"กทม." จับมือ "นิคมฯ บางชัน" เดินหน้าแก้ปัญหาน้ำท่วมและฝุ่น PM 2.5
"ชัชชาติ" จับมือ "นิคมอุตสาหกรรมบางชัน" เดินหน้าแก้ปัญหาน้ำท่วมและฝุ่น PM 2.5 หวังสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนกว่า 65 โรงงานในนิคมฯบางชัน เผย นิคมฯ บางชันมีสถานีสูบน้ำที่สามารถสูบน้ำได้มากถึง 16,800 ลบ.ม./ชม.และแนวเขื่อนกั้นน้ำรอบพื้นที่ พร้อมเร่งขอตรวจสอบมลพิษจากรถบรรทุกเข้า-ออกนิคมฯบางชันทุกคัน
เมื่อวันที่ 29 ก.ย.65 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ประชุมหารือกับนายวีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยมีนายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายไพโรจน์ จันทรอด ผู้อำนวยการเขตมีนบุรี ผู้บริหารเขตคันนายาว นายประพันธ์ จินดาเลิศอุดมดี ที่ปรึกษาผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศ นางสาวกังสดาล พงษ์สวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง นางลัดดาวัลย์ อ่อนกำปัง ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมบางชันและผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม เพื่อความร่วมมือในการแก้ปัญหาผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 และน้ำท่วม ณ ห้องประชุมชั้น 3 สำนักงานนิคมอุตสาหกรรมบางชัน เขตมีนบุรี
นายชัชชาติ กล่าวภายหลังประชุมหารือแผนรับมือน้ำว่า การหารือร่วมกันระหว่าง กทม.และ กนอ.ในครั้งนี้เพื่อตรวจดูความพร้อมของนิคมฯ เนื่องจากมีความเป็นห่วงเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำ ซึ่งทราบว่า กรุงเทพมหานครมีนิคมอุตสาหกรรมที่สำคัญอยู่ 3 แห่ง ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง นิคมอุตสาหกรรมบางชัน และนิคมอุตสาหกรรมอัญธานีที่เขตประเวศ ซึ่งทุกแห่งเป็นแหล่งเศรษฐกิจและแหล่งสร้างงานที่สำคัญของเมืองและประเทศ สำหรับนิคมอุตสาหกรรมบางชันมีพื้นที่อยู่ทั้งสิ้น 678 ไร่ โรงงานจำนวน 65 โรงงาน แรงงาน 15,000 คน เงินลงทุนรวมกว่า 5,000 ล้านบาท มีนักลงทุนชาวไทย 55% จีน 25% ญี่ปุ่น 15% และอื่นๆ 5% ดังนั้นการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากงานเป็นเรื่องสำคัญของเมือง ผู้ประกอบการที่สร้างงานจึงเป็นส่วนสำคัญของเมือง โดยนิคมอุตสาหกรรมบางชันเป็นนิคมอุตสาหกรรมแห่งแรกของประเทศไทย และทางนิคมฯได้ให้ความมั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาในเรื่องของน้ำท่วม
สำหรับพื้นที่นิคมฯ มีคลองที่สำคัญที่อยู่ในพื้นที่ ได้แก่ คลองแสนแสบ คลองหลอแหล และคลองบางชัน ซึ่งได้มีการสร้างแนวเขื่อนกั้นน้ำรอบพื้นที่นิคมฯเพื่อป้องกันน้ำจากคลองแล้ว โดยเป็นเขื่อนของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ยาว 5.7 กม. เป็นเขื่อนของกทม. ยาว 2.5 กม. รวมถึงในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมฯเอง ก็มีสถานีสูบระบายน้ำฝนที่สามารถสูบน้ำได้ 16,800 ลบ.