โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ธุรกิจสีเขียว’ ทางรอดของธุรกิจยุคใหม่ เพื่อความยั่งยืนของโลก

Future Trends

อัพเดต 09 ม.ค. 2566 เวลา 08.00 น. • เผยแพร่ 09 ม.ค. 2566 เวลา 08.00 น.

การเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ หรือ Climate Change ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังส่งผลต่อด้านอื่นอย่างสัมพันธ์กัน รวมถึงภาคธุรกิจด้วย การคำนึงถึงเรื่องความยั่งยืนของโลกจึงกลายเป็นเทรนด์และปัจจัยที่สำคัญในการดำเนินกิจการของภาคธุรกิจในปัจจุบันและอนาคต

ข้อมูล Global Risks Reports 2020: Long-term risk outlook จาก World Economic Forum พบว่า ประเด็นความเสี่ยง 5 อันดับแรกของโลก ช่วงปี 2015 – 2020 มีประเด็นเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมทุกปี เช่น สภาวะอากาศสุดขั้ว ความล้มเหลวในการจัดการกับสภาพภูมิอากาศ ภัยธรรมชาติ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากมนุษย์ โดยระหว่างปี 2017 – 2020 มีความเสี่ยงเรื่องสภาวะอากาศสุดขั้วมาเป็นอันดับแรก และเป็นสิ่งที่นักธุรกิจทั่วโลกวิตกกังวล

ขณะที่คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (IPCC) คาดการณ์ว่า ปี 2100 โลกอาจร้อนขึ้นอีก 4 – 5 องศาเซลเซียส และทำให้ธารน้ำแข็งขั้วโลกละลาย จนกลายเป็นปัญหาน้ำทะเลหนุนและฝนตกมากขึ้น จนเกิดน้ำท่วมหนัก

ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาสิ่งแวดล้อมอันดับต้นๆ ของโลก โดยข้อมูลจาก Global-Climate Risk Index 2000-2019 ระบุว่า ไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสูงสุด 10 อันดับแรก แม้ไทยไม่ได้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับต้นๆ ก็ตาม

นั่นคือสิ่งที่เราต้องคิดต่อและหาทางปรับตัวเพื่อแก้ปัญหา ซึ่งทางการไทยได้ประกาศเป้าหมายเพื่อสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ให้ได้ภายในปี 2050 นั่นหมายความว่า ทุกภาคส่วนทั้งรัฐ เอกชน และประชาชน ต้องปรับตัวเพื่อไปสู่เป้าหมายร่วมกัน

มาตรการ CBAM โจทย์สำคัญภาคธุรกิจไทย

‘CBAM’ หรือ Carbon Border Adjustment Mechanism คือ มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (EU) เป็นอีกหนึ่งมาตรการที่จะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องส่งออกไป EU มาตรการดังกล่าวเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ EU กำหนดใช้ในการบรรลุเป้าหมายปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี 2050 ตามแผนปฏิรูปสีเขียว (European Green Deal)

ในปี 2023 หากไทยส่งสินค้าไปยังกลุ่มประเทศ EU จะมีการเก็บภาษีคาร์บอน และส่งผลให้บางภาคเศรษฐกิจต้องแบกรับต้นทุนเพิ่ม มีการคาดการณ์ว่า ภาคส่วนที่จะได้รับผลกระทบ คือ ซีเมนต์ อลูมิเนียม เหล็กและเหล็กกล้า ปุ๋ย พลาสติก/ปิโตรเคมี Organic Chemical และไฮโดรเจน ซึ่งมีอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณมาก และในอนาคตอาจมีการขยายขอบเขตไปยังอุตสาหกรรมหรือสินค้าอื่นด้วย

แรงกดดันจากต่างชาติ

ไม่เพียงมาตรการ CBAM เท่านั้น ยังมีแรงกดดันจากบริษัทต่างชาติที่ส่งผลต่อภาคธุรกิจไทย เช่น Totota ประเทศญี่ปุ่น ได้กำหนดเป้าหมายให้ซัปพลายเออร์ระดับ Tier-one ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณปีละ 3 เปอร์เซ็นต์ ในจำนวนนั้นมีบริษัทเช่น Toyoda Gosei ผู้ผลิตถุงลมและชิ้นส่วนรถยนต์ และ Denso ผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมสำหรับรถยนต์ ซัปพลายเออร์เหล่านี้ ต้องปรับตัวให้เป็นไปตามเป้าหมายดังกล่าวของ Toyota ด้วย

