โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

IPEF คืออะไร? สำคัญต่อไทยอย่างไร ภายใต้โลกแบ่งขั้ว

Thairath Money

อัพเดต 06 ก.ค. 2567 เวลา 03.00 น. • เผยแพร่ 06 ก.ค. 2567 เวลา 03.00 น.
ภาพไฮไลต์

กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (IPEF) เป็นกรอบความร่วมมือใหม่ของสหรัฐฯ ที่ริเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2565 สมัยประธานาธิบดีโจ ไบเดน ตามแผนยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก (IPS) ของสหรัฐฯ ซึ่งมีเป้าหมายในการรักษาบทบาทของสหรัฐฯ ในภูมิภาค หลังจากจีนเริ่มมีบทบาทเพิ่มขึ้นมากในโลกและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ได้กลายเป็นประเด็นร้อนแรงบนเวทีการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศในปัจจุบัน

เศรษฐกิจโลกที่เคยเชื่อมโยงกันเป็นห่วงโซ่อุปทานหนึ่งเดียวได้แปรเปลี่ยนเป็นเศรษฐกิจหลายขั้ว ทำให้ประเทศพันธมิตรในแต่ละขั้วต้องหลีกเลี่ยงการพึ่งพาประเทศในกลุ่มตรงกันข้าม เพื่อป้องกันผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าและการลงทุนที่จะรุนแรงขึ้น และหันมาดำเนินธุรกิจกันเองภายในขั้วเดียวกันหรือค้าขายกับประเทศที่มีแนวคิดเป็นกลางมากขึ้น ส่งผลให้สหรัฐฯ ที่เป็นมหาอำนาจหลักต้องแสวงหาแนวทางเพื่อรักษาบทบาทของประเทศในเวทีโลก

ในปัจจุบัน IPEF มีจำนวนสมาชิกทั้งสิ้น 14 ประเทศ (รวมถึงไทย) โดยปราศจากจีนและพันธมิตรของจีนเข้าร่วมด้วย โดย IPEF ครอบคลุมขนาดเศรษฐกิจโลก (GDP) คิดเป็นราว 35.5% และมีขนาดประชากรรวม 32.7% ของโลก การรวมกลุ่มใหม่ภายใต้การริเริ่มของสหรัฐฯ เช่นนี้ ก่อให้เกิดคำถามสำคัญว่า IPEF จะส่งผลอย่างไรกับอุตสาหกรรมของไทยในอนาคตภายใต้ฉากทัศน์การค้าและห่วงโซ่อุปทานที่เปลี่ยนแปลงในโลกแบ่งขั้ว? แล้วอุตสาหกรรมไทยควรจะต้องปรับตัวอย่างไร?

IPEF ไม่ใช่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจทั่วไปที่มีเป้าหมายหลักในการลดภาษีนำเข้าสินค้าหรือส่งเสริมการค้าเสรีระหว่างกันแบบเดียวกับการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น RCEP หรือ CPTPP แต่ว่า IPEF มีเป้าหมายหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจผ่านการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน รวมทั้งเพิ่มช่องทางให้สหรัฐฯ สามารถเข้ามามีบทบาทในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้นภายใต้โลกที่กำลังแบ่งขั้ว ผ่านการสร้างกฎระเบียบระหว่างสมาชิกร่วมกันโดยไม่มีข้อผูกมัด

IPEF มีลักษณะคล้ายโครงการ Belt and Road Initiative (BRI) ของจีนอยู่บ้าง ในแง่ที่ BRI ต้องการเพิ่มบทบาทจีนต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในเวียดนาม

อย่างไรก็ตาม IPEF แตกต่างจาก BRI ในด้านเงินทุน กล่าวคือ BRI เป็นแผนการลงทุนโดยตรงระยะยาวจากจีน โดยเข้าไปลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีของประเทศในภูมิภาคเอเชียโดยตรง ขณะที่ IPEF ไม่ใช่การลงทุนทางตรงจากสหรัฐฯ แต่จะเป็นการส่งเสริมการพัฒนาทักษะแรงงาน สาธารณูปโภค การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศให้สอดคล้องกับกรอบความร่วมมือที่กำหนดไว้

นอกจากนี้ IPEF ยังจะร่วมมือกับภาคเอกชนของประเทศสมาชิกในการจัดตั้งกองทุนขนาดใหญ่เพื่อให้ประเทศสมาชิกทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายมากขึ้น และให้สามารถจับคู่โครงการพัฒนาของประเทศเข้ากับแหล่งเงินทุนได้

จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า IPEF เป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่มีเป้าหมายทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ในการรักษาอำนาจของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และเพื่อลดบทบาทจีนที่อาจกลายมาเป็นมหาอำนาจใหม่แทนสหรัฐฯ โดยการที่สหรัฐฯ ริเริ่ม IPEF ขึ้นเช่นนี้ เพื่อทดแทนการถอนตัวจาก TPP (หรือ CPTPP ในปัจจุบัน) ในสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ทำให้สหรัฐฯ เริ่มสูญเสียอิทธิพลในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกมาตั้งแต่ปี 2560

IPEF วางเป้าหมายกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศใน 4 เสาหลัก ได้แก่

  • ด้านการค้า (Trade) ที่ส่งเสริมการสร้างการค้าอย่างเท่าเทียม การสร้างนโยบายการค้าที่ดีระหว่างกัน รวมทั้งสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัล
  • ด้านห่วงโซ่อุปทาน (Supply chains) ที่ส่งเสริมการป้องกันไม่ให้เกิดการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน (Shock in supply chains)
  • ด้านพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐาน และการลดการปล่อยคาร์บอน (Clean economy) ที่ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การลงทุนและสนับสนุนภาคธุรกิจที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • ด้านภาษีและการต่อต้านการทุจริต (Fair economy) ที่ส่งเสริมมาตรการที่ต่อต้านการทุจริตและการเก็บภาษีเพื่อให้มีการแข่งขันระหว่างกันอย่างเป็นธรรม

กรอบ IPEF ในเสาหลักด้านห่วงโซ่อุปทาน ถือเป็นจุดเด่นของ IPEF เนื่องจากมีความก้าวหน้าในกระบวนการเจรจาข้อตกลงร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิกมากที่สุด

อีกทั้งยังเป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับโลกกรอบแรกที่ให้ความสำคัญกับการจัดการความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้นในปัจจุบันได้ก่อให้เกิดความไม่มีเสถียรภาพในอุปทานโลกเป็นอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน ในปี 2562 ที่ทำให้ทั่วโลกประสบปัญหาอุปทานวัตถุดิบในการผลิต พลังงาน อาหาร และการขนส่ง หรือสงครามอิสราเอล-ฮามาส ในปี 2566 ที่ทำให้ค่าระวางเรือและระยะเวลาในการขนส่งสินค้าทางทะเลเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่จะกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลก ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อทั่วโลกตามมาได้

กรอบ IPEF ด้านห่วงโซ่อุปทานจะช่วยทำหน้าที่ป้องกันการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานของประเทศสมาชิกและลดการพึ่งพาวัตถุดิบหลักจากจีน ผ่านการอำนวยความสะดวกทางการค้า การเสริมสร้างความแข็งแกร่งของภาคอุตสาหกรรมในประเทศผ่านการลงทุนปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในการผลิต การลงทุนทางเทคนิคและการผลิตขั้นสูง การใช้เทคโนโลยีการแลกเปลี่ยนข้อมูลวัตถุดิบในห่วงโซ่อุปทานเพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงวัตถุดิบ การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ รวมทั้งการพัฒนาและให้สิทธิของแรงงานให้เป็นไปตามหลักการและสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงานตามปฏิญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) เป็นต้น

นอกจากนี้ มีการกำหนดให้จัดตั้งสภาห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain council) เครือข่ายการรับมือภาวะวิกฤติด้านห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain crisis response network) และคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านสิทธิแรงงาน (Labour rights advisory board) เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลและป้องกันความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทานในกลุ่มประเทศสมาชิกจากปัจจัยภายนอก เช่น โรคระบาด สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น

ประเทศไทยสนใจเข้าร่วม IPEF มาตั้งแต่ปี 2565 ต่อมาได้ลงนามและให้สัตยาบันในกรอบความร่วมมือด้านห่วงโซ่อุปทานในปี 2566 นอกจากนี้ เมื่อต้นเดือนมิถุนายน 2567 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างกรอบความร่วมมือด้านพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐาน และการลดการปล่อยคาร์บอน (Clean economy) และร่างกรอบความร่วมมือด้านภาษีและการต่อต้านการทุจริต (Fair economy) พร้อมทั้งลงนามในเดือนเดียวกัน สำหรับกรอบความร่วมมือทางการค้า (Trade) ยังอยู่ในช่วงการเจรจา

นอกจากการเข้าร่วมกลุ่ม IPEF แล้ว ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาไทยยังได้พยายามเข้าร่วมกลุ่มทางเศรษฐกิจอื่นๆ เช่น การเข้าร่วม RCEP ในปี 2565 การส่งหนังสือแสดงเจตจำนงในการเข้าเป็นสมาชิกของ OECD ที่เน้นความร่วมมือด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งคณะมนตรี OECD ได้มีมติรับไทยเข้าสู่กระบวนการเป็นสมาชิกใหม่แล้วเมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา รวมถึงได้ยื่นหนังสืออย่างเป็นทางการในการเข้าร่วมกลุ่ม BRICS ที่มีมหาอำนาจใหม่อย่างจีนเป็นสมาชิกหลัก เจตจำนงของไทยที่ต้องการเข้าร่วมทั้งกลุ่มขั้วสหรัฐฯ หรือกลุ่มขั้วจีนเช่นนี้ จะเป็นการย้ำการรักษาจุดยืนความเป็นกลางของไทยภายใต้โลกแบ่งขั้ว และเปิดประตูสู่โอกาสการค้าและการลงทุนใหม่ๆ หลากหลายตลาดได้

SCB EIC ประเมินว่าการเข้าร่วมกรอบ IPEF ของไทยจะเป็นโอกาสยกระดับการพัฒนาคน เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมภายในประเทศ รวมถึงเพิ่มศักยภาพแข่งขันภายใต้โลกแบ่งขั้วได้อย่างยั่งยืนมากขึ้น ตลอดจนช่วยรักษาผลประโยชน์ของไทยได้ แต่สิ่งที่ต้องยอมรับก็คือ IPEF คงไม่ได้เป็นทางลัดสู่ความสำเร็จของเศรษฐกิจไทย เพราะการเข้าร่วมกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเป็นแค่ช่องทางเปิดประตูหลายบานสู่โลกแบ่งขั้ว แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ไทยจะต้องผลิตสินค้าที่ “แข่งขันได้” และ “ตามเทรนด์โลกได้ทัน”

ปัญหาเชิงโครงสร้างภาคการผลิตของไทยยังคงเป็นอุปสรรคต่อการเพิ่มความสามารถแข่งขันของประเทศ โดยภาคการผลิตของไทยส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวในอุตสาหกรรมเก่าและการปรับตัวสู่การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมโลกใหม่ก็ทำได้ช้าและจำกัด เช่น

(1) อุตสาหกรรมผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนเครื่องยนต์สันดาปภายในภายใต้โลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และ

(2) อุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ (HDD) ซึ่งปัจจุบันการลงทุน HDD ในไทยยังมีความจุไม่มากพอตามความต้องการจากอุตสาหกรรม Data center และ AI

ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่าง Solid State Drive (SSD) เริ่มเข้ามาแทน HDD ได้บางส่วน เนื่องจากความต้องการโลกเปลี่ยนไป ในภาพรวมการลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูงของภาคอุตสาหกรรมไทยยังค่อนข้างน้อยและขาดแคลนแรงงานทักษะสูง ส่งผลให้ไทยไม่สามารถปรับตัวเข้าสู่เวทีการค้าและการลงทุนโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วนัก

ดังนั้น ทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชนไทยจึงควรปรับตัวเชิงรุกให้ทันสถานการณ์โลก โดยต้องเตรียมพร้อมและร่วมมือกันสนับสนุนการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ภายในประเทศ เพิ่มศักยภาพของภาคการผลิตผ่านเทคโนโลยีขั้นสูงขึ้น พัฒนาทักษะแรงงานเพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ รวมทั้งการแสวงหาตลาดใหม่ในอนาคต เพื่อให้ไทยสามารถยกระดับเศรษฐกิจ รวมทั้งเพิ่มความสามารถในการแข่งขันเพื่อป้องกันความเสี่ยงและเปิดประตูรับโอกาสใหม่ภายใต้โลกแบ่งขั้วได้

ติดตามข่าวสารอัปเดต เศรษฐกิจ เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจในประเทศ บทวิเคราะห์เศรษฐกิจ ล่าสุด ได้ที่นี่

ข่าวเศรษฐกิจ : https://www.thairath.co.th/money/economics

เศรษฐกิจในประเทศ : https://www.thairath.co.th/money/economics/thailand_econ

เศรษฐกิจโลก : https://www.thairath.co.th/money/economics/world_econ

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...