โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เมื่อฉันทะลุมิติไปยังโลกคู่ขนาน

นิยาย Dek-D

อัพเดต 31 พ.ค. 2568 เวลา 05.05 น. • เผยแพร่ 19 พ.ค. 2568 เวลา 13.13 น. • ทรายเงิน
วิญญาณของจ้าวอี้ซินเจ้าของภัตตคารสุดหรู ได้ถูกดึงไปยังมิติคู่ขนาน ที่แห่งนั้นทำให้เธอได้พบกับครอบครัวที่อบอุ่น แต่จ้าวอี้ซินไม่ได้มามือเปล่าเธอมาพร้อมกับมิติที่มีอาหารมากมายและมือวิเศษที่ใช้ปลูกต้นไม้

ข้อมูลเบื้องต้น

นิยายเรื่อง เมื่อฉันทะลุมิติไปยังโลกคู่ขนาน เป็นเรื่องราวของจ้าวอี้ซิน เจ้าของภัตตาคารสุดหรู ที่เกิดมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ต้องทำทุกวิถีทางที่จะทำให้ตัวเองได้เรียนต่อสูง ๆ วันหนึ่งจ้าวอี้ซินได้รางวัลไปขอพรที่วัดดังแห่งหนึ่ง ที่แห่งนั้นเธอได้พบกับชายชราที่รับดูดวง และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชีวิตของเธอเปลี่ยนแปลงไป

มิติคู่ขนานสถานที่ที่คล้ายคลึงกับโลกที่เธอจากมา ที่แห่งนั้นทำให้เธอได้เจอสามีที่รักและดูแลอย่างดี มีครอบครัวที่แสนจะอบอุ่น นิยายเรื่องนี้นำเสนอชีวิตของจ้าวอี้ซินและครอบครัวที่อบอุ่นตามที่เธอโหยหามาทั้งชีวิต ใครที่ชอบนิยายแนวสร้างครอบครัว ปลูกผัก ทำนา เลี้ยงสัตว์ ไรท์ขอฝากนิยายเรื่องนี้ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะคะ

เริ่มลงตอนแรกวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 ฝากกดติิดตามด้วยค่ะ

แนะนำเรื่อง

นิยายเรื่อง เมื่อฉันทะลุมิติไปยังโลกคู่ขนาน เป็นเรื่องราวของจ้าวอี้ซิน เจ้าของภัตตาคารสุดหรู ที่เกิดมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ต้องทำทุกวิถีทางที่จะทำให้ตัวเองได้เรียนต่อสูง ๆ วันหนึ่งจ้าวอี้ซินได้รางวัลไปขอพรที่วัดดังแห่งหนึ่ง ที่แห่งนั้นเธอได้พบกับชายชราที่รับดูดวง และเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชีวิตของเธอเปลี่ยนแปลงไป

มิติคู่ขนานสถานที่ที่คล้ายคลึงกับโลกที่เธอจากมา ที่แห่งนั้นทำให้เธอได้เจอสามีที่รักและดูแลอย่างดี มีครอบครัวที่แสนจะอบอุ่น นิยายเรื่องนี้นำเสนอชีวิตของจ้าวอี้ซินและครอบครัวที่อบอุ่นตามที่เธอโหยหามาทั้งชีวิต ใครที่ชอบนิยายแนวสร้างครอบครัว ปลูกผัก ทำนา เลี้ยงสัตว์ ไรท์ขอฝากนิยายเรื่องนี้ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะคะ

เริ่มลงตอนแรกวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 ฝากกดติิดตามด้วยค่ะ

ผู้โชคดีขอพรไหว้พระ

ค.ศ. 2025 ณ โรงแรมหรูใจกลางเมือง

งานแต่งงานของนักธุรกิจพันล้านมีแขกเหรื่อมาร่วมงานมากมาย ภายในงานเต็มไปด้วยนักธุรกิจจากแวดวงต่าง ๆ มากหน้าหลายตา

ภายในห้องครัวใหญ่ของโรงแรม จ้าวอี้ซิน เจ้าของร้านอาหารสุดหรูที่ลูกค้าต้องจองคิวล่วงหน้านับเดือน ถูกเชิญมาเป็นเชฟใหญ่ของงานแต่งในวันนี้

