โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

'แพ้ยา' อันตรายถึงชีวิต เกิดขึ้นได้ทุกคน อาการแบบไหน? ต้องระวัง

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 27 ก.ค. 2568 เวลา 05.31 น. • เผยแพร่ 27 ก.ค. 2568 เวลา 08.42 น.

เมื่อพูดถึงการใช้ยา หลายคนอาจคิดว่าเพียงกินยาตามแพทย์สั่งก็เพียงพอแล้ว แต่รู้หรือไม่ว่า “แพ้ยา” เป็นปัญหาทางการแพทย์ที่อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน หากเกิดอาการแพ้ยารุนแรงขึ้นมาแล้วไม่ได้รับการดูแลอย่างทันท่วงที อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

บทความนี้จะพาไปรู้จักสาเหตุอาการ วิธีป้องกัน และวิธีดูแลรักษาเมื่อเกิดผื่นแพ้ยา เพื่อให้คุณและคนที่คุณรักปลอดภัยจากภัยเงียบที่อันตรายนี้

แพ้ยา เกิดจากอะไร ?

การแพ้ยา คือ ปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ตอบสนองต่อสารในตัวยาอย่างผิดปกติ เมื่อร่างกายมองว่ายานั้นเป็นสิ่งแปลกปลอม แม้ว่าจะเป็นยาที่ใช้รักษาโรคก็ตาม ส่งผลให้เกิดอาการแพ้ที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละคน บางรายมีแค่อาการคันเล็กน้อย ขณะที่บางรายอาจมีผื่นขึ้นทั้งตัว หรือมีอาการรุนแรงถึงขั้นระบบหายใจล้มเหลว

ปฏิกิริยานี้มักเกิดหลังจากได้รับยาครั้งแรกแล้วมีการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้เกิดการสร้างแอนติบอดีที่จดจำตัวยา เมื่อใช้ยานั้นซ้ำในอนาคต ร่างกายจึงตอบสนองอย่างรุนแรงมากขึ้น การแพ้ยาไม่ใช่ผลข้างเคียงของยา แต่เป็นปฏิกิริยาภูมิแพ้ที่ต้องเฝ้าระวัง

ผื่นแพ้ยา เป็นหนึ่งในอาการแพ้ยาที่พบบ่อยที่สุด โดยแสดงออกทางผิวหนังในรูปแบบของผื่นคัน ตุ่มแดง หรือลักษณะคล้ายลมพิษ มักปรากฏภายใน 1-2 วันหลังเริ่มใช้ยา หรือเป็นผื่นแดง คัน หากเป็นปฏิกิริยาแบบ delayed hypersensitivity มักมีอาการหลังได้ยาเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

สัญญาณ 'เลือดข้นหนืด' ที่คนนอนน้อยต้องระวัง สุขภาพแย่ จิตใจพัง

ภัยสุขภาพ! เฝ้าระวัง 'โรคติดเชื้อ-ภาวะขาดน้ำ' ซ้ำเติมชาวบ้านชายแดน

สัญญาณอันตรายของผื่นแพ้ยา

ลักษณะของผื่นแพ้ยาอาจแตกต่างกันไป เช่น

  • ผื่นแดงราบหรือมีตุ่มนูน
  • ผื่นกระจายทั่วร่างกายหรือเป็นจุด ๆ
  • ผิวลอกหรือมีตุ่มน้ำพอง

หากคุณมีผื่นเกิดขึ้นหลังจากใช้ยาใหม่ ๆ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันที อย่าซื้อยารับประทานเองโดยไม่รู้ต้นเหตุของอาการ เพราะอาจยิ่งกระตุ้นให้รุนแรงขึ้น

พญ.สัญชวัล วิทยากรฤกษ์ สาขาวิชาเวชศาสตร์ผู้ป่วยนอกเด็กและวัยรุ่น ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าว แม้ผื่นแพ้ยาส่วนใหญ่จะไม่รุนแรง แต่ก็มีบางกรณีที่อันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะถ้าเกิดอาการแพ้ชนิดรุนแรง เช่น

  • มีไข้สูง หนาวสั่น
  • ผื่นขึ้นรวดเร็วทั่วร่างกาย
  • ผิวหนังพอง น้ำเหลืองไหล ลอกเป็นแผ่น
  • ตาแดง มีแผลในปาก หรืออวัยวะเพศ
  • หายใจลำบาก แน่นหน้าอก บวมที่ใบหน้า ริมฝีปาก หรือคอ
  • ความดันเลือดต่ำ หมดสติ

