โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธุรกิจไทยในกัมพูชาไม่ได้รับผลกระทบ ยังดำเนินกิจการได้

PPTV HD 36

อัพเดต 30 ก.ค. 2568 เวลา 02.54 น. • เผยแพร่ 29 ก.ค. 2568 เวลา 11.49 น.
“กรมพัฒนาธุรกิจการค้า” ยืนยันธุรกิจไทยในกัมพูชาไม่ได้รับผลกระทบ ยังดำเนินกิจการได้ตามปกติ ด้านยอดเลิกกิจการ มิ.ย.68 ที่ 1,468 ราย เพิ่มขึ้น 3.67%

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากสถานณ์ในพื้นที่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้น กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้มีการพูดคุยกับสำนักงานการค้าต่างประเทศของไทยในกัมพูชา พบว่าธุรกิจไทยที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชา เช่น ธุรกิจสิ่งทอ ร้านค้าปลีก และสถานีบริการน้ำมัน ยังสามารถดำเนินกิจการได้เป็นปกติ พร้อมยืนยันว่ายังไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด

นอกจากนี้ หากธุรกิจในต่างประเทศต้องการความช่วยเหลือโดยตรง กรมกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะประสานผ่านกรมการค้าต่างประเทศ ซึ่งดูแลเรื่องการค้าและการลงทุนไทยในต่างประเทศโดยเฉพาะ

อย่างไรก็ตาม การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนมิถุนายน 2568 นางอรมน ระบุว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้วิเคราะห์สถานการณ์พบ มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 7,023ราย ลดลง 328 ราย (-4.46%) เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน 67 ขณะเดียวกันเมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 68 กลับเพิ่มขึ้น 5.34% และทุนจดทะเบียนเดือนมิถุนายน 68 อยู่ที่ 18,113 ล้านบาท ลดลง 9,866 ล้านบาทเมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน 67

ส่วนการจัดตั้งใหม่ในครึ่งแรกของปี 68 (มกราคม-มิถุนายน 2568) นางอรมน กล่าวว่า มีจำนวน 43,838 ราย ลดลง 2,545 ราย (-5.49%) เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 67 ขณะที่ทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 149,140 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,061 ล้านบาท (2.80%) เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 67 สะท้อนให้เห็นถึงปัจจัยเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่ท้าทายและการรอดูทิศทางเศรษฐกิจในประเทศ ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐช่วยเข้ามาลดผลกระทบบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและดึงความเชื่อมั่น

แต่เมื่อพิจารณาเชิงลึก นางอรมน ชี้ให้เห็นว่า ประเภทธุรกิจกว่า 328 ประเภทจาก 919 ธุรกิจที่มีอัตราการจัดตั้งเพิ่มขึ้น คิดเป็น 35.69% และมีธุรกิจบางกลุ่มเติบโตต่อเนื่อง เช่นธุรกิจให้คำปรึกษา ธุรกิจขนส่งสินค้า ธุรกิจขายส่ง และกลุ่มโรงแรมรีสอร์ทที่ขยายตัวในช่วงครึ่งปีแรกติดต่อกันถึง 3 ปี

ขณะเดียวกันการจดทะเบียนเลิกเดือนมิถุนายน 68 มีจำนวน 1,468 ราย เพิ่มขึ้น 52 ราย (3.67%) เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน 67 และมีทุนจดทะเบียนเลิก 10,403 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5,499 ล้านบาท (112.16%) เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน 67 จากการที่มีบริษัทที่มีมูลค่าทุนจดทะเบียนสูงเลิกประกอบกิจการถึง 3 ราย มูลค่าทุนจดทะเบียนรวมทั้งสิ้น 4,324 ล้านบาท
ส่วนการจดทะเบียนเลิกครึ่งปีแรกของปี 68 (มกราคม-มิถุนายน 2568) นางอรมน กล่าวต่อว่า มีจำนวน 6,244 ราย เพิ่มขึ้น 205 ราย (3.39%) เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 67 (6,039 ราย) ทุนจดทะเบียนเลิกสะสมอยู่ที่ 30,544 ล้านบาท ลดลง 46,205 ล้านบาท (-60.20%) เมื่อเทียบกับครึ่งปีแรกของปี 67

นอกจากนี้ นางอรวรรณให้ความเห็นว่า แม้ตัวเลขการจะตั้งธุรกิจจะชะลอตัวบ้าง แต่เงินลงทุนจดทะเบียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในส่วนของการจดธุรกิจตัวเลขขยับขึ้นเล็กน้อยแต่ทุนเลิกลดลง ซึ่งถือว่าเป็นไปตามวัฏจักรของการจดทะเบียนธุรกิจ โดยมีสัดส่วนการจัดตั้งธุรกิจต่อการจดทะเบียนเลิก อยู่ที่7:1 กล่าวคือจัดตั้ง 7 ราย เลิก 1 ราย ซึ่งสัดส่วนนี้
จะเท่ากับค่าเฉลี่ยของครึ่งปีแรกในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (2563-2567)