“อาหารชุดสุดท้ายได้แล้ว” กลิ่นหอมของพระกระโดดกำแพงโชยออกไปทั่วห้องครัว พนักงานในห้องครัวพากันสูดดมกลิ่นหอมเข้าไปเต็มปอด

“มีของพวกคุณด้วยนะคะ” จ้าวอี้ซินชี้ไปที่หม้อเล็กที่พอจะแบ่งกันชิมรสชาติได้

“ขอบคุณครับเชฟ” หัวหน้าห้องครัวเดินเข้ามา

“เรียกอี้ซินดีกว่าค่ะ” จ้าวอี้ซินส่งยิ้มก่อนที่จะตรวจสอบอาหารอีกครั้ง เมื่อเรียบร้อยดีจึงได้ขึ้นไปบนห้องพักเปลี่ยนชุดเพื่อเข้าร่วมงานในครั้งนี้

จ้าวอี้ซิน สวมชุดราตรีเปิดไหล่สีน้ำเงินเข้ม สวมสร้อยคอรูปงูของแบรนด์ดังที่มีนักร้องสาวระดับโลกเป็นพรีเซนเตอร์ เธอเดินเข้าไปในงานเพื่อร่วมฉลองให้กับบ่าวสาว

เจ้าสาวคือเพื่อนสนิทของเธอ ทั้งสองรู้จักกันตั้งแต่ยังอยู่สถานรับเลี้ยงเด็ก ใช่แล้ว เธอเป็นเด็กกำพร้า พ่อแม่ทิ้งไปตั้งแต่เล็ก จำความได้เธอก็อยู่ในสถานที่แห่งนั้นแล้ว ใช่ว่าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าจะไม่ดี แต่เธอต้องดิ้นรนทุกอย่างเพื่อที่จะออกไปสู่โลกภายนอก จ้าวอี้ซินพยายามอย่างหนักในการเรียนเพื่อที่จะได้ทุนเรียนดี เธอเลือกเรียนด้านโภชนาการอาหาร

เมื่อจบออกมาเริ่มต้นจากเป็นพนักงานครัวจัดเตรียมอาหาร ขยับมาเป็นผู้ช่วยพ่อครัว และในที่สุดเธอก็สามารถกลายเป็นเชฟระดับ มิชลินได้สำเร็จ จ้าวอี้ซินเอาเงินเก็บทั้งหมดเปิดร้านอาหารอาศัยชื่อเสียงที่สะสมมานานทำให้ร้านของเธอเป็นที่ยอมรับจากลูกค้าที่มาใช้บริการ อาหารที่ขึ้นชื่อก็คือพระกระโดดกำแพงที่เธอคัดสรรวัตถุดิบอย่างดีนำมาตุ๋นในหม้อไฟเป็นเวลานับสิบชั่วโมง

นอกจากอาหารจีนจ้าวอี้ซินทำอาหารนานาชาติได้แทบทุกชนิด นับว่าเป็นโชคดีของเธออย่างหนึ่งที่สามารถแยกเครื่องปรุงอาหารได้ในการชิมเพียงครั้งเดียว

สวีเหม่ยเหรินคือเพื่อนสนิทของจ้าวอี้ซิน ทั้งคู่สอบเข้ามหาวิทยาลัยเดียวกัน นอนพักห้องเดียวกัน จนกระทั่งสวีเหม่ยเหรินได้ทำงานในบริษัทนำเข้าชั้นนำของประเทศและได้พบรักกับประธานหนุ่มรูปหล่อ ทั้งคู่คบหาดูใจกันฝ่าฝันอุปสรรคด้วยกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องฐานะ ชาติกำเนิด แต่สวีเหม่ยเหรินสามารถพิสูจน์ตัวเองจนกระทั่งได้แต่งงาน

จ้าวอี้ซินยืนมองเพื่อนสาวที่อยู่บนเวทีด้วยความภาคภูมิใจ อย่างน้อยเพื่อนรักของเธอก็มีคนดูแล ส่วนเธอนั้นตอนนี้ โสด ไม่ใช่โสดแบบธรรมดาแต่โสดสนิทชนิดที่ว่าไม่เคยมีแฟนมาก่อน และแล้วช่วงเวลาสำคัญก็มาถึงเมื่อเจ้าสาวต้องโยนช่อดอกไม้ จ้าวอี้ซินนึกสนุกจึงออกไปรวมกลุ่มแย่งช่อดอกไม้ด้วย

