เมื่อฉันย้อนเวลากลับมาเลือกพ่อของลูกในยุค 80
ข้อมูลเบื้องต้น
เรื่อง เมื่อฉันย้อนเวลากลับมาเลือกพ่อของลูกในยุค 80
เพราะคลอดลูกยากทำให้ ‘ซุนจือหลิน’ และลูกในท้องต้องเสียชีวิตลง
เมื่อกลายเป็นร่างโปร่งแสงล่องลอยไปมาถึงได้รู้ว่า
สามีที่รักจนหมดหัวใจกลับไปแต่งงานอีกครั้งกับสหายที่คบกันมาตั้งแต่วัยเยาว์
สวรรค์เมตตาให้เธอย้อนกลับมาแก้ไขความผิดพลาดอีกครั้ง
ชาตินี้เธอจะ ‘เลือกพ่อของลูกใหม่’
ชายชั่วช้าคนนั้นจะไม่ใช่สามีของเธออีกต่อไป…
—————
นิยายแนวฟีลกู๊ด มีการแก้แค้นอดีตสามีเล็กน้อย
แต่เน้นมีสามีใหม่ที่ดี พร้อมมีลูกด้วยกัน
นิยายอ่านสบาย ๆ เหมือนเดิมค่ะ
มีตัวร้ายพอกรุบกริบ ไม่หน่วง ไม่ดราม่าแน่นอน
—————
นิยายเรื่องนี้แต่งจากจินตนาการของผู้เขียน
ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์แต่อย่างใด
ชื่อตัวละคร สถานที่ อาชีพล้วนเป็นสิ่งที่ผู้แต่งสมมติขึ้น
อาจไม่สมเหตุสมผลอยู่บ้าง
ตัวละครต่าง ๆ มีเรื่องราวของตนเอง
—————
ตอนที่ 1 อุ้มท้องตามหาสามี
ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บในช่วงกลางเดือนสุดท้ายของปี ทุกพื้นที่เต็มไปด้วยการประดับประดาตกแต่งอย่างสวยงามเพื่อต้อนรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงนี้ หิมะที่โปรยปรายมาตั้งแต่เดือนที่แล้วนั้นปกคลุมไปทั่วบริเวณจนเป็นสีขาวโพลน
ทุกชีวิตก่อนจะออกนอกบ้านล้วนแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่ค่อนข้างหนาเพื่อไม่ให้รู้สึกหนาวเย็นจนเกินไป เว้นเพียงแต่หญิงสาวจากชนบทที่สวมเพียงเสื้อผ้าเนื้อบางค่อนไปทางหยาบ สวมทับด้วยเสื้อกันหนาวสภาพกลางเก่ากลางใหม่ที่ปกป้องร่างกายจากสภาวะอากาศย่ำแย่ได้ไม่ดีนัก ใบหน้าทรุดโทรมนั้นซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด ริมฝีปากได้รูปที่เคยอิ่มน้ำแห้งแตกจนมีเลือดซึมให้เห็น
ซุนจือหลิน พยายามพาร่างกายที่แทบจะไร้เรี่ยวแรงเดินไปยังบ้านพักของคนงานโรงงานผลไม้กระป๋องที่อยู่ในย่านเศรษฐกิจของปักกิ่ง ผู้คนรอบกายล้วนมองเธออย่างเวทนา แต่ก็ไม่ได้ให้ความช่วยเหลือแต่อย่างใด รองเท้าผ้าที่ใช้มานานจนพื้นรองเท้าบางเฉียบ เมื่อย่ำลงบนพื้นที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งก็รู้สึกได้ถึงความหนาวเย็นจนจับขั้วหัวใจ
ร่างบางสภาพไม่ต่างจากคนเร่ร่อนเดินตรงไปยังกลุ่มหญิงสาวที่แต่งงานแล้ว พวกหล่อนกำลังนั่งจับกลุ่มพูดคุยเรื่องชาวบ้านกันอย่างออกรถ และเมื่อเห็นหญิงสาวที่แต่งตัวราวกับคนชนบทก็มีสีหน้าแปลกใจปนสงสัยออกมา
เวลาเช่นนี้หากไม่ใช่คนเมืองก็ควรต้องอยู่บ้านเพื่อเตรียมตัวสำหรับเทศกาลที่จะมาถึงไม่ใช่หรือ แต่สหายคนนี้กลับเดินอยู่ที่นี่ในสภาพค่อนข้างน่าเวทนาคาดว่าคงมีเรื่องสำคัญอย่างแน่นอน
ซุนจือหลินเดินตรงเข้าไปกลุ่มผู้หญิงห้าหกคนอย่างยากลำบาก เธอรู้สึกราวกับเข็มนับร้อยทิ่มแทงไปตามอนูรูขุมขน มันทั้งเจ็บทั้งทรมานเหลือเกิน แต่เพื่อลูกน้อยวัยสี่เดือนในท้อง เธอจำต้องมาตามหาพ่อของลูกอย่างเลี่ยงไม่ได้