หากพบอาการเหล่านี้หลังใช้ยา ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาโดยด่วน เพราะอาจเป็นกลุ่มอาการรุนแรงอย่าง Stevens-Johnson Syndrome (SJS) หรือ toxic epidermal necrolysis (TEN) ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตสูง หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา

ชนิดยาที่มักทำให้เกิดอาการแพ้

ยาทุกชนิดมีโอกาสทำให้แพ้ได้ แต่จากสถิติพบว่ามียาบางกลุ่มที่เสี่ยงสูงต่อการกระตุ้นปฏิกิริยาแพ้ เช่น

  • ยาปฏิชีวนะ โดยเฉพาะกลุ่มเพนิซิลลิน และซัลฟา
  • ยากันชัก เช่น carbamazepine phenytoin
  • ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ibuprofen naproxen
  • ยาเคมีบำบัด
  • ยารักษาวัณโรค และเชื้อรา

แม้จะเคยใช้ยาเหล่านี้โดยไม่แพ้มาก่อน ก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่แพ้ในอนาคต เพราะร่างกายสามารถพัฒนาอาการแพ้ภายหลังได้เช่นกัน

"แพ้ยา" ปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกันทางร่างกาย

การแพ้ยา เป็นปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกันอย่างหนึ่งทางร่างกาย เกิดจากการที่ร่างกายเห็นว่ายาที่ใช้ในการรักษาโรค เป็นสิ่งแปลกปลอม ทำให้ร่างกายพยายามกำจัดยานั้น โดยที่ร่างกายจะกระตุ้นภูมิคุ้มกันออกมาเพื่อต่อต้านยา เกิดการหลั่งสารภูมิแพ้ต่างๆ ส่งผลปรากฏเป็นอาการแพ้ยา

ภญ.ธนิสา กฤษฎาธาร งานบริหารข้อมูลทางเภสัชกรรมและสนับสนุนระบบยา ฝ่ายเภสัชกรรม โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ กล่าวว่าโดยการแพ้ยาส่วนใหญ่ไม่สามารถคาดเดาอายุ เพศ ได้ว่าจะเกิดกับใคร แต่สามารถทราบได้ว่ายาชนิดไหนที่พบสถิติของการแพ้ได้บ่อย เช่น ยาปฏิชีวนะ ยากันชัก ยาแก้ปวด เป็นต้น หรือทราบได้ว่ายากลุ่มใดที่ควรระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากอาจก่อให้เกิดการแพ้ยารุนแรง

อย่างไรก็ตามยาที่ไม่ค่อยจะทำให้เกิดอาการแพ้ ก็สามารถทำให้เกิดอาการแพ้ได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น การแพ้ยา ไม่สามารถคาดเดาได้ ไม่สามารถระบุได้ว่า ผู้ป่วยกลุ่มใดที่มีความเสี่ยงเป็นพิเศษ โดยตั้งแต่เด็กแรกเกิดก็สามารถแพ้ยาได้ ไปจนกระทั่งผู้สูงอายุ

นอกจากนี้ สาเหตุของการแพ้ยา โดยส่วนมาก ไม่สามารถระบุได้ ซึ่งปัจจุบันมียาบางรายการที่พบว่า การแพ้ยานั้น มีความเกี่ยวข้องกับยีนบางชนิดที่สืบทอดทางพันธุกรรมได้

วิธีสังเกต-ข้อแตกต่างระหว่างแพ้ยา VS ผลข้างเคียงยา

ความเหมือนกันของการแพ้ยากับอาการข้างเคียงที่เกิดจากยา คือ เป็นอาการไม่พึงประสงค์จากยา ที่เราไม่ต้องการให้เกิดขึ้น แต่อาการข้างเคียงเป็นสิ่งที่มีข้อมูลและสามารถคาดเดาได้ เช่น ทราบว่ายาชนิดนี้จะออกฤทธิ์บริเวณไหน จะมีผลอย่างไร

ดังนั้น จะสามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดผลข้างเคียงอะไรบ้าง และสามารถคาดเดาได้ถึงกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดอาการข้างเคียง และปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่เพิ่มโอกาสเกิดอาการข้างเคียงได้ ดังนั้นอาการข้างเคียงมักไม่ใช่ข้อห้ามการใช้ยา เพราะสามารถจัดการควบคุม ลดความรุนแรง หรือว่าป้องกันได้