“ฉันได้” “ของฉัน” เสียงสาว ๆ ต่างพากันกรีดร้องแย่งช่อดอกไม้ด้วยความสนุกสนาน

“ขอแสดงความยินดีกับคุณผู้หญิงท่านนี้ด้วยครับ” เสียงพิธีกรบนเวทีดังขึ้นปลุกสติของจ้าวอี้ซินให้ตื่น เธอมองช่อดอกไม้ในมือด้วยความงุนงง ใครกันที่ยัดช่อดอกไม้ใส่มือให้เธอ

“อี้ซิน ดีใจด้วย” สวีเหม่ยเหรินเดินเข้ามาจูงเพื่อนสนิทให้ขึ้นไปบนเวที ต้องบอกว่าสวีเหม่ยเหรินเป็นสาวสวยที่หาตัวจับได้ยาก ในตอนที่เรียนมหาวิทยาลัยเคยมีคนชวนไปเป็นดารา แต่สวีเหม่ยเหรินปฏิเสธ ส่วนจ้าวอี้ซินนั้นเรียกได้ว่าเป็นผู้หญิงหน้าตาน่ารักมากกว่า

“ฉันยังงงตัวเองว่าได้ช่อดอกไม้นี้มาได้ยังไง” จ้าวอี้ซินพูดออกไมค์ คนด้านล่างต่างพากันส่งเสียงหัวเราะ

“ฉันขอให้เธอเจอเนื้อคู่โดยเร็ว” สวีเหม่ยเหรินอวยพรเพื่อนสาวทั้งคู่สวมกอดกัน ก่อนที่จ้าวอี้ซินจะลงจากเวที

งานเลี้ยงจบลงคืนนี้จ้าวอี้ซินนอนค้างที่โรงแรม รุ่งเช้าเธอเก็บของกลับไปที่ร้านอาหารที่ชั้นบนออกแบบเป็นคอนโดมี 2 ห้องนอน ห้องโถง ห้องครัว และมีห้องน้ำ 3 ห้อง ร้านอาหารแห่งนี้เพิ่งเปิดใหม่ได้ไม่ถึงสองปี จ้าวอี้ซินเช่าที่ดินและสร้างร้านอาหารขึ้นมาใหม่ แทนร้านเดิมที่พื้นที่ไม่เพียงพอต่อจำนวนลูกค้า

“คุณจ้าว” เสียงพนักงานทักทาย

“ฉันขอเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วจะรีบลงมา” จ้าวอี้ซินกดลิฟท์ส่วนตัวขึ้นไปบนชั้น 7 ที่เป็นที่พักส่วนตัว

“ดูอะไรกัน” จ้าวอี้ซินลงไปที่ห้องครัวเพื่อตรวจสอบวัตถุดิบทุกครั้งก่อนที่จะเปิดร้าน

“ส่งชื่อชิงโชครางวัลค่ะ” พนักงานสาวตอบ จ้าวอี้ซินเดินเข้าไปดูพบว่าเป็นตั๋วเดินทางวัดหลงซานของไต้หวัน มีตั๋วเครื่องบินไป-กลับและห้องพักโรงแรมหรู 1 คืน

“ใครก็ส่งได้ใช่ไหม” จ้าวอี้ซินสนใจ ของฟรีใครจะไม่สนใจถือว่าเสี่ยงดวงก็แล้วกัน

“ใช่ค่ะ” พนักงานตอบ จ้าวอี้ซินหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดเข้าเว็บไซต์ก่อนที่จะกรอกข้อมูลส่วนตัวลงไป

“ประกาศผลคืนนี้เลยหรือ”

“ใช่แล้วค่ะ วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการส่งเย็นนี้ปิดรับ และจะประกาศรายชื่อผู้โชคดีคืนนี้ค่ะ” เมื่อได้รับคำตอบจ้าวอี้ซินเก็บโทรศัพท์ลงในกระเป๋ากางเกงก่อนที่จะเริ่มทำงาน ร้านอาหารจะเปิดบริการ 2 ช่วง ช่วงแรก 10:00 -14:00 ช่วงที่ 2 จะเป็นเวลา 17:00 – 22:00 ที่เว้นช่วงเอาไว้เพราะต้องการให้พนักงานได้พักผ่อนและอีกอย่างคือการจัดเตรียมวัตถุดิบ อาหารทุกอย่างที่จะส่งให้ลูกค้าจะต้องเป็นอาหารที่สดใหม่ วัตถุดิบต้องได้มาตรฐาน แม้แต่อาหารทะเลที่ร้านมีบ่อเลี้ยงโดยเฉพาะมีอาหารทะเลแทบทุกชนิด เรียกได้ว่าถ้าใครมาที่ร้านอยากกินอะไรต้องได้กินไม่ผิดหวังกลับไป

