โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

นายกฯเศรษฐานอนทำเนียบรัฐบาล สตรีหมายเลข 1 พำนักที่นั่นด้วยไหม

แนวหน้า

เผยแพร่ 04 ม.ค. 2567 เวลา 17.00 น.

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ให้เหตุผลว่าบ้านพักที่อาศัยอยู่ปัจจุบันมีพื้นที่เพียง 139 ตารางวาไม่สะดวกในฐานะนายกรัฐมนตรีที่ต้องมีหน่วยรักษาความปลอดภัย มีผู้ไปติดต่องานพลุกพล่านรบกวนบ้านใกล้เรือนเคียง อีกทั้งการเดินทางไปกลับบ้านกับทำเนียบรัฐบาลเป็นระยะทางไกลไม่สะดวกต่อการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงได้ตัดสินใจมานอนพักในทำเนียบรัฐบาล เพื่อจะได้ ทำงานๆๆๆ ให้สมกับที่กล่าวว่ารัฐบาลนี้ทำงานไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

ก็น่าเห็นใจท่านนายกฯ อยู่นะ เพราะว่าบ้านพักส่วนตัวมีพื้นที่ไม่พอให้แมวดิ้นตาย วัดได้แค่หนึ่งร้อยสามสิบเก้าตารางวา อาจมีสระว่ายน้ำ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ท่านนายกฯน่าจะเป็นคนส่วนน้อยมีไม่ถึง 5% ของคนไทยในเมืองหลวงที่มีประชากรแออัดอยู่ประมาณสิบล้านคน ผู้เขียนมีทาวน์เฮาส์ยี่สิบเอ็ดตารางวายังหน้าด้านเห็นใจท่านนายกฯ และหากคนไทยจำนวนมากสลัดความคิดที่ว่า นายเศรษฐาเป็นเซลส์แมน นักสร้างภาพออกไปได้ ก็จะเกิดความรู้สึกใหม่ว่า นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทยมีความประสงค์ให้ผู้นำไทยเป็นสากลแบบนานาอารยประเทศประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ อเมริกา เยอรมนี เกาหลีใต้และอื่นๆ อีกหลายประเทศ ที่ผู้นำล้วนแต่ยกครัวเข้าไปพักอาศัยอยู่ทำเนียบนายกรัฐมนตรี ทำเนียบประธานาธิบดีด้วยกันทั้งนั้น

นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ทันทีที่รับตำแหน่งเป็นทางการก็ยกครัวเข้าอยู่บ้านเลขที่ 10 ถนนดานิ่งในกรุงลอนดอน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่จอร์จ วอชิงตัน ถึง นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีฯคนปัจจุบัน ก็ยกครัวเข้ามาพักอาศัยในไวท์เฮาส์ ทำเนียบขาวเลขที่ 1600 ถนนเอเวนิวในกรุงวอชิงตัน หรือประธานาธิบดีเกาหลีใต้ก็มีที่พักอาศัยเรียกว่าทำเนียบสีฟ้า และที่พำนักผู้นำที่กล่าวมาล้วนมีหน่วยรักษาความปลอดภัยแข็งขัน สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ที่สำคัญผู้นำในนานาอารยประเทศเหล่านั้นพักอาศัยอยู่ในทำเนียบ ปธน. หรือบ้านพักนายกฯทางการจนหมดวาระในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือประธานาธิบดี ไม่ใช่สร้างภาพย้ายเข้าไปนอนในบ้านพักนายกรัฐมนตรีหรือในทำเนียบรัฐบาล ตดไม่หายเหม็นก็เผ่นกลับบ้านสิ้นเปลืองงบปรับปรุงห้องพักโดยใช่เหตุ

