โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“กรภัทร” ชี้ SET ประคองตัว รับข่าวเจรจาการค้า-จับตาหุ้น Infratech หนุน

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 15 พ.ค. 2568 เวลา 05.27 น. • เผยแพร่ 15 พ.ค. 2568 เวลา 05.26 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าวันนี้ (15 พ.ค.68) แนวโน้ม SET Index มีลักษณะการเคลื่อนไหวประคองตัวและหากมองที่ ตลาดเอเชีย ยังคงอยู่ในภาวะอ่อนตัวเนื่องจากพัฒนาการในการเจรจาการค้ายังคงดำเนินไปในทิศทางที่เป็นบวก

ล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เดินหน้าในการเจรจาการค้ากับหลายประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ซึ่งหลายประเทศได้มีการนำเจรจาเพื่อนำเข้าเครื่องบินจากบริษัทโบอิ้ง พร้อมกับมีการทำข้อตกลงใหญ่ (Big Deal) หลายฉบับ นอกจากนี้ตลาดยังจับตาการพบกันระหว่างทรัมป์กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และรัมป์ที่จะเกิดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์นี้

ขณะเดียวกัน จะเห็นได้ว่า พันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยิลด์) ปรับตัวสูงขึ้น ส่วนราคาทองคำมีการปรับฐานลง สะท้อนให้เห็นว่าตลาดเริ่มลดน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยเองยังเคลื่อนไหวในกรอบแคบ สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากภาพรวมการลงทุนในระดับโลก โดยเฉพาะ MSCI ที่ยังคงลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทย ซึ่งหลายคนอาจมีความกังวลว่าอาจจะมีแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ และหากมองในภาพรวมแล้วหุ้นที่หลุดจากการคำนวณในดัชนี MSCI ส่วนใหญ่ไม่ได้มีผลประกอบการที่แย่แต่อย่างใด

ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุด ประเทศไทยเองก็อยู่ระหว่างการรอความชัดเจนในประเด็นการเจรจาการค้า ซึ่งล่าสุดมีสัญญาณในเชิงบวกมากขึ้น หลังจากที่ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ได้ออกมาเปรยว่า ได้รับข้อเสนอจากไทยแล้ว นอกจากนี้ ยังมีอีก 3-4 ประเทศที่ได้รับการพิจารณาในทิศทางบวกเช่นกัน ได้แก่ เกาหลีใต้ ไต้หวัน อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น สะท้อนว่าไทยเองไม่ได้ตกขบวน และน่าจะเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความพร้อมในการเข้าสู่กระบวนการเจรจาอย่างรวดเร็ว

ส่วนธีมหลักของตลาดในช่วงนี้ยังคงเป็นลักษณะของ "Dreaming Play" หรือการเก็งกำไรบนความหวังและความคาดหวังในเชิงบวกจากปัจจัยภายนอก ซึ่งฝ่ายนักวิเคราะห์มองกรอบ SET Index ที่ 1,222-1,230 จุด และมีแนวรับ 1,207 จุด และหากถามถึงกรณีทางรัฐบาลได้ออกมาเปิดเผยถึงข้อเสนอในการเจรจากับสหรัฐฯ อยู่ประมาณ 4–5 ประเด็นในมุมมองของฝ่ายนักวิเคราะห์นั้น ไฮไลต์ที่น่าสนใจมีอยู่ 2 เรื่องหลัก คือ 1.) การยกเลิกข้อจำกัดด้านการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ (New S-Curve) ซึ่งธีม Infratech โดยเฉพาะหุ้นอย่าง ADVANC และ GULF ถือว่าเป็นจุดที่น่าสนใจมากในช่วงนี้ เพราะสอดรับกับแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ

2.) เรื่องบังคับใช้กฎหมายถิ่นกำเนิดสินค้าเคร่งครัดผ่านการบังคับใช้กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า เพื่อแก้ปัญหาการสวมสิทธิ์สินค้า Made in Thailand” โดยสินค้าจากประเทศที่ 3 ส่งออกผ่านไทยไปสหรัฐ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่ารวมของสิทธิภายในประเทศ โดยเฉพาะในแง่ของการเปิดกว้างให้ต่างชาติสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์จากระบบเศรษฐกิจไทยมากขึ้น ทั้งนี้ จะส่งผลให้หุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวข้องเริ่มถูกจับตามองมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมี ประเด็นด้านพลังงาน ที่น่าจับตา คือการนำเข้า RNG (Renewable Natural Gas) ซึ่งจะเป็นประโยชน์โดยตรงกับกลุ่มโรงไฟฟ้า เช่น PTTGC (GC), GULF, GPSC, GUNKU (GF Energy) สิ่งนี้จะช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานและเอื้อต่อการผลักดันโครงการ Data Center ภายในประเทศ ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ หากประเทศไทยไม่เร่งลงทุนใน Data Center ภายในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า ก็มีความเสี่ยงที่จะพลาดโอกาส

ในส่วนของกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายนักวิเคราะห์ยังคงแนะนำธีม “Ring Play” ซึ่งเน้นไปที่หุ้นที่ได้ประโยชน์จากปัจจัยภายนอกหรือกระแสเศรษฐกิจรอบข้างที่กำลังฟื้นตัว สำหรับวันนี้หุ้นที่น่าสนใจอาจเน้นไปที่กลุ่มนิคมอุตสาหกรรมและพลังงาน เช่น PTTGC ที่มีแนวโน้มได้ประโยชน์จากต้นทุนพลังงานที่ลดลง กลุ่มนิคมฯ อย่าง WHA, AMATA นอกจากนี้ ยังมีหุ้นที่ผลประกอบการออกมาดีและน่าสนใจอย่าง BJC และ CPF

สุดท้ายนี้ กรณี OSP (โอสถสภา) แม้ยอดขายในช่วงที่ผ่านมาจะยังชะลอตัวลงเล็กน้อย และส่วนแบ่งตลาดในประเทศหดตัวไปประมาณ 1% แต่ราคาหุ้นก็ได้มีการปรับฐานลงมาแล้ว สะท้อนปัจจัยลบนั้นไประดับหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม จุดที่น่าสนใจคือ กำไรขั้นต้น (Gross Profit) ที่ออกมาดีมาก และหากดูในแง่ของผลประกอบการ ไม่ว่าจะเป็น Bottom Line หรือ อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Operating Margin) ก็อยู่ในระดับ ใกล้เคียงกับจุดสูงสุดใหม่ (Record High)

เหตุผลหลักมาจากต้นทุนที่ลดลง โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบและพลังงาน เช่น น้ำมัน ที่ปรับตัวลดลงค่อนข้างมาก ซึ่งถือเป็นต้นทุนสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม โดยทั่วไปต้นทุนด้านพลังงานอาจคิดเป็นสัดส่วนถึง 30% ของต้นทุนรวม

ด้วยเหตุนี้ หุ้น OSP จึงมีโอกาสที่จะ รีบาวด์ ได้ในระยะสั้น แม้รายได้จะยังไม่กลับมาเร่งตัวแรงก็ตาม ซึ่งหากมีแรงหนุนเพิ่มเติมจากกำลังซื้อในประเทศหรือยอดขายที่ฟื้นตัวชัดเจน ก็จะยิ่งเป็นบวกมากขึ้น

นอกจากนี้ ด้วยระดับ P/E ที่ไม่แพง และยังมี เงินปันผลในระดับที่น่าสนใจ หุ้นตัวนี้จึงอาจมีโอกาสปรับขึ้นไปเหนือระดับ 16 บาทได้ นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้อาจพิจารณาเข้าเก็งกำไรระยะสั้นในช่วงนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...