เมื่อส่งลูกค้าชุดสุดท้ายเสร็จ จ้าวอี้ซินเข้าครัวตรวจสอบความเรียบร้อยอีกครั้งก่อนที่จะมอบหน้าที่ที่เหลือให้กับผู้จัดการร้าน

23:00 น. จ้าวอี้ซินเดินออกมาจากห้องน้ำเดินไปหยิบไดร์เป่าผมขึ้นมาเป่าผมที่เปียกหลังจากสระผม

00:00 น. เสียงข้อความในโทรศัพท์ดังขึ้น จ้าวอี้ซินที่กำลังเคลิ้มหลับลืมตาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา

‘ขอแสดงความยินดีกับผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลพิเศษตั๋วเครื่องบินไป-กลับพร้อมที่พัก เพื่อไปไหว้ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดหลงซาน เราจะจัดส่งตั๋วเครื่องบินและโรงแรมให้กับคุณทาง E-mail ที่คุณส่งมา จะทำการเสร็จสิ้นในสองวันทำการ ขอบพระคุณอย่างสูงที่เข้าร่วมกิจกรรมกับเรา’

อ่านข้อความจบ จ้าวอี้ซินยังไม่เชื่อว่าเธอจะเป็นผู้โชคดีได้รางวัลใหญ่

รุ่งเช้าจ้าวอี้ซินรีบเอาข้อความไปให้พนักงานที่ร้านดูเพื่อตรวจสอบว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่

“ทางเว็บไซต์ประกาศรายชื่อแล้วค่ะ เป็นชื่อของคุณจ้าวจริง ๆ” พนักงานตอบก่อนที่จะแยกย้ายกันไปทำงาน

สองวันต่อมาตั๋วเครื่องบินและข้อมูลโรงแรมที่พักถูกส่งเข้ามาใน E-mail จ้าวอี้ซินเปิดอ่านข้อมูลพบว่าเธอจะต้องเดินทางในอีก 2 วันข้างหน้า

“ฉันฝากร้านด้วย” จ้าวอี้ซินสั่งงานผู้จัดการร้านก่อนที่จะหิ้วกระเป๋าเดินทางไปยังสนามบิน

วัดหลงซานเป็นวัดเก่าแก่ของไต้หวันขึ้นชื่อเรื่องขอพร โดยเฉพาะการขอพรด้านความรักจากวัดแห่งนี้ วัดหลงซานจึงเป็นวัดที่มีชื่อเสียงสำหรับคนโสดที่ต้องการเนื้อคู่ จ้าวอี้ซินสวมชุดกระโปรงสีขาวเดินเข้าไปสักการะองค์เทพเพื่อขอพรด้านการงาน เมื่อไหว้พระเสร็จจ้าวอี้ซินเดินดูโดยรอบห่างผู้คนไปเรื่อย ๆ จนกระทั่ง

“คุณผู้หญิงท่านนั้นสนใจดูดวงหรือไม่” เสียงชายชราดังขึ้น จ้าวอี้ซินหันซ้ายขวาก็ไม่พบใครนอกจากตัวเธอ

“คุณลุงเรียกฉันหรือคะ” จ้าวอี้ซินชี้นิ้วมาที่อกของเธอ

“ใช่ครับ” ชายชราตอบ จ้าวอี้ซินจึงเดินเข้าไปนั่งตรงข้าม

“หงายฝ่ามือด้วยครับ” ชายชราผมขาวโพลนหยิบแว่นขยายขึ้นมา จ้าวอี้ซินแม้จะไม่เชื่อสักเท่าไหร่แต่เธอก็ยอมทำตามโดยการหงายฝ่ามือขึ้นแล้วยื่นไปด้านหน้า

