โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องจริงในประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ใน ‘House of the Dragon’

TODAY

อัพเดต 28 ส.ค. 2565 เวลา 09.36 น. • เผยแพร่ 28 ส.ค. 2565 เวลา 09.34 น. • workpointTODAY

House of the Dragon ซีรีส์ที่จะเล่าเรื่องราวของตระกูลทาแกเรี่ยน ก่อนเดเนรีส หรือ แม่มังกรแห่ง Game of Thrones จะเกิด เป็นหนึ่งในซีรีส์ที่หลายคนรอคอย และก็เปิดมาได้อย่างสมความคาดหวัง นอกจาเรื่องราวที่สนุกสนานแล้ว ยังมีรายละเอียดของการนำแรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์อังกฤษที่ซ่อนตัวอยู่หลังซีรีส์ชุดนี้

ถึงเรื่องราวของ House of the Dragon จะเป็นเรื่องสมมุติแต่ดูเหมือน จอร์จ อาร์.อาร์. มาร์ติน จะได้แรงบันดาลใจหลายอย่างมาจากเรื่องจริงในประวัติศาสตร์ เช่นเดียวกับในนิยายเรื่อง A Song of Ice and Fire ที่ถูกดัดแปลงมาเป็น Game of Thrones ซึ่งมีเหตุการณ์อ้างอิงกับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์อย่าง The War of the Roses สงครามชิงบัลลังก์อังกฤษระหว่างสองสายตะกูล ที่ต่างก็มีตราสัญญลักษณ์รูปกุหลาบ กุหลาบขาวแห่งยอร์ก และกุหลาบแดงแห่งแลงคาสเตอร์กับผู้สนับสนุนของพวกเขาในช่วงกลางถึงปลายศตวรรษที่ 15 ที่มีความคล้าย War of Five Kings ในเรื่องอยู่หลายจุด บทความจาก BBC Radio 4 ชี้ให้เห็นว่าทั้งจอฟฟรีย์เจ้าชายตัวร้ายจอมกระหายเลือด ที่ดูมีความคล้ายกับเอ็ดเวิร์ดแห่ง แลงคาสเตอร์ ลูกนอกสมรสของกษัตริย์เฮนรี่ที่ 6 กับ มากาเร็ตแห่งอองฌู ที่มีความคล้ายราชินีเซอร์ซี ผู้ไม่ไว้วางใจเน็ต สตาร์ค ซึ่งชวนให้นึกถึง ริชาร์ดแห่งยอร์ก ฯลฯ หรือ The Black Dinner และการสังหารหมู่ Glencoe Massacre ที่ดูจะเป็นแรงบันดาลใจให้เกิด Red Wedding นอกจากนี้ยังมีเกร็ดประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอีกมากมายที่ซ่อนตัวอยู่ในหนังสือต้นฉบับและซีรีส์ Game of Thrones

ส่วนประวัติศาสตร์ที่เป็นแรงบันดาลใจของ House of the Dragon มาจากเหตุการณ์ในช่วงที่เรียกว่า The Anarchy หรือในอีกชื่อหนึ่งคือ The Nineteen Years Winter เกิดขึ้นในช่วงระหว่างปี 1135 และ 1153 ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นเมื่อกษัตริย์เฮนรี่ที่ 1 ได้สูญเสียลูกชายคนเดียวและทายาทผู้สือทอดบัลลังก์ไปในเหตุการณ์ เรือ White Ship อัปปางในปี 1120 ถึงเฮนรี่จะพยายามมีทายาทผู้ชายเพิ่มด้วยการแต่งงานใหม่แต่ก็ไม่สำเร็จ ทำให้ในปี 1127 เขาต้องแต่งตั้งและทำให้ทุกคนยอมรับจักรพรรดินีมาทิลด้า ลูกสาวที่เหลืออยู่ที่ย้ายกลับมาอยู่อังกฤษหลังจาก เป็นม่ายเพราะจักรพรรดิเฮนรี่ที่ 5 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์สิ้นไป เหมือนกับในซีรีส์ที่เรนีร่าได้ครองตำแหน่งผู้สืบทอดหลังจากที่น้องชายที่เพิ่งเกิดตายไปพร้อมมารดา

ในภายหลังจักรพรรดินีมาทิลด้าได้ถูกจับคู่ให้เสกสมรสกับจอฟฟรีย์เคานต์แห่งอองฌู ซี่งทำให้เหล่าบารอนที่กังขาเธอด้วยความที่เป็นผู้หญิงอยู่แล้วยิ่งไม่ชอบที่เธอแต่งกับคนต่างชาติโดยไม่ผ่านความเห็นจากพวกเขา แล้วเมื่อถึงเวลามอบมงเข้าจริง ๆ สตีเฟนแห่งบลัว หลานของเฮนรี่ก็ชิงบัลลังก์ไปภายในแค่ 22 วันหลังกษัตริย์เฮนรี่สวรรคต ด้วยการสนับสนุนของบารอนและโบสถ์ ข้อมูลบ้างแหล่งก็ระบุว่าเขาอ้างว่ากษัตริย์เฮนรี่เปลี่ยนใจให้เขาเป็นผู้สืบทอดในช่วงสุดท้ายก่อนสิ้นพระชนม์ซึ่งนำมาสู่สงครามที่ยาวนานถึง 19 ฤดูหนาว