“สวัสดีค่ะสหาย ฉันมาตามหาสามี เขาชื่อหวังซานเย่ คุณพอจะรู้จักเขาหรือเปล่าคะ?”น้ำเสียงแหบแห้งสั่นเครือเล็กน้อยเพราะความหนาวเหน็บทำให้ฟันกระทบกันขณะพูดอย่างยากจะควบคุม แต่ถึงอย่างนั้นท่าทีของเธอก็แสดงออกถึงความนอบน้อม ทำให้คนที่สนทนาด้วยอดมองเธอด้วยแววตาเจือความสงสารไม่ได้
มือเรียวกำกระดาษแผ่นเล็กไว้แน่นราวกับสิ่งล้ำค่า เธอออกจากหมู่บ้านมาตามหาสามีที่เป็นคนปักกิ่งวันนี้เข้าวันที่สี่แล้ว แม้จะพอเดาได้บ้างว่าต้องเจอกับอะไร แต่เธอก็ยังดื้อรั้นจะมาให้ได้ บนรถไฟระหว่างทางเธอทั้งเกือบถูกพวกค้ามนุษย์จับตัวไป ยังดีที่ได้นายทหารที่อยู่แถวนั้นผ่านมาเห็นพอดีจึงได้ช่วยไว้
พอลงจากรถไฟด้วยเพราะมาที่นี่เป็นครั้งแรก การเดินทางในที่ที่ไม่คุ้นชินทำให้เธอหลงทางอยู่หลายครั้ง อาศัยถามทางมาเรื่อย ๆ ตลอดทาง จนกระทั่งมาตามที่อยู่นี้จนถูก
“ตึกนี้ไม่มีคนแซ่หวังหรอกแม่หนู”หญิงสาววัยสามสิบกว่าที่ดูแล้วน่าจะมีอายุและเป็นผู้นำของกลุ่มนี้พูดขึ้น แววตาที่มองหญิงรุ่นลูกนั้นเจือความสงสารและเป็นกังวลอย่างมาก
อากาศหนาวเย็นเช่นนี้ ท้องก็เริ่มโต สามีของเธอช่างใจร้ายเหลือเกินที่ปล่อยให้ภรรยาตั้งท้องออกมาเผชิญสถานการณ์ยากลำบากเช่นนี้เพียงลำพัง
หัวอกคนเป็นแม่จึงอดรู้สึกเป็นห่วงหญิงสาวแปลกหน้าคนนี้ไม่ได้ หล่อนหยิบกระติกน้ำร้อนมาเทใส่แก้ว จากนั้นส่งให้หญิงสาวคนนี้อย่างเป็นธรรมชาติ
ซุนจือหลินที่แต่เดิมเริ่มมีความหวังว่าจะได้เจอสามี ทว่าพอได้ยินสิ่งที่หญิงตรงหน้ากล่าวก็รู้สึกไม่มั่นคงในจิตใจขึ้นมา
เธออุตส่าห์ฝ่าฟันสิ่งต่าง ๆ หอบท้องที่มีลูกของเขาดั้นด้นมาจนถึงที่นี่ จะเป็นไปได้อย่างไรที่เขาจะเขียนที่อยู่ปลอมให้กับเธอ
“แต่ที่อยู่ที่เขาเขียนให้ฉันมันเป็น…ที่นี่”ซุนจือหลินยื่นกระดาษในมือให้หนึ่งในกลุ่มหญิงสาวดู ก่อนที่มือของเธอจะรับรู้ได้ถึงความอุ่นจากแก้วที่ถูกหญิงคนนี้หยิบยื่นมาให้
หญิงคนแรกเมื่อส่งแก้วใส่มือหญิงรุ่นลูกแล้ว ก็ยื่นกระดาษให้หญิงที่อ่อนกว่าดู ก่อนหญิงคนนั้นจะพูดขึ้นว่า “ถ้าเป็นที่อยู่นี้คือบ้านฉันเองล่ะ ฉันอยู่ที่นี่มาเกือบยี่สิบปี ไม่รู้จักคนแซ่หวังที่สหายพูดถึงแน่นอน”
คำยืนยันนี้ราวกับสายฟ้าที่ฟาดงบนกลางศีรษะเธอครั้งแล้วครั้งเล่า นี่เขาให้ที่อยู่มั่วมาเช่นนี้ ไม่ใช่จงใจจะตัดขาดจากภรรยาชาวชนบทอย่างเธอหรือไร
หญิงเจ้าของน้ำอุ่นเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าอย่างไรเมื่อได้รับคำตอบก็รู้สึกสงสารมากขึ้นไปอีก เธอดันแก้วในมือหญิงสาวให้ยกขึ้นเพื่อให้เธอได้ดื่มน้ำอุ่นเสียก่อน
ซุนจือหลินเป่าไล่ความร้อนของน้ำในแก้วเล็กน้อย มือขาวซีดสั่นเทายกน้ำขึ้นดื่มจนหมดแก้ว ก่อนจะเดินออกมาอย่างนอบน้อม “ขอบคุณนะคะ”
น้ำอุ่นแม้ไม่ได้มากมายอะไร แต่ในท่ามกลางอากาศหนาวเย็นน้ำแก้วนั้นกลับเพิ่มความอบอุ่นให้กับเธอและลูกในท้องเป็นอย่างมาก
ร่างเพรียวบางที่มีหน้าท้องกลมนูนออกมาเล็กน้อย ค่อย ๆ เดินจากมาราวกับร่างไร้วิญญาณ