“ชีวิตโดดเดี่ยว ดิ้นรนทำงานตั้งแต่เด็กจนตอนนี้มีเงินทองมีชื่อเสียงทุกอย่างเพราะตัวเอง ชีวิตคู่มีแต่ว่าไม่ใช่คนที่นี่ อนาคตภายหน้าจะมีครอบครัวที่สมบูรณ์” ชายชราวางแว่นขยายพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมอง “เชื่อเรื่องสิ่งลี้ลับไหม”

เมื่อจ้าวอี้ซินได้ยินประโยคคำถามสุดแปลกเธอจึงจ้องหน้าชายชราตรงหน้า “ไม่เชื่อแต่ก็ไม่ลบหลู่ค่ะ”

“สิ่งลี้ลับไม่ใช่ว่าใครก็เจอได้หรอกนะ ต้องอยู่ที่ผลบุญที่ทำมาบางคนเจอของดีบางคนเจอของไม่ดีแล้วแต่บุญที่สะสม เอาล่ะ ในเมื่อคุณผู้หญิงเป็นลูกค้ารายแรกของผม นี่คือสร้อยประคำมงคลที่ปลุกเสกมาร่วมพันปีขอมอบให้คุณผู้หญิง ส่วนค่าดูดวงวันนี้ดูฟรี” ชายชราหยิบสร้อยประคำที่มีลูกประคำเม็ดกลมเกลี้ยงร้อยเรียงกันสวยงามวางไว้บนโต๊ะ

“คุณลุงไม่รับค่าจ้างไม่ได้นะคะ อย่างน้อยได้ค่าน้ำชาก็ยังดี” จ้าวอี้ซินหยิบเงินจำนวน 20 หยวนวางไว้บนโต๊ะ

“ในเมื่อแม่หนูมีน้ำใจ ผมขอรับเงินจำนวนนี้เอาไว้ หวังว่าคุณจะเก็บสร้อยประคำเอาไว้เป็นอย่างดีอย่างน้อยมันจะอยู่กับคุณไป 20 ปี ตามจำนวนเงินที่คุณมอบให้” ชายชราหยิบเงินใส่ในย่ามก่อนที่จะเก็บโต๊ะแล้วเดินจากไป

ทะลุมิติแบบงง ๆ

จ้าวอี้ซินมองตามแผ่นหลังของชายชราจนกระทั่งลับสายตา เธอจึงลุกจากเก้าอี้และเดินไปขอพรองค์เทพองค์อื่นจนครบ มอบเงินทำบุญให้วัดจำนวนหนึ่งจึงเรียกรถกลับโรงแรมที่พัก

ก่อนนอนจ้าวอี้ซินหยิบสร้อยประคำออกมาตรวจสอบพบว่ามันสลักออกมาจากไม้กฤษณาเพราะตัวเม็ดประคำมีกลิ่นหอมโชยออกมา จ้าวอี้ซินจึงเอาสร้อยประคำใส่ที่ข้อมือของเธอ

“สวยดีเหมือนกัน” จ้าวอี้ซินมองสร้อยที่อยู่บนข้อมือของเธอ ก่อนที่จะล้มตัวลงนอน

กลับถึงปักกิ่งจ้าวอี้ซินกลับไปที่ร้านอาหารก่อนที่จะขับรถไปสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เนื่องจากว่าเธอเติบโตขึ้นมาในสถานที่แห่งนี้แม้ว่ามันจะมีทั้งความทรงจำที่ดีและไม่ดีแต่ถ้าไม่มีสถานที่แห่งนี้ป่านนี้ไม่รู้ว่าเธอจะอยู่หรือตาย

“สวัสดีค่ะ” จ้าวอี้ซินเดินเข้าไปในห้องผู้อำนวยการ

“อี้ซินเธอเป็นยังไงบ้าง” ผู้อำนวยการลุกขึ้นต้อนรับ

“ฉันสบายดีค่ะ นี่เป็นเงินสำหรับเดือนนี้ค่ะ” จ้าวอี้ซินยื่นซองใส่เงินออกไป

“ขอบใจเธอมากนะ” ผู้อำนวยการยื่นมือออกไปรับ

จ้าวอี้ซินอยู่พูดคุยสักครู่ก็ขอตัวกลับ ตั้งแต่เธอเรียนจบมีงานและเงิน ทุกเดือนจะแบ่งเงินเป็นค่าใช้จ่ายบางส่วนให้กับที่นี่และยังมอบให้กับมูลนิธิเด็กกำพร้าที่อื่น แต่ละเดือนจ้าวอี้ซินทำบุญนับหมื่นหยวนเธอทำแบบนี้ติดต่อกันมานับสิบปี