เริ่มด้วยสงครามกลางเมืองนองเลือดและการล้อมปราสาทนอตทิงแฮมโดยกองกำลังของมาทิลด้าในปี 1140 ก่อนที่เธอจะเอาชนะสตีเฟนได้ในปี 1141 เพราะโรเบิร์ต น้องชายต่างบิดาของมาทิลด้า ผู้เป็นเอิร์ลแห่งกลอสเตอร์ชนะการต่อสู้ที่เมืองลินคอน (Battle of Lincon) ซึ่งทำให้สตีเฟ่นถูกจับและขังไว้ที่ปราสาทบริสตอล ก่อนจะถูกปล่อยในภายหลัง แต่ถึงจะชนะศึกมาทิลด้าก็ไม่ได้ขึ้นครองบัลลังก์เพราะนิสัยส่วนตัวที่ทำให้เธอไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าไหร่ในลอนดอน ทั้งสองต่อกรกันไปมาอยู่หลายรอบ มาทิลด้าโดนจับหลายครั้งแต่ก็หนีมาได้ทุกครั้งด้วยการปลอมตัวเป็นศพไป หรือหนีในช่วงเวลาสภาพอากาศย่ำแย่ เฮนรี่ลูกชายของมาทิลด้าพยายามเปิดศึกกับสตีเฟ่นแต่ก็ไม่ชนะ จนสุดท้ายในปี 1153 สตีเฟ่นก็ยอมสงบศึกอันยาวนานด้วยการลงนามในสนธิสัญญาที่จะให้เฮนรี่เป็นผู้สืบทอดบัลลังก์ต่อจากตัวเอง และเฮนรี่ก็ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์เฮนรี่ที่สองในเวลาต่อมา

[เนื้อหาต่อจากนี้มีการเปิดเผยเนื้อเรื่องบางส่วนของหนังสือเรื่อง Fire and Blood ]

ความต่างของศึก Dance of the Dragons ในหนังสือ Fire and Blood ซึ่งเป็นต้นฉบับของซีรีส์กับประวัติศาสตร์ที่กล่าวไปก่อนหน้านี้คือเรนีร่าไม่ได้แย่งบัลลังก์กับญาติของเธอเหมือนจักรพรรดินีมาทิลด้า แต่กับน้องชายต่างพ่อ เพราะความพยายามที่จะมีลูกชายของกษัตริย์วิเซริสในเรื่องได้ผล โดยมีโอรสสององค์กับ อลิเซนต์ ไฮทาวเวอร์ เพื่อนสนิทของเรนีร่า ลูกสาวของอ็อตโต้ ที่รับตำแหน่งพระหัตถ์อยู่ ซึ่งทำให้เกิดสงครามชิงบัลลังก์ ระหว่างเรนีร่า ลูกสาวผู้ได้รับแต่งตั้ง กับ เอก้อน น้องชายต่างแม่ ที่แย่งบัลลังก์ไปเป็นกษัตริย์เอก้อนที่ 2 อย่างรวดเร็วโดยที่ไม่แจ้งให้เรนีร่าทราบถึงการตายของพ่อด้วยซ้ำจนกระทั่งเธอได้รู้ในภายหลัง เรนีร่าประกาศจะแก้แค้นและชิงบัลลังก์คืน เธอได้รับการสนับสนุนจากเจ้าชายเดม่อน น้องชายเลือดร้อนของวิเซริสผู้เป็นอาของเธอเองหลังจากที่เธอแต่งงานครั้งที่ 2 กับเขา เช่นเดียวกับที่จักรพรรดินีมาทิลด้าได้รับการสนับสนุนจากจอฟฟรีย์สามีของเธอ สงครามดำเนินไปอย่างยาวนานและมีการย้ายฝักฝ่ายไปมา ทั้งเรนีร่าและเอก้อนเองก็ได้ครองบัลลังก์แค่เพียงในระยะเวลาสั้น ๆ ทั้งคู่ จนสุดท้ายสงครามก็จบลงเมื่อเอ้กอน ลูกชายของเรนีร่าได้ขึ้นครองบัลลังก์เป็นกษัตริย์เอก้อนที่สามและแต่งงานกับ แจแฮร่า ลูกสาวของเอก้อนที่สอง นับเป็นการจบความขัดแย้งระหว่างสองสายตระกูลลง เช่นเดียวกับในประวัติศาสตร์

อย่างไรก็ตามการดัดแปลงหนังสือมาสู่บทละครนั้นมักจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ้าง และด้วยความที่ Fire and Blood มีวิธีการเล่าเหมือนเป็นหนังสือประวัติศาสตร์ที่บันทึกเหตุการณ์โดย อาร์คเมสเตอร์ กิลเดย์น ซึ่งในนั้นก็มีการพูดถึงข้อมูลจาหลายมุมมองที่ขัดแย้งกันของเมสเตอร์และเซปตันทั้งหลาย รวมไปถึงมุมมองจากมัชรูม ตัวตลกประจำราชสำนัก และไม่ได้ลงรายละเอียดเป็นซีน ๆ ให้เห็น ทำให้ยังมีช่องว่างในการสร้างสรรค์หรือการเปลี่ยนเนื้อเรื่องไปจากต้นฉบับอยู่ ดังนั้นผู้ชมยังคงต้องรอลุ้นกันว่าบทของซีรีส์จะออกมาในทิศทางที่ต่างกับหนังสือและประวัติศาสตร์จริงอย่างไรบ้าง

https://www.youtube.com/watch?v=ERxzvKvteGw&t=33s

อ้างอิง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...