นายกฯเศรษฐา นำนักข่าว เข้าชมห้องนอนบนชั้นที่สองของตึกไทยคู่ฟ้า ในทำเนียบรัฐบาลอยู่ห่างจากห้องทำงานนายกรัฐมนตรี ไม่กี่เมตร และกล่าวว่าตั้งแต่วันที่ 7 มกราคม 2567 จะได้ฤกษ์ย้ายเข้ามานอนทำเนียบ ทำให้เกิดข้อสงสัยว่า เมื่อนายกฯ มานอนในทำเนียบแล้วท่านนำสตรีหมายเลข 1 ไปพำนักในทำเนียบรัฐบาลด้วยหรือไม่ หรือว่า ท่านนายกฯนอนในทำเนียบรัฐบาลเพียงคนเดียวให้ภริยาอยู่บ้าน แยกที่นอนกันจนกว่าหมดวาระนายกรัฐมนตรี ถ้าเป็นเช่นนี้กลางค่ำกลางคืนเกิดนายกฯอยากดื่มกาแฟดื่มไวน์แล้วใครจะเป็นผู้ชง ใครจะรินให้ดื่ม ตื่นนอนตอนเช้าอาบน้ำอาบท่า ทานอาหารเช้าที่ไหน ใครเป็นคนจัดเครื่องแต่งกายให้ ใครจะเป็นคนรู้ใจว่า วันนี้นายกฯเศรษฐา จะใส่ถุงเท้าสีอะไรข้างไหน มันมีเรื่องจุกจิกจู้จี้จิปาถะที่ทำให้กังวลใจแทนผู้นำทางการเมืองประเทศไทย เพราะอะไรต่อมิอะไรมันไม่เพียบพร้อมเหมือนเมืองฝรั่งที่นายกฯได้รับการบ่มเพาะมา และสิ่งที่นายเศรษฐา ซึ่งได้รับการศึกษาได้รับการอบรมบ่มเพาะมาจากเมืองฝรั่งไม่อาจเข้าใจถึงเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เรื่องอาถรรพณ์ของสถานที่ว่า ทำเนียบรัฐบาลปัจจุบันนั้นอดีตชื่อว่าบ้าน “นรสิงห์”

บ้านนรสิงห์ รัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้นในปี 2460 สร้างบ้านพระราชทานพระยาประสิทธิ์ศุภการ (หม่อมหลวงเฟื้อ พึ่งบุญ) ผู้ที่ต่อมาได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์สูงสุดเป็นเจ้าพระยารามราฆพ ท่านเจ้าพระยาเป็นลูกชายของพระนมทัด พระนมของรัชกาลที่ 6 และถวายตัว เป็นมหาดเล็กตั้งแต่อายุ 13 ปี ซึ่งรัชกาลที่ 6ทรงให้ความสนิทสนมและไว้วางพระราชหฤทัยให้ท่านเจ้าพระยารับใช้ใกล้ชิดทั้งในราชการแผ่นดินและกิจธุระส่วนพระองค์ตั้งแต่ยังไม่ทรงขึ้นครองราชสมบัติ จวบจนวันสุดท้ายในพระชนม์ชีพ

การสร้างบ้าน นรสิงห์ ให้เจ้าพระยารามราฆพ และสร้างบ้านบรรทมสินธุ์ให้พระยาอนิรุทธเทวา เป็นที่โจษจันกันในยุคนั้น หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงบันทึกถึงฐานะของเจ้าพระยารามราฆพไว้ว่าเป็น “ผู้มีบุญมีอำนาจในรัชกาลนี้อย่างไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน” และเรียกบ้านของเจ้าพระยาว่า “บ้านชนิดวัง” ท่านหญิงพูนพิศมัยยังทรงอธิบายความหมายของราชทินนาม “รามราฆพ” ไว้ว่า“เป็นชื่อผู้นั่งกลางช้างชนของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชของเรา และเป็นผู้ส่งศาสตราวุธถวายตามพระราชประสงค์ จนทรงชนช้างชนะในยุทธหัตถีเมื่อ 300 ปีเศษมาแล้ว”แสดงถึงความสำคัญใกล้ชิดของตัวผู้รับราชทินนามดังกล่าวกับองค์พระมหากษัตริย์ได้เป็นอย่างดี

ยังมีตำนานเรื่องเล่าโจษจันอีกมากมายเกี่ยวกับบ้านนรสิงห์และบ้านบรรทมสินธุ์ จนกระทั่งหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี 2475 นายกรัฐมนตรี คนที่ 3 ภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ปี 2483 ในสมัยที่ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ใช้กลุ่มตึกนี้เป็นที่ทำการของสำนักนายกรัฐมนตรี รวมทั้งเป็นบ้านพักประจำตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี พร้อมครอบครัว ต่อมาได้เปลี่ยน ชื่อเป็น “ตึก ๒๔ มิถุนายน” เพื่อรำลึกถึงวันปฏิวัติสยามที่เปลี่ยนแปลงการปกครอง จอมพล ป.ใช้บ้านนรสิงห์ได้ไม่นาน เกิดระเบิดและไฟไหม้ครั้งใหญ่ จนต้องย้ายไปใช้บ้านบรรมสินธุ์ เป็นที่ทำงานชั่วคราวและหลังจากนั้นไม่มีนายกรัฐมนตรีคนไหน ใช้บ้านนรสิงห์ เป็นที่พักอีกเลย ผู้เขียนเป็นคนโบราณคิดว่าน่าจะเป็นอาถรรพณ์หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขับไล่ไม่ให้คนไม่เหมาะสมอยู่