ที่ผ่านมาเธอคอยช่วยเขาตลอดไม่ว่าอีกฝ่ายจะร้องขอสิ่งใดเธอล้วนไม่เคยปฎิเสธ เขาเป็นเยาวชนผู้มีการศึกษาที่ชีวิตกำลังรุ่งโรจน์แต่กลับถูกส่งตัวไปใช้แรงงานที่ชนบท ด้วยใบหน้าหล่อเหลาและผิวพรรณขาวเนียนตามแบบฉบับคนในเมืองใหญ่ ผนวกรวมกับความน่าสงสารและคำหวานอีกเล็กน้อย ทำให้ซุนจือหลินตกหลุมรักเขาได้ไม่ยาก และตัดสินใจแต่งงานกันในเวลาต่อมาโดยไม่ฟังเสียงทัดทานจากคนรอบข้าง
หลังจากใช้ชีวิตสามีภรรยาได้เพียงสามเดือน ก็มีหนังสือเรียกตัวเยาวชนผู้มีการศึกษากลับ ก่อนที่เขาจะจากมาเธอเกรงว่าเขาจะลำบาก ด้วยก่อนหน้าเขาเล่าให้เธอฟังเสียมากมายว่าในครอบครัวของเขานั้นลำบากอย่างไร
ด้วยความรักที่มีต่อสามีจนหมดหัวใจ ลูกสาวคนเล็กของผู้นำหมู่บ้านจึงนำสินเดิมออกมาให้เขาจนหมด เพราะเขาสัญญาว่าจะบอกเรื่องของเธอกับครอบครัวทันทีที่ไปถึง แต่ไม่เกินสามเดือนหลังจากนั้นเขาจะรับเธอไปอยู่ด้วยกัน นั่นทำให้หญิงสาวมีความหวังเป็นอย่างมาก
ซุนจือหลินใช้ชีวิตในบ้านหลังเดิมที่เคยอยู่กินกับสามีคนปักกิ่งเสมอมา หญิงสาวเฝ้ารออย่างมีความหวัง ผ่านไปวันแล้ววันเล่าจนกระทั่งสองเดือนหลังจากเขากลับไปก็มีข่าวดีเกิดขึ้นเธอกำลังตั้งท้องลูกของเรา
เจ้าหัวผักกาดมีอายุสามเดือนแล้ว
ด้วยความตื่นเต้นดีใจหญิงสาวจึงส่งจดหมายไปบอกสามีในทันทีตามที่อยู่ที่เขาเขียนเอาไว้ให้เธอ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีจดหมายตอบกลับ จนกระทั่งครบสามเดือนตามสัญญาเขาก็ไม่มารับเธอตามที่สัญญาไว้
หญิงสาวแบกรับคำติฉินนินทาจากรอบกายเอาไว้ตลอด ทุกคนต่างพูดไปในทิศทางเดียวกันว่าคนเมืองหลวงน่ะหรือจะรักมั่นกับภรรยาชาวชนบท ในยามอยู่ที่นี่เขาลำบากมากจึงต้องพึ่งพาเธอ แต่เมื่อกลับไปหญิงสาวชาวบ้านนอกก็ไม่ได้สลักสำคัญต่อเขาอีกต่อไปแล้ว
เมื่ออายุครรภ์ล่วงเลยเข้าเดือนที่สี่ซุนจือหลินไม่สามารถทนแบกรับคำนินทาเหล่านี้ได้อีกต่อไป แม้จะเป็นลูกสาวที่ผู้นำหมู่บ้านรักมาก แต่ก็ไม่อาจหนีพ้นเป็นขี้ปากชาวบ้าน เพราะต่อให้ชาวบ้านจะไม่กล้าพูดออกมาต่อหน้า แต่ลับหลังซุนจือหลินรู้ดีว่าเป็นอย่างไร
หญิงสาวจึงเลือกไปหยิบยืมเงินจากผู้เป็นแม่มา ด้วยเพราะเคยบอกคนที่บ้านแล้วว่าจะออกไปตามสามี แต่ทุกคนไม่มีใครเห็นด้วยเพราะเกรงว่าจะเกิดอันตรายกับเธอ ทุกคนในบ้านต่างบอกให้เธอรอก่อน หากคลอดเจ้าก้อนแป้งออกมาแล้ว พี่ชายจะพาเธอไปตามหาสามีเอง
แต่ซุนจือหลินใจร้อนเกินไป เธอแอบหนีออกมาจากหมู่บ้านโดยทิ้งเพียงจดหมายฉบับเดียวเอาไว้ ทำให้คนเป็นแม่นั้นร่ำให้ราวจะขาดใจด้วยความเป็นห่วงลูกสาวคนเล็กและหลานในท้อง ส่วนพ่อนั้นก็ไม่ต่างกันเขาวิ่งวุ่นติดต่อสหายที่อยู่ปักกิ่งทุกคนเพื่อให้ช่วยตามหาลูกสาวและสามีของเธอ
ซุนจือหลินเลือกทำลายความรู้สึกของทุกคนที่รักเธอ เพื่อมาตามหาสามีถึงปักกิ่ง แต่เมื่อมาถึงกลับพบว่าเขาเขียนที่อยู่ให้เธออย่างส่งเดช นี่ไม่ใช่ที่อยู่ของเขาจริง ๆ สักหน่อย
คุณกล้าหลอกฉัน…หวังซานเย่ ไอ้คนสารเลว!!