ม./ชม. ดังนั้นหากมีฝนตกหนักในพื้นที่ทางนิคมอุตสาหกรรมฯก็อาจจะต้องใช้เวลาบ้างในการสูบน้ำออก แต่ทางนิคมอุตสาหกรรมยืนยันว่าสามารถรับมือได้แน่นอน เนื่องจากที่ผ่านมาเคยมีฝนตกหนักปริมาณ 120-170 มม.ก็สามารถดำเนินการสูบน้ำออกได้ภายใน 2 ชั่วโมง จุดอ่อนจุดเดียวที่ยังมีปัญหาคือ ทางเชื่อมต่อบริเวณวัดบำเพ็ญเหนือกับตลาดขวัญเรียมซึ่งยังมีจุดฟันหลออยู่ ก็ได้แก้ไขปัญหาโดยการใช้แนวกระสอบทรายป้องกันน้ำท่วม อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาคือการประชาสัมพันธ์และขอความร่วมมือกับคนในชุมชนพื้นที่นอกนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งทางนิคมฯก็สามารถบริหารจัดการได้ดีและได้รับความร่วมมือเนื่องจากคนในชุมชน ซึ่งส่วนหนึ่งก็คือคนที่ทำงานให้นิคมอุตสาหกรรมฯอีกด้วย
อีกหนึ่งปัญหาที่ได้พูดคุยหารือร่วมกันคือการดำเนินการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ซึ่งทางนิคมอุตสาหกรรมบางชันก็ได้มีการควบคุมปริมาณการปล่อยฝุ่นละออง PM 2.5 อย่างเข้มข้น รวมถึงมีแผนป้องกันฝุ่นละออง PM 2.5 โดยมีการควบคุมปล่องระบายมลพิษทางอากาศ ของโรงงาน และในอนาคตกทม.จะขอความร่วมมือในการตรวจสอบมลพิษจากรถบรรทุกและรถขนส่งแรงงานที่เข้า-ออกบริเวณนิคมอุตสาหกรรมฯ เพื่อให้มั่นใจว่า นิคมอุตสาหกรรมบางชันไม่ใช่ต้นเหตุของการปล่อยฝุ่นละออง PM 2.5 รวมถึงจะขอข้อมูลแบบ Real Time จากเครื่องมือตรวจจับปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 จากปล่อง Boiler แต่ละปล่องของโรงงานผลิตไฟฟ้าภายในนิคมอุตสาหกรรมฯ เพื่อให้กทม.ได้รับทราบปริมาณการปล่อยปริมาณฝุ่นละออง PM 2.5 ได้ทันทีอีกด้วย ถือเป็นความร่วมมือที่ดี ต้องขอขอบคุณทางนิคมอุตสาหกรรมฯ ที่มีส่วนช่วยในเรื่องของเศรษฐกิจของเมือง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างงาน การฟื้นฟูเศรษฐกิจ การสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน การจ่ายภาษี ซึ่งกทม.และสำนักงานเขตพื้นทีาจะทำงานร่วมกันกับนิคมอุตสาหกรรม ให้เป็นเนื้อเดียวกันเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา
ด้านนายวีริศ กล่าวว่า วันนี้การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้รับเกียรติจากผู้ว่าชัชชาติและทีมงาน รวมถึงผู้อำนวยการเขตมีนบุรี ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตคันนายาว ขอบคุณที่ทุกท่านมีความเป็นห่วงเรื่องการบริหารจัดการน้ำในช่วงที่สถานการณ์มีพายุเข้ามาโดยจากการที่ได้พูดคุยกับผู้ว่าฯชัชชาติและผู้อำนวยการเขต มองว่ายังพอรับมือได้อยู่ไม่น่ามีปัญหาโดยเฉพาะเขื่อนที่อยู่ในนิคมฯและมีความเข้าใจเป็นอย่างดีกับทางชุมชน เพราะฉะนั้นจึงอยากให้พี่น้องประชาชนที่อยู่บริเวณโดยรอบนิคมฯวางใจในความร่วมมือระหว่างนิคมอุตสาหกรรมกับชุมชน
จากนั้น นายชัชชาติและนายวีริศ พร้อมคณะได้เดินไปดูเขื่อนป้องกันน้ำท่วมของนิคมอุตสาหกรรมบางชัน บริเวณสะพานนิคมอุตสาหกรรมบางชัน ซึ่งก่อนเดินทางกลับ นายชัชชาติ กล่าวทิ้งท้ายว่า "มั่นใจ"