“พี่อี้ซิน” เสียงเด็กสาวร้องเรียก จ้าวอี้ซินเดินเข้าไปยังโต๊ะที่เด็กสาวคนนั้นนั่งอยู่

“อาหลินน้องมาได้ยังไง” จ้าวอี้ซินถาม จ้าวหลิน น้องสาวบุญธรรมของเธอ

“มหาวิทยาลัยปิด 10 วันฉันก็เลยกลับมาหาพี่ค่ะ” จ้าวหลินตอบ

“กินอะไรหรือยัง ทำไมไม่เอาของไปเก็บที่ห้อง” จ้าวอี้ซินกับจ้าวหลินอยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เดียวกัน อายุห่างกัน 10 ปี ตอนเด็กจ้าวหลินมักจะคอยเดินตามจ้าวอี้ซินและเรียกจ้าวอี้ซินว่าพี่สาว ต่อมาเมื่อจ้าวอี้ซินเรียนจบจึงได้ขออุปการะส่งเสียจ้าวหลินให้เรียนต่อ

“ฉันเพิ่งมาถึงค่ะ” จ้าวหลินตอบก่อนที่จะขอตัวเอาของขึ้นไปเก็บ ห้องนอนของจ้าวหลินอยู่ชั้น 7 ที่เดียวกับจ้าวอี้ซิน

จ้าวอี้ซินมองตามแผ่นหลังของน้องสาว เธอจำได้ดีวันแรกที่จ้าวหลินมาที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยเขียวซ้ำ เด็กน้อยหวาดกลัวทุกคนที่เข้าใกล้ จ้าวอี้ซินเป็นคนเดียวที่จ้าวหลินยอมให้อยู่ใกล้ เธอจึงเลี้ยงจ้าวหลินมาตั้งแต่เล็กรักเหมือนน้องสาวคนหนึ่ง

เย็นวันนั้นจ้าวอี้ซินพาจ้าวหลินไปกินมื้อค่ำที่ร้านหม้อไฟ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากร้านอาหารมากนักเป็นร้านเปิดใหม่มีลูกค้าประปราย กลับมาถึงห้องพักทั้งคู่แยกย้ายกันเข้าห้องตัวเอง

“ก๊อก ก๊อก” เสียงเคาะประตูดังขึ้น จ้าวหลินรีบวิ่งไปเปิดประตู

“พี่เข้ามาก่อนค่ะ” จ้าวหลินจูงมือจ้าวอี้ซินไปนั่ง

“พี่มีเรื่องสำคัญจะคุยกับเรา” ในมือของจ้าวอี้ซินถือซองใส่เอกสารเอาไว้

“เรื่องอะไรหรือคะ” จ้าวหลินถามด้วยความงุนงง

“นี่เป็นพินัยกรรมที่พี่ทำเอาไว้” จ้าวอี้ซินเปิดซองหยิบเอกสารด้านในออกมา

“พินัยกรรมทั้งหมดพี่เขียนเอาไว้อย่างละเอียด เงินเก็บของพี่แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกมอบให้เธอ อีกส่วนมอบให้บ้านเด็กกำพร้า ร้านอาหารและอสังหาริมทรัพย์มอบให้เธอทั้งหมด” จ้าวอี้ซินยื่นเอกสารให้จ้าวหลิน

“ฉันไม่รับค่ะ” จ้าวหลินปฏิเสธ

“ทำไมเธอถึงไม่รับ” จ้าวอี้ซินถาม

“ต่อไปพี่ต้องแต่งงานมีลูกมีครอบครัว ของเหล่านี้พี่เก็บไว้ให้พวกเขาเถอะค่ะ ทุกวันนี้ที่พี่ส่งเสียฉันเรียนก็มากพอแล้ว” จ้าวหลินตอบ

“อาหลินพี่คงไม่มีโอกาสนั้นหรอกนะ เธอก็รู้ว่าวัน ๆ พี่ทำแต่งานอยู่แต่ในครัว” จ้าวอี้ซินมองหน้าน้องสาวก่อนที่จะลุกขึ้นยืน