หญิงสาวสบถในใจ เธอรู้สึกราวกับถูกหลอกลวงจากคนเป็นสามี สองขาสั่นเทาพาร่างกายที่แทบจะไร้เรี่ยวแรงไปยังสถานีรถไฟ เพื่อพาตัวเองและลูกในท้องกลับบ้าน แม้จะเจ็บปวดกับสิ่งที่สามีทำกับเธอ แต่ตอนนี้เธอไม่ได้ตัวคนเดียวแล้ว จะทรมานตัวเองต่อไปเช่นนี้เรื่อย ๆ ได้อย่างไร
เด็กคนนี้แม้เกิดจากคนเลว แต่แน่นอนว่าเขาก็คือเลือดเนื้อเชื้อไขของเธอเช่นกัน และเธอไม่อาจจะใจร้ายกับเขาได้ลงคอ
ตอนที่ 2 เป็นเธอที่โง่งม
ซุนจือหลินเดินเท้าไปยังทิศทางที่พอจำได้ เธอไม่มีเงินมากพอที่จะเรียกสามล้อ จำต้องเดินทางด้วยเท้าคู่นี้ต่อไปอีกราวสองชั่วโมงภายใต้สภาวะอากาศอันเลวร้าย ร่างกายของหญิงตั้งครรภ์แม้จะรู้สึกเหนื่อยมากกว่าตอนปกติก็จำต้องอดกลั้นเพื่อพาตนเองและลูกกลับบ้านที่ชนบทให้ได้
หญิงสาวจำได้ว่าเดินมาได้ครึ่งทางแล้วจึงหยุดพักก่อนสักครู่ เธอฝืนตัวเองต่อไปอีกไม่ไหวแล้วจึงนั่งพักบริเวณชายคาที่ยื่นออกมาจากตึกสูง
ซุนจือหลินเรียนจบชั้นมัธยมต้น ตัวอักษรที่รู้ก็มีไม่มากนัก หญิงสาวไม่มีทางรู้เลยว่าตึกนี้มีความสำคัญอย่างไร ความหรูหราของที่นี่ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกสนใจได้เลยด้วยซ้ำ
บริเวณนี้เป็นชายคามุมหนึ่งของอาคารสูงตระหง่าน ที่นี่เป็นโรงแรมขึ้นชื่อของปักกิ่ง ภายใต้อาคารมีภัตตาคารหรูที่ให้บริการเฉพาะคนร่ำรวยหรือมีหน้าตาทางสังคม สังเกตได้จากการแต่งกายของลูกค้าที่เดินเข้าไปใช้บริการ แต่ละคนสวมเสื้อผ้าชั้นดี เสื้อคลุมกันหนาวขนสัตว์บุนวมอย่างดีมองดูแล้วคงอบอุ่นเป็นอย่างมาก บางคนร่ำรวยถึงขนาดว่าขับรถยนต์มาทานอาหารที่นี่
มือเรียวเย็นเฉียบไม่มีถุงมือสวม พอเจออากาศหนาวเย็นก็ทำได้แค่เพียงเป่าไอร้อนจากปากและถูมือไปมาเพื่อเพิ่มความอบอุ่น ดวงตากลมมองสำรวจไปรอบกายก่อนภาพเบื้องหน้าของชายหญิงคู่หนึ่งที่กำลังจะเดินมายังบริเวณทางเข้าภัตตาคารจะทำให้คิ้วคู่เรียวขมวดมุ่นเป็นปม
ชายคนนั้นสวมชุดทางการดูสุขุม พร้อมกันยังดูหรูหราไม่เบาเมื่อสวมทับด้วยเสื้อโค้ดหนังตัวยาวสีดำสนิท เขากำลังพูดคุยกับหญิงสาวที่มาด้วยกัน ใบหน้าหล่อเหลาเผยรอยยิ้มมีความสุข หัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดีในบางครั้ง
เขาคือสามีของเธอไม่ผิดแน่!
ส่วนหญิงสาวที่เดินควงคู่มากับเขาเธอเองก็จำได้ดีเช่นกัน ก่อนนี้ตอนอยู่ชนบทเธอคนนี้เข้ามาตีสนิท พร้อมกับนำของมีราคามาให้บ่อยครั้งเพื่อแลกกับการทำงานที่สบายกว่าการถอนหญ้าในแปลงถั่วท่ามกลางแดดร้อนระอุ
และหลังจากที่ซุนจือหลินแต่งงานกับสามี ด้วยเพราะเหลียงหลินฮวาเป็นสหายวัยเยาว์ของเขา ซุนจือหลินจึงค่อนข้างสนิทกับเธอมากขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
เหลียงหลินฮวาอย่างนั้นเหรอ…
ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ว่าทั้งคู่บอกว่าเป็นสหายกันมาตั้งแต่เด็กหรอกหรือ แต่สิ่งที่เธอเห็นอยู่มันค่อนข้างไกลจากคำว่าสหายมากโข หญิงสาวที่คล้องแขนของชายหนุ่มอย่างเป็นธรรมชาติราวกับกิริยานี้เคยเกิดขึ้นบ่อยครั้ง หรืออาจจะเรียกว่าทำเป็นประจำจนคุ้นเคยเลยก็ว่าได้ เธอเอนศีรษะซบลงบนไหล่กว้าง บดเบียดร่างกายเข้าหาอกแกร่งโดยไม่มีท่าทีเอียงอาย ทั้งบรรยากาศรอบกายของทั้งคู่ก็หวานชื่นราวกับคู่รักที่พึ่งแต่งงานกันใหม่ ๆ ก็ไม่ปาน และแน่นอนว่าเธอไม่ได้คิดไปเอง…
ความหึงหวงของซุนจือหลินปะทุขึ้นอย่างรวดเร็ว มือเรียวกำเข้าหากันแน่นด้วยความกรุ่นโกรธ ไม่รอช้าร่างบางหยัดกายลุกขึ้น ก่อนจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปยังคนทั้งคู่อย่างรวดเร็วราวกับพายุ
ซุนจือหลินผลักไหล่หญิงสาวที่กล้าล่อลวงสามีของเธอเต็มแรงจนอีกฝ่ายล้มลงไปกองกับพื้นเย็นเฉียบ การกระทำนี้สร้างความขุ่นเคืองให้กับเหลียงหลินฮวาได้ไม่ยาก เธอร้องออกมาด้วยความเจ็บระบมที่สะโพก ก่อนดวงตาคู่เรียวตวัดมองไปที่คนผลักอย่างขุ่นเคือง พลันเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใครก็รู้สึกไม่อยากเชื่อสายตา
หญิงบ้านนอกโง่งมที่เธอเคยหลอกใช้มาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร…
หวังซานเย่เองก็รู้สึกไม่ต่างกัน แต่ที่สุดแล้วเขากลับเลือกไปพยุงคนรักที่ล้มลงไปให้ลุกขึ้นมาพร้อมกับโอบประคองเธอเอาไว้ในอ้อมแขนอย่างทนุถนอมไม่ยอมปล่อย พลันมองกลับมาที่ซุนจือหลินด้วยสายตาตำหนิอย่างชัดเจน
เหลียงหลินฮวาเอนกายพิงร่างของคนรักราวกับไร้เรี่ยวแรง เธอซบใบหน้าซีกหนึ่งลงบนอกแกร่งอย่างออดอ้อน ลอบแสยะยิ้มราวกับผู้ชนะส่งให้อีกฝ่าย
หญิงสาวที่เห็นเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ก็เข้าใจในทันที แววตาดุร้ายแบบนั้นของหวังซานเย่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันเขาจะมีแต่มุมที่อ่อนโยนให้กับเธอ แต่ตอนนี้เธอไม่อาจหาเหตุผลมารองรับเรื่องราวครั้งนี้ได้เลย
พวกเขาคบหากันจริง ๆ สินะ เป็นเธอที่โง่งมหลงเชื่อคนพวกนี้มาตลอด
“คุณทำอย่างนี้กับฉันได้อย่างไร คุณนอกใจฉันไปคบหากับสหายที่โตมาด้วยกันอย่างนั้นเหรอ? ส่วนหล่อน…เหลียงหลินฮวา หล่อนมันไร้ยางอาย!!”
