โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พ่อใจสลาย ลูกสาววัย 2 ขวบ กินเยลลี่ ผสมกัญ (ชา) ถูกหามส่ง รพ.ด่วน

NATIONTV

อัพเดต 05 ก.ค. 2568 เวลา 00.07 น. • เผยแพร่ 05 ก.ค. 2568 เวลา 06.48 น.

5 กรกฎาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้ปกครองรายหนึ่ง ได้นำเรื่องเยลลี่กัญชา มาโพสต์ในโซเชียลจนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากที่เด็กหญิง 2 ขวบ 6 เดือน ได้กินเยลลี่หมี ผสมกัญชา ไป 10 เม็ด ก่อนที่จะไปโรงเรียน โดยไม่ทราบว่าเยลลี่ดังกล่าวนั้นมาจากไหน และได้กินเข้าไป

เมื่อไปถึงโรงเรียน น้องได้มีอาการง่วงนอนจากคลิปและภาพที่ครูประจำชั้นส่งมานั้นลูกสาวของเขานั่งหลับ ตาปรือ ง่วงซึม และไม่ร่าเริงเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาโรงเรียน เมื่อถึงเวลาอาหารกลางวัน ครูปลุกมาทานอาหาร ก็ไม่ตื่น คุณครู จึงโทรเรียกผู้ปกครอง เกรงว่าน้องจะไม่สบาย ทางคุณลุงจึงได้ไปรับและนำตัวน้องส่งโรงพยาบาลทันที

ตอนแรกทางแพทย์ยังหาสาเหตุของอาการป่วยน้องไม่เจอ กระทั่งทางครอบครัว ได้มีการคุยกันทางกลุ่มไลน์ และสอบถาม ว่าวันเกิดของลุงเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2568 มีใครนำอะไรให้น้องกินหรือไม่ ลักษณะเหมือนคนเมากัญชา จนมีเพื่อนในกลุ่มบอกว่า ได้มีหนุ่มคนหนึ่งพร้อมแฟนสาว ชาวจังหวัดลำปาง ที่เดินทางมาร่วมงานวันเกิดของลุงของเด็ก ได้แอบนำเยลลี่กัญชา มากินในงานเลี้ยง ทางลุงของเด็ก จึงได้สอบถามไป ซึ่งเจ้าของเยลลี่กัญชานั้นก็ยอมรับว่าเป็นผู้นำเยลลี่ไปกิน และลืมนำกลับไปบ้านที่ลำปางด้วย

เมื่อได้ยินเช่นนั้นทางลุงของเด็ก จึงได้ไปบอกแพทย์ เพื่อที่จะทำการรักษาเด็ก ซึ่งทางแพทย์ ต้องฉีดยาให้เด็กเพื่อนอนหลับ เด็กหญิง วัย 2 ขวบ 6 เดือนนั้น นอนหมดสติไปประมาณ 24 ชั่วโมง ทางครอบครัว จึงนำเรื่องนี้มาโพสต์เตือนภัย เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องรับทราบถึงปัญหาส่วนผสมในกัญชา ที่มาผสมกับขนม หรืออาหาร เพราะถ้าเด็กไม่ทราบ และนำไปทาน อาจได้รับอันตรายถึงชีวิตได้

ล่าสุดวันนี้ (5ก.ค.2568) ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่พูดคุยกับพ่อของเด็กหญิงดังกล่าว ขณะนี้ได้กลับเข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาลอีกครั้ง หลังจากเพิ่งออกโรงพยาบาลไปเมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2568 เมื่อช่วงบ่าย แต่หัวค่ำวันเดียวกัน ต้องกลับเข้ามารักษาอาการป่วยใหม่ เนื่องจากน้องมีไข้สูง และหูแว่วตลอดเวลา