“พี่ทำลายพินัยกรรมทิ้งเถอะค่ะ พี่ยังต้องอยู่กับฉันอีกนาน” จ้าวหลินเดินเข้าไปสวมกอดพี่สาวเอาไว้

“ทำเอาไว้ก็ไม่เสียหายหากพี่เป็นอะไรขึ้นมาเธอจะได้ไม่ลำบาก” จ้าวอี้ซินลูบผมน้องสาว

“แต่ฉันไม่อยากได้ของพวกนี้ฉันอยากให้พี่อยู่กับฉันตลอดไป” จ้าวหลินร้องไห้

“เอาล่ะ หยุดร้องได้แล้วพี่ไม่ได้จะทิ้งเธอไปไหนเสียหน่อย แต่เธอรับปากกับพี่ได้ไหม หากไม่มีพี่แล้วเธอจะดูแลร้านอาหารแห่งนี้ให้พี่” ตั้งแต่อุปการะเลี้ยงดูจ้าวหลิน จ้าวอี้ซินได้สอนทำอาหารแม้ฝีมือจ้าวหลินจะไม่เทียบเท่าพี่สาวแต่ก็อร่อยกว่าพ่อครัวบางร้าน

“รอฉันเรียนจบก็จะกลับมาช่วยงานพี่แล้วค่ะ พี่ไม่ต้องกลัวถึงเวลานั้นฉันจะช่วยพี่ทำงานให้พี่มีเวลาไปท่องเที่ยวตามความฝันของพี่” จ้าวหลินเช็ดน้ำตา

“ขอบใจน้องมากพี่จะถือว่านี่เป็นคำสัญญาของเราสองคน” จ้าวอี้ซินเปิดประตูห้องก่อนที่จะเดินกลับเข้าห้องของเธอ

จ้าวอี้ซินกลับเข้าห้องแล้วล้มตัวลงนอน แสงสีทองลอยขึ้นมาจากสร้อยประคำโอบล้อมร่างจ้าวอี้ซินเอาไว้

เสียงไก่ขันปลุกคนในบ้านให้ตื่นนอน ตามมาด้วยเสียงผ่าฟืน จ้าวอี้ซินนอนหลับอยู่บนเตียงเธอรับรู้ได้ถึงกลิ่นควันที่เกิดจากการก่อไฟ

“ใครมาก่อไฟแถวนี้” จ้าวอี้ซินพลิกตัวนอนตะแคง

“สะใภ้สามตื่นได้แล้วจะนอนกินบ้านกินเมืองไปถึงไหน คนอื่นลุกขึ้นมาช่วยงานหมดแล้ว” เสียงตะโกนทำให้จ้าวอี้ซินต้องยกมือขึ้นมาปิดหู

“อาหลินน้องเบาเสียงโทรทัศน์หน่อย” จ้าวอี้ซินตะโกนออกไปเธอนึกว่าจ้าวหลินกำลังดูละคร

“ปัง ปัง ปัง” เสียงเคาะประตูดังขึ้น จ้าวอี้ซินนอนต่อไม่ไหวจึงลุกขึ้นมา

“ส่งเสียงดังทำไมคนจะนอน” จ้าวอี้ซินลืมตาก่อนที่สายตาจะพบกับความเปลี่ยนแปลง

“นี่ไม่ใช่ห้องนอนของฉัน แล้วฉันอยู่ที่ไหน” จ้าวอี้ซินมองเตียงนอนที่ทำจากไม้และฟูกนอนที่ทำจากนุ่นไม่ใช่ที่นอนราคาแพงของเธอ เมื่อเงยหน้าขึ้นไปก็เจอกับหลังคาที่มุงด้วยกระเบื้อง และผนังบ้านทำจากอิฐแดง

“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน” จ้าวอี้ซินมองซ้ายมองขวาพบว่าเธออยู่ในห้องเพียงคนเดียว ยังไม่ทันได้ทำความเข้าใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเสียงเปิดประตูก็ดังขึ้นพร้อมกับร่างของชายหนุ่มคนหนึ่ง

“ตื่นแล้วหรือครับ” ร่างสูงใหญ่เดินเข้ามา จ้าวอี้ซินเงยหน้าขึ้นมอง

“คุณเป็นใครคะ” นี่คือประโยคแรกที่เธอพูดกับชายแปลกหน้าคนนั้น

“อี้ซินคุณเป็นอะไร ผมหวังข่ายสามีของคุณยังไงเล่า” หวังข่ายเดินเข้ามายื่นมือจับหน้าผากภรรยา

