห์จากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) (7/9), ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/2566 (ประมาณการครั้งสุดท้าย) ของญี่ปุ่น (8/9) และสต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเดือนกรกฎาคมของสหรัฐ (8/9)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -10.8/-10.6 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -8.00/-7.2 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...