โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

CGSI มองกลุ่มปิโตรเคมีไทย เป็นหนึ่งในเป้าของนโยบาย “anti-involution” ของจีน

efinanceThai

เผยแพร่ 23 ก.ค. 2568 เวลา 07.07 น.

CGSI มองกลุ่มปิโตรเคมีไทย เป็นหนึ่งในเป้าของนโยบาย anti-involution ของจีน

CGSI มองกลุ่มปิโตรเคมีของไทย ได้อานิสงส์นโยบาย anti-involution ของจีน จากความคาดหวังต่อการปรับสมดุลอุปทานให้เหมาะสม ลดกำลังการผลิตที่ล้าสมัย หนุนราคาหุ้น อาจ outperform นานขึ้น

ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า South China Morning Post รายงานข่าวว่า รัฐบาลจีนเริ่มหันมาใส่ใจกับภาวะ เน่ยจวน หรือ involution ซึ่งหมายถึงการแข่งขันอย่างหนักเป็นครั้งแรกในเดือนก.ค.67 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการแข่งขันที่รุนแรง ซึ่งบั่นทอนความสามารถทางการแข่งขันและการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ

ขณะที่วันที่ 18 ก.ค.67 กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ (MIIT) ของจีนได้แถลงข่าวเพื่อให้แนวทางเกี่ยวกับมาตรการที่อาจนำมาใช้ปรับโครงสร้างของอุตสาหกรรม, ควบคุมอุปทานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและลดกำลังการผลิตที่ล้าสมัย ส่วนอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ ปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมอื่นๆ อีก 9 อุตสาหกรรม เช่น ทองแดง, อลูมิเนียมและเหล็ก เป็นต้น

แม้จะยังไม่ชัดเจนว่ามาตรการที่จีนจะนำมาใช้ ต่อต้านภาวะเน่ยจวน (anti-involution) จะทำให้เกิดการปรับสมดุลของอุปทาน (supply rationalisation) ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีอย่างรุนแรงหรือไม่ แต่ฝ่ายวิเคราะห์ฯเชื่อว่า มาตรการเหล่านี้น่าจะทำให้จำนวนโครงการใหม่ลดลงหลังจากปี 71 โดยการดำเนินการภายใต้แผนอนุรักษ์พลังงานของจีน (67-68) ทำให้ทั้งโรงงานเก่าและไม่มีประสิทธิภาพทยอยปิดตัวลง

นอกจากนี้ การอนุมัติโครงการผลิตเคมีภัณฑ์ที่ใช้ถ่านหินยังถูกจำกัดเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะที่ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปีของจีน (ฉบับที่ 15 ปี 69-73) ฝ่ายวิเคราะห์ฯเชื่อว่าการขออนุมัติโครงการขยายกำลังการผลิตโอเลฟินส์หรือเคมีภัณฑ์ชนิดอื่นจากรัฐบาลน่าจะทำได้ยากขึ้น เพราะจีนได้เปลี่ยนแนวทางจากที่มุ่งเน้นสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาตนเองมาให้ความสำคัญกับนวัตกรรม, อุตสาหกรรมไฮเทคและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

แต่เนื่องจากโครงการโอเลฟินส์ใหม่ในประเทศ (อนุมัติก่อนปี 68) เป็นโครงการขนาดใหญ่, มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงและทันสมัย จึงเชื่อว่าจะยังไม่เกิดเหตุการณ์ที่โครงการเปิดดำเนินงานล่าช้า หรือถูกระงับ (มีผลต่อสมดุลของอุปสงค์-อุปทาน) ก่อนปี 71 ขณะเดียวกันโรงงานเคมีภัณฑ์ที่ทำกำไรได้น้อยกว่าอย่างการผลิตโอเลฟินส์จากเมทานอล, PVC (polyvinyl chloride) จากคาร์ไบด์และ PDH (propane dehydrogenation) มีอัตราการผลิตต่ำ ดังนั้นการควบคุมอุปทานของสินทรัพย์ที่มีผลขาดทุน จึงน่าจะไม่ช่วยให้สเปรดเคมีภัณฑ์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI มองว่า ถึงแม้ข่าวข้างต้นน่าจะส่งผลต่อสเปรดเคมีภัณฑ์ไม่มากนักในปี 68-69 แต่ราคาหุ้นของบริษัทในกลุ่มปิโตรเคมีของไทยอาจ outperform นานขึ้น จากความคาดหวังต่อการปรับสมดุลอุปทาน เช่นเดียวกับผู้ประกอบการในเกาหลีและจีน (ราคาหุ้นปรับตัวขึ้น 7-10% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา)

อย่างไรก็ตาม ยังแนะนำให้ลดน้ำหนักการลงทุน (Underweight) ในกลุ่มนี้ เพราะกลไกการต่อต้าน เน่ยจวน ยังไม่ชัดเจน อีกทั้ง ผู้ประกอบการไทยน่าจะมี EBITDA อ่อนตัวในปี 68-69 ขณะที่มองว่าปัจจัยลบที่จะมาจากความต้องการพลาสติกที่เติบโตต่ำกว่าคาด ส่วน upside risk จะมาจากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง

เรียบเรียง โดย จารุวรรณ เอี่ยมยิ่งพานิช
อีเมล์. charuwan@efinancethai.com
ดูข่าวต้นฉบับ

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...