พูดจบก็ทำท่าจะเข้าไปจิกผมคนไร้ยางอายให้รู้สำนึก แต่กลับถูกมือหนาของคนที่เธอเรียกว่าสามีผลักให้ออกห่างเสียก่อน
ซุนจือหลินเซถอยหลังไปเล็กน้อย โชคดีที่เธอไม่ได้ล้มลง ไม่เช่นนั้นคงรักษาเจ้าก้อนแป้งในท้องเอาไว้ไม่ได้ ดวงตากลมที่เคยมองชายตรงหน้าอย่างรักใคร่เทิดทูนเต็มไปด้วยความผิดหวังและเริ่มเย็นชาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
“กลับไปเถอะ อย่าทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่เลย”น้ำเสียงทุ้มแสดงออกชัดเจนว่าเขาเริ่มหงุดหงิดกับเหตุการณ์ยุ่งยากนี้
เดิมที่เขาวางแผนกับแฟนสาวไว้แล้วว่าหลังจากกลับมาใช้ชีวิตที่ปักกิ่งแล้วจะตัดขาดการติดต่อกับคนบ้านนอกเหล่านั้นให้หมด รวมถึงภรรยานอกสมรสตรงหน้าด้วย ในความคิดของเขาซุนจือหลินนั้นนับว่างดงามกว่าแฟนสาวเขามาก แต่ที่เขาชอบใจมากที่สุดคงไม่พ้นความซื่อตรงและโง่งมของเธอ
ไม่ว่าเขาและเหลียงหลินฮวาเอ่ยปากสิ่งใดหญิงโง่คนนี้ก็มักจะรังสรรมาให้ได้เสมอ หากไม่เรียกโง่งมแล้วจะเรียกว่าอะรได้อีก เพราะจนป่านนี้นางหญิงโง่นี่ก็ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าถูกเขาหลอกลวงมาตลอด
“เรื่องใหญ่? นี่คุณกำลังมองว่าการที่คุณนอกใจฉันเป็นเรื่องเล็กอย่างนั้นเหรอ? ซานเย่คุณยังเป็นคนอยู่หรือเปล่า?”ซุนจือหลินถามเสียงสั่น ความรู้สึกผิดหวัง เสียใจ คับแค้นและอีกหลายความรู้สึกตีรวนกันอยู่ในอกจนเธอสับสนไปหมด อยากจะร้องไห้ออกมาดัง ๆ เพื่อระบายสิ่งที่อัดอั้นอยู่ด้านในแต่กลับไม่มีน้ำตาสักหยดไหลออกมา นั่นยิ่งทำให้เธอรู้สึกทรมานเป็นทบทวี
“คุณจะเรียกใครว่าสามีมั่วซั่วอย่างนี้ไม่ได้นะ เพราะเราไม่เคยจดทะเบียนสมรสกัน และการที่คุณเข้ามาทำร้ายคนรักของผม ผมสามารถแจ้งความได้ข้อหาใช้ความรุนแรง”หวังซานเย่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงติดรำคาญอย่างชัดเจนโดยไม่ลืมข่มขู่ออกไปในประโยคเดียวกัน ตอนนี้เขาแทบไม่อยากจะมองหน้าหญิงโง่งมคนนี้อีกต่อไปด้วยซ้ำ
ที่ผ่านมาเขาเข้าหาเธอจนได้แต่งงานก็หวังเพียงความสบายที่เธอหยิบยื่นให้ ชายหนุ่มอนาคตไกลอย่างเขาน่ะหรือจะทนได้ที่ต้องไปลงมือหว่านไถเหยียบย่ำอยู่กับดินโคลนทุกวัน ฉะนั้นลูกสาวผู้นำหมู่บ้านอย่างซุนจือหลินคือคำตอบของความสบายที่เขาต้องการตอนอยู่ที่นั่น
ส่วนความสัมพันธ์ลึกซึ้งนั้นเขายอมรับว่าซุนจือหลินเป็นดอกไม้ป่าที่สวยงามและมีสเน่ห์เย้ายวนมากทีเดียว หลังจากแต่งงานกันชายหนุ่มกับหญิงสาวท่ามกลางความมืดมิดบนเตียงนอนหลังเดียวกัน ภายใต้ผ้าห่มนั้นยากจะหลบเลี่ยงเรื่องเหล่านี้ แม้จะรู้ว่านี่จะทำให้แฟนสาวไม่พอใจ แต่ในเมื่อมีโอกาสเขาก็ไม่อยากเป็นชายโง่ที่ปล่อยให้มันเสียเปล่า อย่างไรเหลียงหลินฮวาย่อมเข้าใจเขาอยู่แล้ว และสุดท้ายเธอก็เข้าใจจริง ๆ
“คนรัก…แล้วฉันล่ะ! ฉันเป็นอะไรสำหรับคุณ”ซุนจือหลินตวาดกร้าวออกมาโดยไม่อายสายตารอบข้างแต่อย่างใด มือเรียวกำเข้าหากันแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ แต่ความเจ็บทางกายหรือจะสู้จิตใจที่กำลังถูกคนรักเหยียบย่ำ