“สามี ฉันยังไม่ได้แต่งงานจะมีสามีได้ยังไง” จ้าวอี้ซินตอบพร้อมกับใส่รองเท้าแล้วเดินออกไป

“คุณจะไปไหน คุณยังไม่หายดีเลยนะ” หวังข่ายร้องห้าม

“ฉันจะกลับบ้าน” จ้าวอี้ซินเปิดประตูห้องก่อนที่จะวิ่งออกไป

“คุณกลับมาก่อน” หวังข่ายวิ่งตามออกไป

“นี่มัน” จ้าวอี้ซินหยุดอยู่ตรงลานบ้านเธอมองดูรอบด้านไม่ใช่สถานที่ที่เธอคุ้นเคย

“สะใภ้สามหล่อนเป็นอะไรไป แค่ล้มหัวฟาดพื้นทำให้หล่อนเป็นบ้าไปแล้วหรือไง” เสียงตะโกนด้านหลัง จ้าวอี้ซินหันกลับไปมองพบหญิงสูงวัยคนหนึ่งยืนอยู่

“แม่ครับ อี้ซินไม่สบายผมจะพาเธอไปหาหมอ” หวังข่ายเดินเข้ามา

“หาหมอ จะหาอะไรนักหนาฉันแต่งหล่อนเข้ามาเป็นสะใภ้ให้ช่วยทำงานบ้าน แต่นี่อะไรสามวันดีสี่วันไข้ นี่ฉันแต่งหม้อยาเดินได้เข้าบ้านมาหรือไง” แม่หวังพูดเสียงดังจนชาวบ้านที่เดินผ่านไปผ่านมาหยุดมอง

“จะมามุงดูอะไรฉันด่าลูกสะใภ้ไม่ได้ทำใครตายสักหน่อย” แม่หวังเขวี้ยงไม้ฟืนลงบนพื้น “สะใภ้สามกลับเข้าบ้านเดี๋ยวนี้”

“คุณพูดกับฉันหรือคะ” จ้าวอี้ซินถามหญิงชรา

“ฉันก็พูดกับหล่อนน่ะสิ หรือหล่อนคิดว่าฉันพูดกับผีที่ไหน” พูดจบแม่หวังก็เดินกลับเข้าบ้าน

จ้าวอี้ซินยืนมองหญิงสาวรู้สึกสับสนเธอไม่รู้ว่าตอนนี้เธออยู่ที่ไหน แต่ที่แน่ ๆ ไม่ใช่บ้านของเธอแน่นอน

“กลับเข้าห้องเถอะครับ” หวังข่ายเดินเข้ามาจับข้อมือของหญิงสาวก่อนที่จะจูงมือพาเข้าห้องนอน

“นอนพักก่อนครับ ผมจะไปต้มน้ำมาเช็ดตัวให้คุณ” หวังข่ายพาภรรยามาส่งที่ห้องนอนก่อนที่จะออกไปด้านนอก

“ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง” จ้าวอี้ซินหลับตาแล้วเข้าสู่ห้วงฝัน

“นังหนูตื่นก่อน” เสียงชายชราร้องเรียกปลุกให้จ้าวอี้ซินลืมตาขึ้นมา

“คุณลุงเราเจอกันอีกแล้ว” จ้าวอี้ซินมองใบหน้าคุณลุงดูดวงที่เคยเจอกันที่วัด

“นังหนูลุกมานี่เร็วเข้า” คุณลุงคนเดิมกวักมือเรียก จ้าวอี้ซินจึงลุกตามออกไป

“นั่นฉันนี่ค่ะ” จ้าวอี้ซินมองดูภาพตัวเองนอนอยู่บนเตียงนอน สักพักภาพตัดไปตอนนี้เธอกับคุณลุงหยุดอยู่ที่โรงพยาบาล จ้าวอี้ซินมองภาพจ้าวหลินกำลังกอดร่างไร้วิญญาณของเธอพร้อมกับร้องไห้ ถัดมาเป็นงานศพของเธอที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่มีคนมาร่วมงานมากมาย จ้าวอี้ซินมองสวีเหม่ยเหรินเพื่อนรักที่ร้องไห้จนหมดสติไม่ต่างจากจ้าวหลิน

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...