ทั้งนี้ ในเดือนมิถุนายน และช่วงครึ่งปีแรก ของปี 68 มีธุรกิจที่มีการจัดตั้งใหม่สูงสุดและเลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่

  • ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป
  • ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
  • ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร

สำหรับแนวโน้มช่วงครึ่งปีหลังนี้ นางอรมนกล่าวเพิ่มเติมถึงการพิจารณาข้อมูลการจัดตั้งธุรกิจย้อนหลังไป 5 ปี พบว่า ในช่วงครึ่งปีแรกการจัดตั้งธุรกิจจะมีสัดส่วนกว่า 50% แต่ครึ่งปีหลังจะมีอัตราการเติบโตที่สูงขึ้นในทุกปี เช่น ในปี 67 มีการจัดตั้งธุรกิจตลอดทั้งปี 87,596 ราย แบ่งเป็นครึ่งปีแรก 46,383 รายสัดส่วนการจัดตั้ง 53% อัตราการเติบโต -1.91% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 66 และครึ่งปีหลังมีการ จัดตั้งธุรกิจ 41,213 รายสัดส่วนการจัดตั้ง 47% อัตราการเติบโต 8.42% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 66

ด้วยเหตุนี้จึงคาดการณ์ว่าครึ่งปีหลังของปีนี้ จะมีจำนวนการจดทะเบียนธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้นจากครึ่งปีหลังของปี 67 อยู่ที่ประมาณ 41,000 - 42,000 ราย และตลอดทั้งปีนี้คาดว่าจะมียอดจดทะเบียนรวม 85,000 รายใกล้เคียงกับปี 67 ซึ่งได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เช่น โครงการเที่ยวคนละครึ่ง ซึ่งช่วยกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคภายในประเทศอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตในครึ่งปีหลังนี้ ได้แก่ ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท ห้องชุด ธุรกิจขนส่งคนโดยสารและสินค้า ธุรกิจขายส่งผลิตภัณฑ์อาหาร และธุรกิจร้านอาหารและภัตตาคาร

อย่างไรก็ตาม แม้แนวโน้มโดยรวมจะอยู่ในเกณฑ์ดี แต่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะมาตรการภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tax) ของสหรัฐฯที่คาดว่าจะประกาศออกมาในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา โดยนางอรมน ย้ำว่า ต้องรอดูรายละเอียดอัตราภาษีที่จะมีผลบังคับจริงก่อน จึงจะสามารถประเมินผลกระทบเชิงลึกได้ โดยเฉพาะกับกลุ่มสินค้าส่งออกของไทย

ทั้งนี้ ในระยะยาวกระทรวงพาณิชย์จะเน้นยุทธศาสตร์กระจายตลาด ส่งเสริมการหาตลาดใหม่ ลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถเชื่อมโยงใน value chain ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นางอรมน ระบุอีกด้วยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะเร่งผลักดันธุรกิจแฟรนไชส์ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของไทย โดยขณะนี้มีแฟรนไชส์ภายใต้การกำกับดูแลประมาณ 500 กว่าราย จากทั้งหมดกว่า 600 รายในประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่กลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม บริการ ไปจนถึงธุรกิจการศึกษา

“ผู้ประกอบการหน้าใหม่ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากศูนย์ เพราะสามารถเลือกแฟรนไชส์ที่มีระบบบริหารจัดการและมาตรฐานที่ดีได้ทันที และในเดือนสิงหาคมนี้ เราจะพาธุรกิจไทยไปออกงานแฟร์แฟรนไชส์ที่ประเทศมาเลเซีย รวมถึงจัดกิจกรรมแฟรนไชส์โรดโชว์ในภูมิภาคต่างๆ ของไทยอีกด้วย”

พร้อมกันนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยังร่วมมือกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) และธนาคารออมสิน ในออกผลิตภัณฑ์สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และผลักดันการใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยบริหารจัดการต้นทุน การทำตลาดออนไลน์ และการเชื่อมโยงกับลูกค้าในโลกดิจิทัล เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับผู้ประกอบการ

นอกจากนี้ ความคืบหน้าในการจัดการปัญหาธุรกิจผิดกฎหมาย (นอมินี) พบว่า การดำเนินคดีกับธุรกิจนอมินี ตั้งแต่ 1 กันยายน 67 – 30 มิถุนายน 68 ตรวจพบแล้ว 871 ราย มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างคณะกรรมการบริหารจัดการสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ผิดกฎหมาย ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน โดยเมื่อมีการประชุมคณะกรรมการชุดใหม่ จะมีการรายงานความคืบหน้ารายกรณี และวางแนวทางจัดการธุรกิจนอมินีอย่างเป็นระบบต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

“สรวงศ์” เผย เหตุไทย-กัมพูชา ทำนักท่องเที่ยวยกเลิกเดินทาง 8,000 คน

"พงศ์กวิน" ผุดมาตรการเร่งด่วน ช่วยแรงงานได้รับผลกระทบชายแดนไทย - กัมพูชา

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ธุรกิจไทยในกัมพูชาไม่ได้รับผลกระทบ ยังดำเนินกิจการได้

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่

- Website : https://www.pptvhd36.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...