เหลียงหลินฮวาเริ่มรำคาญนางบ้านนอกคนนี้ไม่ต่างจากแฟนหนุ่ม เธอยกมือขึ้นกอดอกก่อนจะเชิดหน้าปรายตามองอีกฝ่ายด้วยแววตาเหยียดหยาม ริมฝีปากอิ่มที่เคลือบไปด้วยลิปสติกสีชมพูมันวาวเผยรอยยิ้มเยาะออกมา ไม่เหลือคราบแม่ดอกบัวขาวอย่างตอนที่อยู่ชนบทแม้แต่น้อย
“นี่! นางบ้านนอก ฉันจะชี้ทางสว่างให้หล่อนสักหน่อยก็แล้วกันถือว่าเอาบุญ ฉันกับซานเย่เรารักกันและคบหากันมาก่อนที่เขาจะเจอหล่อนเสียอีก”
สิ่งที่ได้ฟังทำให้ซุนจือหลินไม่อยากเชื่อหูตัวเอง ดวงตากลมโตแดงก่ำมองชายคนรักสลับกับแฟนสาวไปมา “ไม่จริง! พวกแก…หลอกฉัน! สารเลว!!”
“รู้แล้วก็รีบใสหัวไปซะ! ชู้อย่างหล่อนอย่ามาเที่ยวเรียกคนรักของคนอื่นว่าสามีมั่ว ๆ อย่างนี้เลย มันน่าอายน่ะ!!”
หลังจากด่าทอชู้รักของแฟนหนุ่มจนพอใจ เหลียงหลินฮวาก็หันไปออดอ้อนชายหนุ่มอีกครั้ง ก่อนจะพากันเดินเข้าภัตตาคารไปอย่างที่ตั้งใจไว้ในทีแรก
แต่ซุนจือหลินกลับไม่ปล่อยให้เป็นอย่างนั้น แม้จะรู้สึกเจ็บแค้นอย่างไรแต่ลูกของเธอยังต้องการพ่ออยู่ดี พลันร่างบางอุ้มท้องที่เริ่มป่องนูนรีบเข้าไปประชิดตัวทั้งคู่ ก่อนทรุดกายลงกอดขาของสามีเอาไว้แล้วอ้อนวอนเขาอย่างคนไร้ศักดิ์ศรี
“ไม่นะ! ซานเย่ เดี๋ยวว!! คุณฟังฉันก่อน”
ตอนที่ 3 คร่ำครวญราวกับคนโง่
“ฉันกำลังท้อง เขาคือลูกของเรา คุณกลับบ้านไปกับฉันนะ ไปเริ่มต้นใหม่ด้วยกัน ฉันจะไม่ถือโทษเรื่องนี้ แต่ลูกต้องการคุณ กลับบ้านเรากันเถอะนะคะ”
ประโยคยืดยาวของหญิงสาวที่กำลังกอดขาข้างหนึ่งอยู่ทำให้หวังซานเย่ชะงักงัน พลันคิ้วหนาขมวดเข้าหากันเป็นปม ก่อนจะหันมามองใบหน้าทรุดโทรมของอดีตภรรยาคนนี้อย่างไม่เข้าใจ
ลูก…อย่างนั้นหรือ? หากคำพูดนี้ออกมาจากปากของแฟนสาวอย่างเหลียงหลินฮวาเขาคงดีใจจนแทบบ้า แต่นั่นอะไรกัน หญิงชนบทคนนี้กลับพูดออกมาได้อย่างคล่องปากเพื่อรั้งเขาให้กลับไปอยู่ในที่โสโครกแบบนั้น
ช่างไร้สาระสิ้นดี!!
“ผมมาอยู่ที่นี่ได้สี่เดือนแล้วนะ แล้วผมจะแน่ใจได้อย่างไรว่านี่คือลูกผมจริง ๆ คุณอาจจะไปนอนกับชายอื่นแล้วแอบอ้างความรับผิดชอบจากผมก็ได้”
นัยน์ตาคมกริบจ้องมองใบหน้าของหญิงสาวราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ สิ่งที่บอกออกมานั้นนอกจากจะไม่ได้ทำให้เขาอยากกลับไปแล้ว มันยังทำให้เขาโมโหจนอยากจะฉีกร่างเธอออกเป็นชิ้น ๆ ด้วยซ้ำ
เสียงถกเถียงที่ดังขึ้นด้านทางเข้าของภัตตาคารหรูเรียกความสนใจให้กับผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาไม่น้อย แต่หญิงสาวก็หาได้สนใจสายตาคนอื่นแต่อย่างใด
ซุนจือหลินที่ได้ยินสามีกล่าวเช่นนั้นก็รู้สึกราวกับมีก้อนหินหนัก ๆ ตกลงมาที่กลางศีรษะ แค่เรื่องนอกใจยังเป็นคนเลวไม่พอเหรอ นี่เขายังคิดปัดความรับผิดชอบลูกของเราซ้ำยังใส่ร้ายหาว่าเธอคบชู้อีก
“ไม่นะไม่! ฉัน ฉันมีคุณแค่คนเดียว ซานเย่! ซานเย่!!”