นาย เอ็ม (นามสมมุติ) อายุ 31 ปี พ่อของเด็กหญิง เปิดเผยว่า ที่ต้องออกมาให้สัมภาษณ์สื่อ และมีการโพสต์เตือนภัยนั้น เพราะไม่ต้องการให้เรื่องนี้ไปเกิดขึ้นกับเด็กคนไหนอีก เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวนั้นถือว่าเป็นเสี้ยววินาทีเลยก็ว่าได้ที่ทุกคนภายในบ้านต่างพากันตกใจที่ลูกสาวตนเองมีอาการป่วยง่วงซึมโดยไม่รู้สาเหตุ

แต่เมื่อสอบถามเพื่อนของลุงแล้วทราบว่าได้นำเยลลี่กัญชารูปหมีมากินและลืมนำกลับบ้าน ก่อนที่ลูกสาวตนจะหยิบกระปุกเยลลี่ขึ้นรถไปกินขณะไปโรงเรียนโดยเด็กได้กินเยลลี่ไปถึง 10 ชิ้น เกือบจะช๊อก โชคดีที่คุณครูสังเกตุอาการเด็ก และทางคุณลุงนำตัวหลานสาวส่งโรงพยาบาลได้ทันเวลา ทำให้ลูกสาวตนรอดจากเหตุการณ์นี้

ซึ่งจากใบรับรองแพทย์ระบุว่า ลูกสาวตนเองเป็นภาวะเปลี่ยนแปลงของระดับความรู้สึกตัวแบบฉับพลันจากการได้รับพิษกัญชาโดยบังเอิญ และโพรงไซนัสอักเสบเฉียบพลัน จึงทำให้ลูกสาวมีอาการป่วย

ดังนั้นจึงต้องการให้คนที่นำเยลลี่กัญชามากินที่บ้านตนออกมารับผิดชอบกับเรื่องนี้ และยืนยันจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด เพราะการที่คุณนำขนมดังกล่าวเข้ามากินส่งผลกระทบต่อครอบครัวของเขาเป็นอย่างมาก ลูกต้องมาป่วยเข้าโรงพยาบาลเกือบเอาชีวิตไม่รอด และไม่สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลที่หมดไป 50,000 กว่าบาทได้ เพราะประกันไม่จ่ายบอกว่าสาเหตุดังกล่าวไม่ได้เกิดจากโรค แต่เกิดจากสารเสพติด

ขณะเดียวกัน อาการของลูกสาวเองก็ไม่ได้หายขาด หลังจากออกโรงพยาบาลไปไม่ถึงครึ่งวันก็ต้องกลับมารักษาตัวที่โรงพยาบาลต่อ เพราะมีไข้และหูแว่วตลอดเวลา และหากรักษาอาการหายแล้วในอนาคตยังไม่รู้ว่าสารจากกัญชาจะไปกระทบกระเทือนต่อสมองเด็กต่อไปในอนาคตหรือไม่

ดังนั้น เมื่อวานนี้ตอนเย็น (4 ก.ค. 2568) ตนได้เข้าแจ้งความ กับ ตำรวจ สภ.หางดง แล้ว พร้อมกับนำกระปุกและเยลลี่สีดำ 2 ตัวที่เหลือไปเป็นหลักฐานส่งให้กับตำรวจ เบื้องต้นทางตำรวจได้รับลงบันทึกประจำวันไว้ก่อนและจะส่งเยลลี่ที่เหลือ 2 ตัวไปตรวจเพื่อหาสารเสพติด

อย่างไรก็ตาม ตนเองอยากให้กรณีของลูกสาวตนเองนั้นเป็นเคสตัวอย่างและต้องการฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินการกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง ไม่ควรมีแต่กฎหมายควบคุมดอกกัญชาเท่านั้น ควรมีการควบคุมพวกอาหารและขนมด้วย ซึ่งเด็กที่ไม่ทราบหรือประชาชนที่แพ้กัญชาอาจได้รับอันตรายจากพิษภัยของกัญชาได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...