ส่วนบริษัท Amazon Web Services (AWS) กำหนดเป้าหมายใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 100 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2025 ดังนั้น หากประเทศไทยต้องการดึงดูดบริษัทต่างชาติให้มาลงทุนหรือทำธุรกิจในประเทศ จำเป็นต้องปฏิรูปตลาดและโครงสร้างพลังงานเพื่อดึงดูด ขณะที่นักลงทุนสถาบันก็มีความต้องการลงทุนแบบยั่งยืน (Sustainable Investment) มากขึ้นเช่นกัน ทำให้เกิดเป็นแรงกดดันให้ปรับตัวเป็นธุรกิจสีเขียวมากขึ้น

ดร.กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เสนอว่า ประเทศไทยต้องหยุดวงจรการใช้ทรัพยากรฟุ่มเฟือยและไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงหารูปแบบการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบใหม่ที่จะทำให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยอาศัย ‘เทคโนโลยี’ ในการขับเคลื่อน

ธุรกิจสีเขียวทางออกสู่ความยั่งยืน

ธุรกิจสีเขียวจะเป็นทางเลือกที่สำคัญเพื่อให้ภาคธุรกิจไทยรอด ซึ่ง ‘ธุรกิจสีเขียว’ (Green Business) ไม่ได้มีนิยามตายตัว แต่เป็นธุรกิจที่ดำเนินการโดยคำนึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มีลักษณะสำคัญ คือ ลดการปล่อยมลพิษ, ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ, ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ, ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ, ใช้พลังงานทดแทน และลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ประโยชน์จากการเป็นธุรกิจสีเขียว คือ ช่วยลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ, ได้รับแรงจูงใจหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี, เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ, สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ธุรกิจและแบรนด์, สร้างความพึงพอใจให้พนักงาน, ดึงดูดผู้มีความรู้ความสามารถมาร่วมงาน และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า

ตัวอย่างธุรกิจสีเขียว

1. เทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ตัวอย่าง : ‘SPCG’ ตั้งเป้ารายได้เติบโตจาก 2 ธุรกิจหลัก ที่ตอบโจทย์ความต้องการพลังงานสะอาด คือ ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Farm) โดยมีส่วนการลงทุนในประเทศญี่ปุ่น จำนวน 3 โครงการ กำลังผลิตรวม 575 เมกะวัตต์ และมีธุรกิจจำหน่ายและติดตั้งระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Roof) หรือ Banpu Next ธุรกิจบริการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ครบวงจร ทั้งแบบหลังคาอาคาร บนหลังคาลานจอดรถ และแบบลอยน้ำ

2. เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าลดมลพิษ ตัวอย่าง : การร่วมทุนระหว่าง ‘PTT’ และ ‘Foxconn’ โดยวางแผนร่วมทุนตั้งโรงงานแพลตฟอร์มผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร เพื่อรับจ้างผลิตให้กับค่ายรถแบรนด์ต่างๆ (OEM) โดยช่วงแรกจะสร้างแพลตฟอร์มผลิตฐานรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งสามารถขยายหรือลดขนาดความต้องการลูกค้า และคาดว่าจะเดินสายการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในปี 2023

3. เทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตัวอย่าง : ‘เกรซ’ (gracs) ผลิตภัณฑ์จากเยื่อพืชธรรมชาติ (เยื่อชานอ้อย เยื่อไผ่ ฟางข้าว และเยื่อพืชธรรมชาติชนิดอื่นๆ) ซึ่งมีความปลอดภัยต่อสุขภาพ มีคุณสมบัติที่เหนือกว่าบรรจุภัณฑ์ทั่วไป คือ ไม่รั่วน้ำและน้ำมัน สามารถใส่อาหารได้ทั้งร้อนและเย็น เข้าไมโครเวฟ เตาอบ และช่องแช่แข็งได้ ย่อยสลายภายใน 31 – 45 วัน ซึ่งความต้องการของตลาด 7 – 8 ล้านชิ้นต่อวัน ขณะที่กำลังการผลิตปัจจุบัน 2 ล้านชิ้นต่อวัน