ท่าทีลนลานของซุนจือหลินทำให้หญิงสาวอีกคนบิดยิ้มร้าย ที่ผ่านมาใบหน้าที่งดงามราวกับนางจิ้งจอกนี้ทำให้เธอเสียความมั่นใจทุกครั้งที่ยืนข้างกัน แต่ดูสารรูปหล่อนตอนนี้สิ ทรุดโทรมทั้งยังแก่ลงไปหลายสิบปี ไม่เหลือคราบนางจิ้งจอกแสนสวยที่เคยยั่วยวนแฟนหนุ่มของเธอในตอนนั้นสักนิด
หวังซานเย่ไม่ได้ฟังเรื่องไร้สาระเหล่านี้อีกต่อไป ในเมื่อหมดประโยชน์แล้วก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจอีก และสายตาผู้คนที่มองมาอย่างอยากรู้อยากเห็นทำให้เขาออกแรงสะบัดขาสองสามครั้งเพื่อให้หลุดจากพันธนาการ ก่อนจะโอบเอวของแฟนสาวเข้าไปในภัตตาคารโดยไม่หันกลับมามองร่างของคนที่เรียกเขาว่า สามี อีก
ร่างบางลูบลงบนหน้าท้องนูนเล็กน้อยของตนเองพลางปลดปล่อยหยาดน้ำตาออกมาอย่างคับข้องใจ ใบหน้าซูบตอบร้องไห้คร่ำครวญออกมาราวกับคนโง่งม ทอดมองแผ่นหลังของคนที่เดินห่างออกไปผ่านม่านน้ำตาที่ไหลอาบหน้าโดยไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ
ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ชนบทเขายังพร่ำบอกรักเธอทุกเช้าค่ำ ทั้งปรนนิบัติเอาใจเธอราวกับเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์ แต่ผ่านไปเพียงแค่สี่เดือน ซานเย่ที่แสนดีของเธอกลับเปลี่ยนไปราวกับพลิกฝ่ามือ
เรื่องที่เหลียงหลินฮวาบอกว่าพวกเขาคบหากันก่อนจะมาเจอเธอที่ชนบทก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นเรื่องจริง ทว่าสิ่งที่เห็นในวันนี้ก็ชัดเจนอยู่แล้วไม่ใช่เหรอว่าสองคนนี้มีสัมพันธ์กันมากกว่าสหายวัยเยาว์
เช่นนั้นแล้วจะสำคัญตรงไหนว่าพวกเขารักกันตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะในตอนนี้อย่างไรเธอเองก็เป็นคนที่ถูกชายสารเลวคนนี้เขี่ยทิ้งอยู่ดี
เธอก็แค่เสียคนเลว ๆ ไปก็เท่านั้น แต่เธอจะไม่ยอมเสียลูกในท้องไปอีกเด็ดขาด ที่ผ่านมาเธอโง่งมกับเรื่องไร้สาระมากพอแล้ว หลังจากนี้ต่อให้ลูกคนนี้ไม่มีพ่อก็เป็นไร ใครจะนินทาอย่างไรเธอไม่สนอีกต่อไปแล้ว
อย่างน้อยเด็กคนนี้ก็เป็นลูกของเธอ อย่างไรต่อจากนี้เธอจะเป็นทั้งพ่อและแม่ให้กับเด็กคนนี้เอง นี่อาจจะเป็นโชคดีในความโชคร้ายของเธอก็ว่าได้ที่วันนั้นไม่เลือกจดทะเบียนสมรสกับคนสารเลวอย่างเขา ในอนาคตต่อให้เขาคิดได้ในวันใดวันหนึ่งเขาก็จะไม่มีวันเอาลูกไปจากเธอได้
เมื่อตั้งสติได้แม้จะเจ็บปวดกับสิ่งที่ได้เผชิญมาเมื่อไม่กี่นาทีก่อน แต่สัญชาตญาณความเป็นแม่บังคับให้เธอต้องเข้มแข็งเพื่อปกป้องลูกน้อย
ซุนจือหลินยกมือขึ้นปาดน้ำตาทิ้งออกจากใบหน้า แต่ทว่าไม่ว่าจะปาดอีกกี่ครั้งมันก็ยังหลั่งรินออกมาอยู่ดี หญิงสาวนั่งร้องไห้อยู่ตรงนั้นนานหลายนาที ก่อนจะหยัดกายลุกขึ้นเดินไปยังสถานีรถไฟเพื่อกลับบ้าน
อย่างน้อยสกุลซุนก็ไม่เคยใจร้ายกับเธอ ทุกคนรักเธอมากขนาดนี้ แม้จะแต่งออกมามีครอบครัวของตนเองแล้ว แต่พ่อแม่และพี่ชายก็ไม่เคยปล่อยให้เธอต้องเผชิญเรื่องยากลำบากลำพังสักครั้ง เป็นเธอที่หลงผิดหนีออกมาเพื่อตามหาชายชั่วคนหนึ่งที่ไม่ได้เห็นค่าของเธอเลย
ใช้เวลาราวสองวันสองคืนในการเดินทาง ด้วยเงินที่เหลือเพียงน้อยนิดซุนจือหลินจึงซื้อได้เพียงแค่ตั๋วรถไฟชั้นประหยัดเท่านั้น ตลอดสองวันสองคืนสำหรับเธอนั้นทั้งหนาวเหน็บ และยากลำบาก ต้องฝืนกลืนแผ่นแป้งที่ทั้งแข็งและเย็นชืดเพื่อประทังความหิว ทุกย่างก้าวล้วนต้องเพิ่มความระมัดระวังเพราะได้ประสบการณ์ตอนขามาสอนเอาไว้