ตัวอย่าง ยาแก้ปวดอักเสบที่ไม่ใช่ยาสเตียรอยด์ (NSAIDs) ที่จำหน่ายโดยทั่วไป เมื่อรับประทานเข้าไปเพื่อมุ่งหวังรักษาอาการปวดและลดอักเสบ แต่ในขณะเดียวกัน เราก็ทราบด้วยว่ายากลุ่มนี้ มีผลในกระเพาะอาหาร ลดการหลั่งสารบางชนิด ทำให้การสร้างเยื่อเมือกในกระเพาะลดลง อาจส่งผลให้เกิดแผลในกระเพาะได้ ซึ่งการเกิดแผลในกระเพาะอาหารจัดเป็นอาการข้างเคียง

โดยที่สามารถคาดเดาได้ว่าใครมีความเสี่ยงจะเกิดการอาการข้างเคียงดังกล่าวได้มาก เช่น ผู้สูงอายุอาจจะเกิดมากกว่า หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวเป็นโรคกระเพาะ ก็อาจจะมีโอกาสเกิดมากกว่า รวมถึงขนาดยาที่ใช้ หากใช้ยาขนาดสูงหรือใช้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานก็มีโอกาสเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้มากกว่า เป็นต้น โดยปัจจัยเสี่ยงทั้งหมดเป็นสิ่งที่สามารถคาดเดาได้ ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการแพ้ยาน่ากลัว และอันตรายกว่าอาการข้างเคียงจากยา ค่อนข้างมาก

อาการแพ้ยาที่ต้องเฝ้าระวัง

  • ลักษณะของการเกิดการแพ้ยา

หากรับประทานยาชนิดนั้นครั้งแรกในชีวิต ยาโดยส่วนใหญ่มักจะไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้หลังจากรับประทานยาเม็ดแรก จะต้องใช้ระยะเวลาระยะหนึ่งหลังจากรับประทานยาต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย จนถึงจุดที่กระตุ้นภูมิคุ้มกันสมบูรณ์จึงจะเกิดอาการแพ้ โดยทั่วไป มักเกิดอาการแพ้ยาหลังเริ่มรับประทานยาต่อเนื่องราว 7-14 วัน ทั้งนี้ ภูมิคุ้มกันจะมีความแตกต่างของแต่ละบุคคล อาจพบหลังจากรับประทานยาต่อเนื่องนาน 1-2 เดือน หรือบางรายอาจพบน้อยกว่า 7 วัน

  • อาการแพ้ยาทั่วไป

พบมากที่สุด คือ อาการทางระบบผิวหนัง เป็นผื่น คัน ขึ้นตามตัว บริเวณร่างกาย แขนขา หรือบริเวณใบหน้า โดยผื่นมีหลายรูปแบบมาก อาจจะมีผื่นนูน ผื่นราบ แต่ก็มักมีอาการคันร่วมด้วย นอกเหนือจากอาการผื่น ที่พบได้จะมีในเรื่องของบวม บริเวณใบหน้า เช่น ตึงหน้า ตา ปาก ก่อนที่จะนูนขึ้น บวมบริเวณใบหน้า ส่วนใหญ่กระจายตามทั่วร่างกาย

  • อาการแพ้ยารุนแรง

อาการแพ้ยารุนแรงเฉียบพลัน อาจพบอาการผื่น ร่วมกับอาการอื่นๆ เช่น หายใจหอบเหนื่อย ปัสสาวะ อุจจาระราด หลอดลมตีบ บางรายมีผื่นร่วมกับความดันตก หรือบางรายเป็นผื่น ปวดท้องเฉียบพลัน อาเจียน ซึ่งถือว่ารุนแรงอันตรายถึงชีวิตได้ หากเข้ารับการรักษาไม่ทัน ในกรณีที่มีอาการรุนแรง อาจจะเกิดทันที ต้องสังเกตยาที่เพิ่งรับประทานไม่นานก่อนเกิดอาการ

  • อาการแพ้ยารุนแรงอื่นๆ เช่น

Stevens-Johnson syndrome จะมีอาการผื่นแดงตามร่างกาย ร่วมกับผื่นบริเวณเยื่อบุบางตำแหน่ง เช่น เยื่อบุตา เยื่อบุในช่องปาก เยื่อบุกระเพาะปัสสาวะ เยื่อบุของอวัยวะสืบพันธุ์ เป็นต้น โดยอาจมีการหลุดลอกของผิวหนังร่วมด้วยได้

  • Toxic epidermal necrolysis

อาการจะคล้ายกับ Stevens-Johnson syndrome แต่จะมีการหลุดลอกของผิวหนัง มากกว่าร้อยละ 30 ของพื้นที่ผิวหนังในร่างกาย ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา เช่น ภาวะติดเชื้อ เป็นต้น จึงอาจส่งผลให้ถึงแก่ชีวิตได้

Dress syndrome อาการผื่น ร่วมกับพบการทำงานของอวัยวะภายในร่างกายผิดปกติ เช่น การทำงานของตับผิดปกติ ระบบเลือดผิดปกติ เป็นต้น

ข้อควรปฏิบัติเมื่อสงสัยว่าแพ้ยา

1. หยุดยา เนื่องจากยาบางตัวออกฤทธิ์นาน การหยุดเร็วจะช่วยลดโอกาสของการพัฒนาไปสู่อาการแพ้ยารุนแรง

2. ควรพบแพทย์ทันทีหลังจากหยุดยา

3.อย่าใช้ยาตามคำแนะนำจากผู้อื่นโดยไม่มีใบสั่งแพทย์

4.พกบัตรหรือสายรัดข้อมือที่ระบุการแพ้ยาไว้เสมอ

การประเมินและวินิจฉัยแพ้ยา

สาเหตุที่ควรพบแพทย์ทันทีหลังจากหยุดยาที่สงสัยแพ้ เพื่อให้เกิดการวินิจฉัยที่ถูกต้องว่าเป็นการแพ้ยา เพราะอาการแพ้ยาบางชนิดอาจคล้ายคลึงกับภาวะโรคอื่น จึงจำเป็นต้องให้แพทย์วินิจฉัยแยกโรคให้ชัดเจน

นอกจากนี้ อาการแพ้ยาบางอย่างอาจต้องการการตรวจร่างกายเพิ่มเติมโดยแพทย์ และอาจต้องส่งผลเลือดเพื่อตรวจดูการทำงานของอวัยวะในร่างกาย ที่อาจเกิดการทำงานผิดปกติได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราไม่สามารถพบได้ด้วยตาเปล่า

รวมถึงเมื่อเราหยุดยาเนื่องจากเกิดอาการแพ้ อาจจำเป็นต้องมีตัวยาทดแทนยาที่แพ้ ยกตัวอย่าง ผู้ป่วยโรคหัวใจพึ่งเริ่มรับประทานยาหัวใจ และมีอาการสงสัยแพ้ยาและหยุดยาไปเอง แต่ไม่ได้มาพบแพทย์ มีโอกาสที่ไม่ได้รับยาทดแทน ก็อาจทำให้โรคหัวใจกำเริบได้ เป็นต้น

เมื่อแพทย์ได้ตรวจและวินิจฉัยแล้วว่าสงสัยแพ้ยา แพทย์จะทำการปรึกษาต่อไปยังเภสัชกร โดยเภสัชกรจะทำการประเมินโดยพิจารณาจากกลไกของยาที่สงสัยแพ้ว่าสามารถเข้ากันได้กับอาการและระยะเวลาการใช้ยาของผู้ป่วย ซึ่งเภสัชกรจะตามประวัติการได้รับยาในอดีตของผู้ป่วยโดยละเอียด ยิ่งทราบประวัติการใช้ยาของผู้ป่วยมากเท่าไหร่ การประเมินแพ้ยาจะมีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้หลังจากมีการประเมินและวินิจฉัยอาการแพ้ยาแล้ว ผู้ป่วยจะได้รับการติดตามหลังจากการหยุดใช้ยาโดยเภสัชกร เนื่องจากหากหยุดยาแล้วอาการหายดีจึงจะสงสัย จะทำให้มั่นใจได้มากขึ้นว่าน่าจะเป็นการแพ้ยา

ความสำคัญของบัตรแพ้ยา

1. การแสดงบัตรแพ้ยา เมื่อเข้ารักษาตัว ณ สถานพยาบาลต่างๆ ทั้งร้าน คลินิก โรงพยาบาล เป็นการสื่อสารกับบุคลากรทางการแพทย์ ให้หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่แพ้

2. การพกบัตรแพ้ยาติดตัว เช่น พกติดบัตรประชาชนในกระเป๋าเงิน จะมีประโยชน์กรณีเกิดอุบัติเหตุ หมดสติ ไม่สามารถสื่อสารเรื่องประวัติแพ้ยาได้ บัตรแพ้ยาจะเป็นสิ่งที่ช่วยสื่อสารแทนตัวเรา เพื่อให้หลีกเลี่ยงการได้รับยาที่แพ้ได้

ผลจากการได้รับยาที่แพ้ซ้ำ

เมื่อได้รับยาที่เคยแพ้ซ้ำ มีโอกาสที่อาการแพ้ยาจะเกิดขึ้นซ้ำ โดยอาจเกิดในครั้งที่ 2 อาจเกิดได้รวดเร็วขึ้นและพัฒนารุนแรงกว่าครั้งก่อน เช่น การแพ้ยาครั้งแรกเกิดอาการผื่น

การได้รับยาครั้งที่ 2 อาจจะมีผื่นร่วมกับอาการของระบบร่างกายอื่นๆ ทำงานผิดปกติ หรืออาจเกิดอาการเฉียบพลันเพิ่ม มีหายใจไม่สะดวก แน่นหน้าอกร่วมด้วย เป็นต้น ดังนั้น เมื่อมีประวัติแพ้ยาแล้ว จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีประวัติแพ้

ทั้งนี้ จึงไม่แนะนำให้ทดลองให้ใช้ยาที่เคยแพ้ซ้ำด้วยตนเอง หากจำเป็นต้องใช้ยา การทดลองใช้ยาที่แพ้ซ้ำ ต้องอยู่ในดุลพินิจของแพทย์เท่านั้น โดยทั่วไปจะใช้เมื่อแพทย์พิจารณาแล้วว่ามีความจำเป็นต้องใช้ยาดังกล่าว เพื่อประโยชน์ในการรักษามากกว่าความเสี่ยงของเรื่องอาการแพ้ยา รวมถึงยาหรืออาการแพ้บางอาการ จำเป็นต้องมีวิธีเฉพาะในทดลองใช้ยา เช่น ค่อยๆ เพิ่มขนาดยาทีละน้อย เป็นต้น ซึ่งกระบวนการดังกล่าวควรอยู่ในความดูแลของแพทย์เฉพาะทางโรคภูมิแพ้

การป้องกันการเกิดแพ้ยา

  • ในผู้ที่ยังไม่เคยแพ้ยามาก่อน

ปัจจุบันยาส่วนใหญ่ยังไม่สามารถป้องกันการแพ้ได้ เนื่องจากการไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดขึ้นกับใครหรือเมื่อไหร่

แต่อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมียาบางรายการที่พบว่าการแพ้ยามีความเกี่ยวข้องกับยีนบางชนิดที่สืบทอดทางพันธุกรรมได้ โดยสามารถตรวจยีนดังกล่าว ก่อนเริ่มใช้ยาได้ หากผลตรวจยีนเป็น positive หมายถึง ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงในการเกิดแพ้ยาชนิดรุนแรงจากยาดังกล่าว จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ยา

ปัจจุบันทางโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ได้ให้บริการตรวจยีนแพ้ยาในยา 5 รายการ ได้แก่ Allopurinol, Carbamazepine, Nevirapine, Abacavir และ Dapsone ทั้งนี้การตรวจจะสามารถทำได้หากผู้ป่วยมีข้อบ่งใช้ในการใช้ยา ไม่สามารถขอตรวจเพื่อขอทราบผลยีนแพ้ยาโดยไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยาดังกล่าวได้

นอกจากนี้ การใช้ยาโดยทั่วไป ควรรับยาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น แหล่งสถานพยาบาล คลินิก ร้านขายยาที่มีเภสัชกร เป็นต้น ไม่ควรใช้ยาชุดที่เป็นยาหลายเม็ดรวมกันในซองเดียว จากคนที่แนะนำมา แต่ไม่รู้ชื่อหรือแหล่งที่มา

เนื่องจากหากเกิดอาการแพ้หรือเกิดผลข้างเคียงขึ้นจะไม่สามารถสืบค้นข้อมูล ทำให้ไม่ทราบชื่อยาที่แพ้หรือเกิดอาการข้างเคียง เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการครั้งถัดไปได้ง่ายขึ้น เนื่องจากไม่ทราบชื่อยา

  • ในผู้ที่มีประวัติแพ้ยา

สามารถป้องกันการเกิดแพ้ยาซ้ำ โดยการแจ้งชื่อยาที่แพ้ทุกครั้งที่เข้ารับการรักษา ณ สถานพยาบาลต่างๆ รวมถึงให้ความร่วมมือ เมื่อบุคลากรทางการแพทย์ สอบถามเรื่องประวัติแพ้ยา และพกบัตรแพ้ยาติดตัวเสมอ

อ้างอิง: Rama Channel , คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...