โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปุจฉาพาเสียว : เซ็กซ์และการดันเพดานในสังคม

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 05 ก.ค. 2567 เวลา 07.12 น. • เผยแพร่ 05 ก.ค. 2567 เวลา 07.11 น.

“ปุจฉาพาเสียว” หรือ “ดร.ไคลแมกซ์” เป็นภาพยนตร์ขนาดยาว 6 ตอนจบที่พูดถึงคอลัมน์ตอบปัญหาเพศในหนังสือพิมพ์ยุคทศวรรษ 2520-2530 และถึงแม้ “หน้าหนัง” จะใช้เรื่องเซ็กซ์เพื่อดึงความสนใจคนดู แต่เซ็กซ์เป็นแค่คำเชิญชวน (Invitation Message) เพื่อคุยเรื่องอื่นมากกว่าการเสพกาม

แกนเรื่องของ “ปุจฉาพาเสียว” วนเวียนอยู่กับตัวละครหลัก 3 คนซึ่งมีความสัมพันธ์แบบ 2 หญิง 1 ชาย พูดง่ายๆ คือหนังเรื่องนี้พระเอกมีเมียแล้ว แต่ไปทำงานใหม่แล้วมีกิ๊กจนถูกทั้งเมียและกิ๊กจับได้ จากนั้นตัวเรื่องก็อีนุงตุงนังอยู่กับความขัดแย้งของสามคนนี้ว่าจะทำอย่างไรกับความสัมพันธ์นี้ดี

โครงเรื่องนี้พบได้ในละครหลังข่าวจนเหมือนไม่มีอะไรน่าสนใจ

แต่ความน่าทึ่งคือ“ปุจฉาพาเสียว” มีไคลแมกซ์ตั้งแต่ต้นจนรีโมตเป็นสิ่งปฏิกูลที่ไม่จำเป็นไปในที่สุด เพราะตัวละครทั้งหมดอยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงจนเกิดการปะทะระหว่างความคิดเก่าและความคิดใหม่ตลอดเวลา

หนังไม่ใช่ภาพสะท้อนสังคม แต่ “ปุจฉาพาเสียว” เอาสังคมไทยยุค 2520-2530 มาเล่าใหม่, ตีความใหม่, และตั้งคำถามใหม่ผ่านเรื่องแนวละครหลังข่าวที่ประกอบสร้างในรูปแบบฉูดฉาดกว่าไฟดิสโก้เธค

ผลลัพธ์จึงเป็นการปอกเปลือยความย้อนแย้งและสับสนของสังคมที่สนุกจนหยุดไม่ได้เลย

ประเทศไทยในทศวรรษ 2520-2530 คือยุคสมัยที่หนังสือพิมพ์เป็นสื่อที่ทรงอิทธิพลในสังคมไทย ถึงอุตสาหกรรมทีวีจะแข็งแกร่งจนไม่ได้ดิ่งเหวเป็นขาลงอย่างปัจจุบัน แต่หนังสือพิมพ์คือสื่อที่ทรงพลังที่สุดในการกำหนด “วาระ” ของข่าวในสังคมตั้งแต่เรื่องการเมือง, เศรษฐกิจ ไปยันเรื่องบันเทิง

ขณะที่จุดแข็งของข่าวทีวีคือการเล่าเรื่องด้วยภาพและเสียงที่รวดเร็ว หนังสือพิมพ์คือสื่อที่เล่าเรื่องหลังจากเหตุการณ์จริงผ่านไปไม่ต่ำกว่า 6 ชั่วโมง

พลังของสื่อสิ่งพิมพ์จึงอยู่ที่การพาดหัว, การเลือกภาพ, การเลือกเรื่อง และการสร้างเนื้อหาที่มากกว่าข่าวอย่างคอลัมน์, ใบ้หวย, ดูดวง หรือนิยาย

“ปุจฉาพาเสียว” เกิดในยุคที่เพศเป็นเรื่องห้ามพูดในสังคม และถึงแม้วรรณคดีไทยหรือจิตรกรรมฝาผนังจะมีฉากร่วมเพศพิสดารประเภทผสมพันธุ์ข้ามเผ่าพันธุ์เยอะไปหมด สังคมไทยสมัยใหม่กลับไม่ยอมให้พูดเรื่องนี้ใน “พื้นที่สาธารณะ” จนเพศเป็นเรื่องลี้ลับใครก็อยากรู้อยากเห็นตลอดเวลา

ในภาพยนตร์ชุดนี้ คนทำหนังสือพิมพ์ต้องหารายได้เพิ่มด้วยการพูดเรื่องเพศ

สื่อค่ายหนึ่งเลือกสร้างคอลัมน์ตอบปัญหาเพศที่เขียนด้วยภาษากึ่งเสียวจนสร้างผู้อ่านมหาศาล

ผลก็คือคอลัมน์นี้ปะทะกับค่านิยมเก่าๆ ในสังคมที่ห้ามพูดเรื่องเพศ และในที่สุดก็ปะทะกับกลุ่มอนุรักษนิยมในสังคมโดยตรง

เฉพาะในส่วนนี้ “ปุจฉาพาเสียว” ชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงในสังคมที่ไม่มีใครพูดตรงๆ เยอะไปหมด เช่น เรื่องเพศเป็นสินค้าที่ขายได้ คนพร้อมจ่ายเพื่ออ่านเรื่องเพศ ยิ่งเขียนให้เสียวแบบวิชาการยิ่งมีโอกาสเข้าถึงผู้อ่านขึ้น และทุกครั้งที่พูดเรื่อง “ต้องห้าม” ย่อมเผชิญหน้ากับคนหัวเก่าที่มีอำนาจและไม่มี

คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกลมักอภิปรายในสภาถึงปัญหาคดี 112 เพื่อพูดถึง “ข้อเท็จจริงอันน่ากระอักกระอ่วนในสังคม” และหากยืมคำพูดของคุณพิธาไปอธิบาย “ปุจฉาพาเสียว” ก็พูดได้ว่าภาพยนตร์นี้พูดถึง “ข้อเท็จจริงอันน่ากระอักกระอ่วน” ที่สังคมกดทับเรื่องเพศราวกับเพศเป็นสิ่งที่ไม่มีในสังคม

ควรระบุด้วยว่าการพูดเรื่องเพศไม่ใช่เรื่องอนาจาร และขณะตัวละครหลักคือ “ดร.ไคลแมกซ์” สร้างคอลัมน์ตอบปัญหาเพศขั้นพิมพ์ภาพอวัยวะเพศหญิงพร้อมคำบรรยายตำแหน่งต่างๆ แง่การแพทย์ หนังสือพิมพ์คู่แข่งก็ขึ้นหน้าหนึ่งภาพเรตอาร์ของดาวยั่วพร้อมพาดหัวเน้นความ “อ้าซ่า” แข่งทันที

คนที่ทันยุคทศวรรษ 2530 คงจำได้ว่าหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ของไทย 2 ค่ายเคยแข่งกันทุกวันอาทิตย์เรื่องขึ้นหน้าหนึ่งด้วยภาพดาราหนังโป๊ในชุดว่ายน้ำ จากนั้นก็แข่งกันต่อว่าใครได้ดาราระดับนางเอกหรือดาราวัยรุ่นโชว์หน้าอกจนถึงหนังสือพิมพ์แทบเป็นหนังสือโป๊ที่มีทุกบ้านและร้านตัดผมไปเลย

“ปุจฉาพาเสียว” แสดงให้เห็นว่า “พวกอนุรักษนิยม” ทั้งที่มีอำนาจและเป็นประชาชนธรรมดาๆ ต่อต้านคอลัมน์ตอบปัญหาเพศว่า “ทำลายศีลธรรม” และ “เป็นภัยต่อระเบียบสังคม” แต่ไม่ได้เล่าว่าแล้วหนังสือพิมพ์คู่แข่งที่พิมพ์ภาพโป๊ถูกต่อต้านหรือไม่แม้แต่นิดเดียว

ความแตกต่างระหว่าง “คอลัมน์ตอบปัญหาเพศ” กับ “ภาพโป๊” คือ “ดร.ไคลแมกซ์” ตอบปัญหาเพศด้วยความรู้ทางการแพทย์ผสมภาษาซึ่งชวนเสียวสำหรับเด็กที่อวัยวะเพศเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ขณะที่ภาพโป๊มุ่งเร้าอารมณ์ทางเพศแล้วขายความตื่นเต้นทางเพศจากการมีอารมณ์โดยไม่สนใจความรู้อะไรเลย

ภาพยนตร์เรื่องนี้ชี้ประเด็นโดยไม่ได้ตั้งใจว่าการขายภาพโป๊ชัดๆ ทำได้ แต่การตอบปัญหาทางเพศกลับถูกต่อต้าน

และเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ย้อนแย้งแบบนี้อาจเป็นเพราะ “การเมือง” ที่อยู่ในการพูดเรื่องเพศในฐานะ “ข้อเท็จจริงอันน่ากระอักกระอ่วน” ของสังคมไทยเอง

“ดร.ไคลแมกซ์” ตอบปัญหาทางเพศโดยให้ผู้อ่านเข้าใจว่ากามารมณ์เป็นเรื่องธรรมดา และความเพลิดเพลินใจทางเพศด้วยวิธีต่างๆ เป็นเรื่องปกติ การตอบปัญหาเพศจึงมีศูนย์กลางที่การทำให้บุคคลยอมรับตัวตนของตัวเองในฐานะปัจเจกบุคคล ไม่ใช่การจำนนต่อศีลธรรมหรือค่านิยมสังคม

Robert Darnton เคยเขียนว่า หนังสือที่แพร่หลายก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศสคือหนังสือโป๊ ไม่ใช่หนังสือปรัชญา

เหตุผลแบบสรุปง่ายๆ คือ หนังสือโป๊ต้องอ่านคนเดียวและมีความสุขคนเดียว สำนึกเรื่องปัจเจกจึงเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางจนกลายเป็นสำนึกของการไม่อยู่ใต้บงการของรัฐและสังคม

คอลัมน์ “ปุจฉาพาเสียว” ถูกผู้มีอำนาจข่มขู่ทันทีที่พูดเรื่องพื้นๆ อย่างการสำเร็จความใคร่และปัญหาหลั่งเร็ว แต่กองบรรณาธิการก็ยืนยันพิมพ์ต่อจนยกระดับเป็นพิมพ์ทุกวัน หลังจากนั้นเมื่อคอลัมน์เริ่มพูดเรื่องต้องห้ามอย่างการมีอารมณ์ทางเพศกับวัตถุ ฯลฯ การคุกคามก็ลุกลามเป็นการปะทะโดยตรง

เมื่อถึงจุดนี้ กอง บ.ก.เริ่มถกเถียงว่าควรถอยคอลัมน์นี้หรือไม่ แต่ตัวละครที่ชื่อคล้าย “พนมเทียน” ก็ยืนยันว่าเราต้องปกป้องเสรีภาพและความหลากหลายในสังคม

ขณะที่ตัวละครอื่นก็บอกว่า “ดร.ไคลแมกซ์” ต้องยกระดับการเขียนให้ทะลุเพดานโดยตอบคำถามเรื่องชายรักชายในสังคมไทย

ด้วยการทำให้โลกในหนังกลายเป็น “สังคมเปิด” ตัวละครใน “ปุจฉาพาเสียว” ปะทะกับโลกจนตัวตนเปลี่ยนไปตลอดเวลา “ดร.ไคลแมกซ์” ที่เคยโยนจดหมายคนรักเพศเดียวกันทิ้งลงตะกร้าก็กลับมาตอบว่าชายรักชายไม่ผิด ส่วนตัวละครหญิงก็เปลี่ยนจากกุลสตรีเป็นมีชู้จนอาจทำแท้งไปเลย

เพื่อไม่ให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการโฆษณาชวนเชื่ออุดมการณ์เพศแบบเสรีนิยมจนจบที่วาทกรรมว่าผู้หญิงทุกคนล้วนหื่นกามและต้องการสนุกทางเซ็กซ์จนไม่สนใจอะไรเลย ตัวละครหลักอีกรายที่นอนกับใครก็ได้กลายเป็นคนที่ไม่อยากทำแท้งและอยากมีชีวิตคู่แบบผัวเดียวเมียเดียวในบั้นปลาย

ความน่าชื่นชมของ “ปุจฉาพาเสียว” คือการไม่โรแมนติกกับสังคมไทยจนทำให้สังคมมีความหวังจนเกินจริง หนังพูดถึงตัวละครชายรักชายในยุคที่คนเชื่อว่าเอดส์เป็นโรคระบาดและเกย์คือความวิปริต แต่ทันทีที่ “ดร.ไคลแมกซ์” บอกให้ตัวละครนี้เปิดตัวก็จบด้วยการถูกซ้อมจนเกือบฆ่าตัวตาย

สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ การเคารพตัวตนเป็นเรื่องต้องทำ การบอกโลกว่าเราคือใครเป็นเรื่องต้องคิด แต่การทำให้สังคมยอมรับตัวตนของคนที่มีความหลากหลายไม่เคยเป็นเรื่องง่าย

และทางเดียวที่เราทำได้คือ ต้องอยู่ในโลกให้นานพอที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในสังคม

“ปุจฉาพาเสียว” ไม่ได้พูดเรื่องเพศเพื่อเพศ แต่ชวนให้คิดถึงความเปลี่ยนแปลงที่เป็น “ข้อเท็จจริงอันน่ากระอักกระอ่วนในสังคม” ซึ่งแต่ละยุคย่อมมีต่างกัน ยิ่งกว่านั้นคือการยืนยันว่าการเคารพตัวเองไม่ผิด การบอกโลกว่าเราคือใครทำได้ แต่ความเสี่ยงจากสังคมที่ปิดกั้นก็เป็นเรื่องที่ต้องระวังเช่นกัน

ไม่ว่าจะเรื่องเพศในทศวรรษ 2530 หรือปัญหา 112 ในปัจจุบัน สังคมไทยแต่ละยุคมี “ข้อเท็จจริงอันน่ากระอักกระอ่วน” ที่การปะทะระหว่างความคิดเก่าและความคิดใหม่เกิดไม่หยุด การใช้กำลังปิดกั้นเป็นเรื่องผิด และทางออกเดียวคือการทำให้สังคมเปิดจนทุกคนมีโอกาสเลือกชีวิตตัวเอง

“ปุจฉาพาเสียว” บอกเราว่า แม้ทุกสังคมจะมีเพดาน การทะลุเพดานเป็นเรื่องปกติ การดันเพดานทำได้ อย่าปล่อยให้คนดันเพดานเจ็บ และไม่ควรปล่อยให้คนบ้ามีอำนาจไล่กระทืบคนที่ต่อต้านอำนาจ ต่อให้คนมีอำนาจจะเป็นคนบ้าก็ตาม

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปุจฉาพาเสียว : เซ็กซ์และการดันเพดานในสังคม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...