หญิงสาวก้าวเดินลงจากรถไฟด้วยสภาพจิตใจที่แหลกสลาย แต่มือเรียวยังคงลูบคลำหน้าท้องกลมนู่นไปมาไม่หยุด ราวกับอยากจะถ่ายทอดความรู้สึกที่มีให้กับเจ้าก้อนแป้งได้รับรู้ ในหัวคิดวนเวียนแต่เรื่องที่ได้ไปเจอมา และทันทีที่ก้าวลงมาจากทางรถไฟ ซุนจือหลินยังไม่ทันเดินพ้นเสาแรกของชานชาลาก็มีร่างใหญ่ของใครบางคนโถมเข้ามากอดเธออย่างไม่ทันตั้งตัว
ซุนจือหลินนิ่งอึ้งไปชั่วขณะเพราะความงุนงงปนตกใจ แต่พอรู้ว่าชายคนนี้เป็นใคร น้ำตาที่แห้งเหือดไปตั้งแต่เมื่อคืนก็ไหลย้อนกลับมาอาบแก้มอีกครั้ง ใบหน้าซูบตอบฝังลงบนแผงอกของเขาอย่างอ่อนแรง ร่างบางสะอื้นไห้ออกมาอย่างหนักในอ้อมกอดอบอุ่นที่เธอคุ้นเคยมาตั้งแต่เกิด
“ฮึก!! ฮือออ พี่ใหญ่ อึก! ซานเย่ ไอ้คนสารเลวนั่น ฮือออ!!!”คนเป็นน้องสาวพยายามกลั้นก้อนสะอื้นที่จุกอยู่ตรงลำคอเพื่อบอกเล่าเรื่องเลวร้ายที่ตนเองเจอมาให้กับพี่ชายแท้ ๆ ฟัง
“แค่น้องกลับมาก็ดีแล้ว”เสียงทุ้มอ่อนโยนบอกกับน้องสาวพลางลูบแผ่นหลังสั่นเทา ตั้งแต่วันที่น้องสาวตัดสินใจไปปักกิ่งเพื่อตามหาสามี เขาเองที่เฝ้าเลี้ยงดูน้องสาวคนนี้มาตั้งแต่เด็กจนโตก็อดร้อนใจไม่ได้
ในทีแรกเขาและน้องชายตั้งใจจะไปตามหาเธอที่ปักกิ่ง แต่ถูกพ่อห้ามไว้เสียก่อน จากนั้นเขาจึงทำได้เพียงสลับกับน้องชายมาเฝ้ารอรับน้องสาวที่นี่ทุกวัน เผื่อว่าวันหนึ่งเธอกลับมาถึงจะได้เจอคนในครอบครัวก่อนเป็นคนแรก
และความอดทนของเขาก็สำเร็จผล เมื่อซุนจือหลินได้เจอกับพี่ชายอย่างเขาเป็นคนแรกทันทีที่ลงจากรถไฟ ความรู้สึกหนักอึ้งที่ติดค้างอยู่ในใจตลอดหลายวันราวกับได้รับการปลดเปลื้อง
ซุนไป่หานมีรูปร่างสูงใหญ่บึกบึนอย่างชายที่โตเต็มวัยและใช้แรงงานมาตั้งแต่วัยรุ่น เขาสามารถมองเห็นน้องสาวได้ทันทีหลังจากที่เธอก้าวลงจากบันไดรถไฟ สีหน้าเศร้าสร้อยและตาแดงช้ำของเธอไม่ต้องเล่าก็พอเดาได้ว่าคงไปเจอเรื่องไม่ดีมา เขาจึงเลือกที่จะไม่ถามเพราะไม่อยากรื้อฟื้นความเจ็บปวดนั้น
คนเป็นพี่ชายกระชับกอดร่างผอมบางของน้องสาวไว้แน่น…
เสียงร้องไห้ราวจะขาดใจของน้องสาวทำเอาซุนไป่หานแทบอยากจะตามไปกระทืบน้องเขยให้จมดิน น้องเล็กของเขาถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี ราวกับไข่มุกกลางฝ่ามือ แต่ดูเธอในตอนนี้สิ ทั้งผอมแห้ง เศร้าหมองและทรุดโทรม ไหนจะกำลังตั้งท้องอีก ยิ่งนึกถึงเขายิ่งเจ็บแค้นจเผลอขบกรามแน่น
“ฉันเจ็บ ฮึกก!! พี่ใหญ่ อึก! ฮืออออ!!”ซุนจือหลินร่ำไห้ในอ้อมกอดของพี่ชาย น้ำเสียงแหบแห้งสะอึกสะอื้นพยายามพูดออกมาอย่างยากลำบาก ยกมือข้างหนึ่งขึ้นมากุมอกข้างซ้ายด้วยความรู้สึกย่ำแย่ที่ประเดประดังเข้ามาพร้อมกัน
หยาดน้ำตาที่ไหลพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย ผ่านแก้มที่เคยนวลขาวเปล่งปลั่งในยามนี้ทั้งกร้านและแดงก่ำ สภาพน้องสาวที่ครอบครัวทนุถนอมมาตลอดสิบเก้าปีทำเอาซุนไป่หานรู้สึกปวดใจ
“ไม่ต้องพูดแล้ว กลับบ้านเรากันเถอะ ทุกคนรออยู่”
น้ำเสียงอ่อนโยนของพี่ใหญ่ทำให้ซุนจือหลินยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นไปอีก เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะความโง่งมของเธอ แต่พี่ชายไม่แม้แต่จะดุด่า ทั้งยังปลอบโยนเธออย่างใจเย็น แววตาอบอุ่นคู่นี้ยังคงมองเธอเช่นเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง…