โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ไทยชี้แจงต่อที่ประชุม UNSC ชี้กัมพูชาละเมิดอธิปไตยไทย ด้านกัมพูชาเรียกร้อง ‘หยุดยิงทันที’

THE STANDARD

อัพเดต 26 ก.ค. 2568 เวลา 02.43 น. • เผยแพร่ 26 ก.ค. 2568 เวลา 02.42 น. • thestandard.co
ไทยชี้แจงต่อที่ประชุม UNSC ชี้กัมพูชาละเมิดอธิปไตยไทย ด้านกัมพูชาเรียกร้อง ‘หยุดยิงทันที’

คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) จัดการประชุมฉุกเฉินที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก เมื่อวานนี้ (25 กรกฏาคม) ตามเวลาท้องถิ่น หลังไทยและกัมพูชาต่างยื่นหนังสือเพื่อรายงานถึงสถานการณ์และชี้แจงเกี่ยวกับเหตุการณ์ปะทะกันตามแนวชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา

การประชุมแบบปิดครั้งนี้ เชิดชาย ใช้ไววิทย์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติได้ชี้แจงต่อที่ประชุมและประธาน UNSC โดยย้ำว่า กัมพูชาเป็นฝ่ายรุกรานโดยที่ไทยไม่ได้ยั่วยุ เป็นการคุกคามต่ออธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และชีวิตพลเรือนผู้บริสุทธิ์

เชิดชายเน้นย้ำว่า ไทยถือว่ากัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านและเป็นสมาชิกที่ใกล้ชิดของครอบครัวอาเซียนมาโดยตลอด และหากเกิดกรณีพิพาทก็ควรใช้การเจรจาเพื่อแก้ปัญหา ซึ่งเหตุการณ์การปะทะกันก่อนหน้านี้ ไทยได้ขอให้ใช้กลไกการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมชายแดน (JBC) เพื่อเจรจาหาทางออก

อย่างไรก็ตาม เชิดชายกล่าวว่า แม้ไทยมีความพยายามอย่างต่อเนื่องในการเจรจากับกัมพูชามาตลอด แต่เหตุการณ์เมื่อวันที่ 16 และ 23 กรกฎาคม ที่กำลังพลทหารไทยได้เหยียบกับระเบิดในระหว่างปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนในเขตแดนของประเทศไทย ทำให้มีทหารสองนายได้รับบาดเจ็บสาหัสและพิการถาวร และมีอีกสองนายได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน ซึ่งหลักฐานยืนยันว่ากับระเบิดถูกฝังในพื้นที่ที่เคยปลอดระเบิดมาก่อน จึงถือเป็นระเบิดใหม่ ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างโจ่งแจ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรือที่รู้จักกันในชื่ออนุสัญญาออตตาวา ซึ่งประเทศไทยและกัมพูชาต่างเป็นรัฐภาคีทั้งคู่ และขัดต่อเจตนารมณ์ของปฏิญญาเสียมราฐ-อังกอร์ที่ลงนามในเดือนพฤศจิกายน 2567

เชิดชายกล่าวว่า จากสถานการณ์ที่ร้ายแรงนี้ ประเทศไทยได้ส่งจดหมายสองฉบับถึงประธานการประชุมรัฐภาคีครั้งที่ 22 ของอนุสัญญา โดยให้รายละเอียดของเหตุการณ์และประณามการกระทำเหล่านี้อย่างรุนแรงว่าเป็น การจงใจละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย นอกจากนี้ ประเทศไทยได้ส่งจดหมายถึงเลขาธิการสหประชาชาติเพื่อขอคำชี้แจงจากรัฐบาลกัมพูชาตามมาตรา 8 วรรค 2 ของอนุสัญญาดังกล่าว

จากนั้น เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม เวลา 08.20 น. กองกำลังกัมพูชาได้เปิดฉากยิงใส่ไทยก่อนด้วยปืนใหญ่เข้าใส่ฐานปฏิบัติการไทยที่จังหวัดสุรินทร์ หลังจากนั้นไม่นาน กองกำลังกัมพูชาได้เปิดฉากโจมตีพลเรือนอย่างไม่เลือกหน้าในพื้นที่ชายแดนไทย 4 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ส่งผลให้พลเรือนเสียชีวิต และบาดเจ็บ และมีโรงพยาบาลและโรงเรียนได้รับความเสียหายอย่างหนัก

จากข้อมูลเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม เวลา 09.00 น. ในช่วงที่โจมตี มีผู้เสียชีวิต 14 ราย และบาดเจ็บ 13 ราย ซึ่งอยู่ในภาวะวิกฤต มีผู้คนกว่า 130,000 คนที่ต้องอพยพออกจากบ้าน

ทูตไทยย้ำจุดยืนของไทยว่ายึดมั่นในหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐ และเคารพต่ออธิปไตยแห่งชาติและบูรณภาพแห่งดินแดน ไทยรักสันติ และปฏิเสธการใช้กำลังในการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศ และมุ่งมั่นต่อการระงับข้อพิพาทอย่างสันติ โดยสอดคล้องกับกฎบัตรสหประชาชาติ

ไทยยังใช้เวทีนี้ยืนยันว่า การตอบโต้ของฝ่ายไทยเป็นไปเพื่อป้องกันตนเองตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยยึดหลักการสัดส่วนและความจำเป็นที่เหมาะสม

ด้าน เจีย แก้ว เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำสหประชาชาติกล่าวในที่ประชุมคณะมนตรีฯ ว่า กัมพูชาต้องการให้มีการหยุดยิงทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข พร้อมเรียกร้องให้มีการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติ

นอกจากนี้ทูตกัมพูชายังอ้างว่า เหตุการณ์ปะทะกันที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนในช่วงที่ผ่านมานั้นเป็นฝ่ายไทยที่เริ่มก่อน

“คณะมนตรีความมั่นคงฯ เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจสูงสุดและหันมาใช้แนวทางแก้ปัญหาทางการทูต นั่นคือสิ่งที่เราเรียกร้องเช่นกัน” เจีย แก้ว กล่าว

ภาพ: Kim Jae-Hwan / SOPA Images / LightRocket via Getty Images

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...