อุปสรรคและแนวทางแก้ปัญหา

ในการดำเนินธุรกิจสีเขียวยังมีปัญหาและอุปสรรคบางประการที่อาจไม่เอื้อให้ภาคธุรกิจสามารถดำเนินการได้อย่างคล่องตัว แต่ละปัญหามีแนวทางแก้ดังต่อไปนี้

1. ธุรกิจพลังงานสะอาด – ปัญหา/อุปสรรค : กฎระเบียบเกี่ยวกับการซื้อขายไฟฟ้าในปัจจุบันไม่เอื้ออำนวย, โครงข่ายระบบไฟฟ้า, นโยบายการส่งเสริมพลังงานทดแทนไม่มีความชัดเจนและขาดความต่อเนื่อง, ต้นทุนเทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทน

ข้อเสนอ/แนวทาง/มาตรการ : พัฒนาและยกระดับเทคโนโลยีระบบไฟฟ้า (Grid Modernization) เพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์, มุ่งปลดล็อกกฎระเบียบการซื้อขายไฟฟ้า, การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทดแทน เพื่อลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคา

2. ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า – ปัญหา/อุปสรรค : การส่งเสริมของภาครัฐขาดความชัดเจนทั้งในส่วนของมาตรการจูงใจในฝั่งของผู้บริโภค รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับรถยนต์ไฟฟ้า, ขาดความชัดเจนแนวทางในการจัดการแบตเตอรีที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้าที่สิ้นอายุการใช้งาน

ข้อเสนอ/แนวทาง/มาตรการ : ควรมีการตีกรอบเป้าหมายการส่งเสริมที่ชัดเจน, โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น ทั้งระบบการจ่ายไฟฟ้า สถานีชาร์จ/การอัดประจุ และศักยภาพในการรีไซเคิล เพื่อรองรับแบตเตอรีที่หมดอายุการใช้งาน

3. ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม – ปัญหา/อุปสรรค : ต้นทุนต่อหน่วยยังค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับบรรจุภัณฑ์อื่นๆ เช่น พลาสติก ทำให้ยังไม่จูงใจผู้ประกอบการหรือผู้บริโภคให้ใช้อย่างกว้างขวาง

ข้อเสนอ/แนวทาง/มาตรการ : การประชาสัมพันธ์และสร้างความตระหนักรู้ให้ผู้บริโภคเกี่ยวกับความสำคัญของการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม, แนวทางที่ชัดเจนของภาครัฐในการแบนบรรจุภัณฑ์ที่เป็นอันตรายกับสุขภาพและไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเอาจริงเอาจังในการดำเนินการกับผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืน

ธุรกิจสีเขียวไม่ใช่ทางออกของความอยู่รอดของภาคธุรกิจเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญสู่ความยั่งยืนของโลก สิ่งแวดล้อมเป็นส่วนสำคัญในการดำรงอยู่ของมนุษย์และทุกสรรพสิ่ง ดังนั้น ภาคธุรกิจจะต้องปรับตัวอย่างเลี่ยงไม่ได้

ทั้งหมดนี้ เป็นเทรนด์ธุรกิจสีเขียวที่เป็นทางรอดของภาคธุรกิจสู่ความยั่งยืนของโลก สรุปจากการบรรยายโดย ดร.กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ จากสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ในงาน Future Trends Awards 2022

สามารถชม Session: Climate Change เร่งดันภาคธุรกิจปรับตัว: เทรนด์ ‘ธุรกิจสีเขียว’ ทางรอดของธุรกิจในปี 2023 โดย ดร.กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย ในงาน Future Trends Awards 2022 ได้ที่ลิงก์ : https://bit.ly/3Z3s9cd

สามารถชมไลฟ์สดบรรยากาศงาน Future Trends Awards 2022 รวมทั้งผลรางวัลและสปีกเกอร์ทุก Session ได้ที่ลิงก์ : https://bit.ly/3PVrS6Z

ประมวลผลรางวัลและกิจกรรมภายในงาน ‘Future Trends Awards 2022’ สามารถชมได้ที่ลิงก์ : https://bit.ly/3VpCNXN

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...