ต่อมา จอมพล ป.ใช้บ้านบรรทมสินธุ์ เป็นที่ทำการรัฐบาลชั่วคราว ในสมัยสงครามโลก ครั้งที่ 2 คณะรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ใช้บ้านบรรทมสินธุ์ เป็นบ้านรับรอง นายพลฮิเดกิ โทโจ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และได้ติดต่อขอซื้อหรือเช่าจากพระยาอนิรุทธเทวา เพื่อไม่ให้ญี่ปุ่นซื้อไปเป็นสถานทูต เนื่องจากบ้านพิษณุโลกอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ให้กองพันทหารราบที่ 3 พระยาอนิรุทธเทวาแบ่งขายให้ 25 ไร่ ในราคา 5 แสนบาท เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2485 รัฐบาลจอมพล ป. ใช้บ้านบรรทมสินธุ์เป็นศูนย์ประสานงานไทย-ญี่ปุ่น และเปลี่ยนชื่อครั้งแรกว่า “บ้านไทย-พันธมิตร” แต่หลังจากญี่ปุ่นแพ้สงคราม ได้เปลี่ยนชื่อเป็น “บ้านพันธมิตร” ก่อนที่ จอมพล ป. จะเปลี่ยนชื่อบ้านอีกครั้งว่า “บ้านพิษณุโลก” ตามชื่อถนนที่ตั้งของบ้าน

ต่อมาในปี พ.ศ. 2522 รัฐบาลของ พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ปรับปรุงบ้านพิษณุโลก เพื่อใช้เป็นบ้านพักประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งแรก บ้านพิษณุโลกเป็นบ้านพักประจำตำแหน่ง นายกฯ ก็จริง แต่มีนายกฯ มาอยู่ มาใช้น้อยมาก โดยหลังปรับปรุงบ้านเสร็จในปี พ.ศ. 2524 นายกฯคนแรก ที่มาประเดิม คือ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แต่อยู่ได้เพียงไม่กี่วัน พล.อ.เปรม ก็ย้ายออกไปพักที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ ถนนศรีอยุธยา โดยไม่ระบุเหตุผล

สมัยรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ใช้บ้านพิษณุโลกเป็นที่ทำงานของคณะที่ปรึกษารัฐบาลที่เรียกกันว่า คณะที่ปรึกษาบ้านพิษณุโลก คณะที่ปรึกษาชุดนี้ใช้บ้านพิษณุโลกเป็นที่ทำงานเป็นที่ประชุมราชการ จนกระทั่งพลเอกชาติชายถูกยึดอำนาจเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534

สำหรับนายกรัฐมนตรีที่พักในบ้านพิษณุโลกได้นานที่สุด คือ นายชวน หลีกภัย โดยเข้าพักขณะดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี สมัยที่ 2 เนื่องจากบ้านที่ซอยหมอเหล็งซ่อมแซม นายชวนกล่าวกับแนวหน้าว่า ท่านใช้โซฟาในห้องทำงานซึ่งอยู่ด้านหน้าห้องนอนเป็นที่นอน ไม่ใช้ห้องนอนและไม่นอนบนเตียง “ก็นอนหลับสบายดีไม่มีสิ่งใดรบกวนช่วงเช้าผมก็วิ่งออกกำลังกายรอบบริเวณบ้าน..” นายชวนกล่าวด้วยว่า ท่านพักอยู่ในบ้านพิษณุโลกจนสิ้นวาระนายกรัฐมนตรีไม่มีอุปสรรคใดๆ

ส่วนเรื่องที่เล่าลือกันว่า บ้านพิษณุโลกมีอาถรรพณ์มีวิญญาณหลอกหลอนนั้น ท่านไม่ออกความเห็นโดยถือว่าเป็นความเชื่อของใครของคนนั้น อนึ่ง นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่สองตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 ถึง 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2543

เล่าเรื่อง บ้านนรสิงห์กับบ้านพิษณุโลก มายืดยาวเพื่อให้เข้าใจว่า สถานที่สองแห่งนี้ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าเป็นอาถรรพณ์หรือวิญญาณหลอกหลอนแต่อย่างใด คนที่ซื่อสัตย์ต่อตัวเองและประเทศชาติเท่านั้นถึงจะอยู่ในสถานที่สองแห่งนี้นานได้

สุทิน วรรณบวร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...