แพทย์เตือน คนไทยเที่ยวญี่ปุ่น ระวัง ‘ไข้หวัดใหญ่’ อันตรายกว่าที่คิด
The Bangkok Insight
อัพเดต 05 ก.พ. 2568 เวลา 01.16 น. • เผยแพร่ 04 ก.พ. 2568 เวลา 03.46 น. • The Bangkok Insightแพทย์เตือน คนไทยเที่ยวญี่ปุ่น ระวัง “ไข้หวัดใหญ่” ติดเชื้อไปแล้วกว่า 9 ล้านรายโตเกียวผู้ป่วยเพิ่มสูง โรงพยาบาลหลายแห่งไม่รับคนเพิ่มหากอาการไม่หนัก
จากกรณี “ต้าเอส” นักแสดงสาวไต้หวัน ที่รู้จักกันดีในบท “ซานไช่” นางเอกรักใสใสหัวใจ 4 ดวง เสียชีวิตในวัย 48 ปี จาก “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A” ในญี่ปุ่น
ล่าสุด นายแพทย์ เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ โพสต์เตือนคนไทยที่จะเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นช่วง 2 กันยายน - 26 มกราคม นี้ ระบุ 144 วันที่ผ่านมา ญี่ปุ่นพบผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ถึง 9.523 ล้านคน เฉลี่ยวันละ 66,132 คน แนะวางแผนการเดินทางและดูแลตัวเองให้ดี
1.ในโตเกียวหลายแห่ง การเพิ่มจำนวนของคนไข้ที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สูงมาก และโรงพยาบาลหลายแห่งไม่รับคนเพิ่มเติมถ้าอาการไม่หนักตอนนี้หลายคนที่วางแผนไปเที่ยวโตเกียวผมแนะนำว่าถ้าจำเป็นต้องไปจริงๆ ดูแลตัวเองให้ดีมากๆ แล้วก็อย่าลืมหายาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ไปด้วย
2. ฝั่งโอซาก้าเป็นยังไงบ้างไปดูกันครับ สถานการณ์การระบาดของไข้หวัดใหญ่ในโอซากาวันนี้ยังคงอยู่ในระดับที่น่ากังวล โดยข้อมูลล่าสุดจากสถาบันสาธารณสุขโอซากา ระบุว่าค่าเฉลี่ยผู้ป่วยในช่วงวันที่ 29 มกราคม - 4 กุมภาพันธ์ 2567 อยู่ที่ 29.64 รายต่อเขต และมี 6 เขตที่ค่าเฉลี่ยเกิน 30 ราย ซึ่งถือว่าเป็นการระบาดหนัก โดยส่วนใหญ่เป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B
3.ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ในฮอกไกโด ณ วันนี้ (3 กุมภาพันธ์ 2025) จากผลการค้นหา อย่างไรก็ตาม ฮอกไกโดมักเผชิญการระบาดของไข้หวัดใหญ่ในช่วงฤดูหนาว (ธันวาคม-มีนาคม) เนื่องจากอากาศหนาวเย็นและแห้ง ซึ่งเอื้อต่อการแพร่กระจายของไวรัส
4.ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ปกติที่ไทยเราใช้ Oseltamivir (Tamiflu) ซึ่งที่ญี่ปุ่นก็ใช้เหมือนกัน แต่หลายคนคงจะจำยาตัวนี้ได้ FAVIPIRAVIR ฟาวิ ซึ่งก็จะเป็นการใช้ตัวนี้เหมือนกันนะครับในกรณีที่ใช้ยาตัวแรกไม่ได้ผลไม่ได้อยากให้ทุกคนกังวลมากเกินไปนะครับแต่ใครที่วางแผนจะไปญี่ปุ่นหรือเดินทางไปเที่ยวช่วงนี้ต้องวางแผนให้ดีจริงๆ
ไวรัสไข้หวัดใหญ่ คืออะไร
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ไข้หวัดใหญ่ หรือ Influenza หรือที่ในทางการแพทย์เราจะเรียกสั้นๆ ว่า “ฟลู” นั้น คือ โรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ที่มีสาเหตุมาจาก “เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่” ทำให้ผู้ติดเชื้อ มีไข้สูง ปวดหัว ตัวร้อน ไอจาม มีน้ำมูก และปวดเมื่อยตามตัว โดยเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ที่ปัจจุบันถือได้ว่า “ร้ายกาจที่สุด” และส่งผลกระทบต่อผู้คนในสังคมเรามากที่สุดนั้น จะมีอยู่ด้วยกัน 2 สายพันธุ์ ได้แก่
ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A
หรือเรียกสั้นๆ ว่า “ฟลูA” ถือเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ที่มีความอันตรายมากที่สุด เพราะสามารถกลายพันธุ์ได้ ตลอดจนแพร่ระบาดได้เป็นวงกว้าง ทำให้เชื้อมีความเป็นลูกผสม และมีฤทธิ์รุนแรง โดยไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A มักจะแพร่ระบาดตามฤดูฝนและฤดูหนาว ซึ่งสามารถแบ่งแยกออกได้เป็น 2 สายพันธุ์ย่อยที่พบบ่อย คือ H1N1 และ H3N2
ไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B
หรือเรียกสั้นๆ ว่า“ฟลูB” ถือเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ที่มีความอันตรายรุนแรงเช่นกัน ที่พบได้บ่อย คือB Victoria , B Yamagata , B Phuket ซึ่งสามารถระบาดได้ทั้งในฤดูฝนและฤดูหนาวเช่นเดียวกัน
ไข้หวัดใหญ่อันตรายแค่ไหน?
สำหรับอาการของไข้หวัดใหญ่นั้น โดยทั่วไปก็จะไม่ต่างจากไข้หวัดสักเท่าไร หากแต่มีอาการที่รุนแรงกว่า โดยสัญญาณที่บ่งบอกว่าอาการที่เราเป็นอยู่นั้นไม่ใช่ไข้หวัดธรรมดาแต่เป็นไข้หวัดใหญ่ ประกอบไปด้วย
- มีไข้สูงมากกว่าปกติ คือตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป
- มีอาการปวดศีรษะ หนาวสั่น อ่อนเพลีย
- มีน้ำมูกไหล คัดจมูก เจ็บคอ มีอาการไอ
- ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ตามร่างกาย แขน ขา ตามตัว
- ไข้หวัดใหญ่ส่วนมากจะมีระยะเวลาอาการของโรค 5 วัน หากมีอาการนานกว่านั้นอาจเกิดจากการติดเชื้อของแบคทีเรียแทรกซ้อนที่พบได้ในบางราย
นอกจากอาการดังที่กล่าวไปแล้ว ไข้หวัดใหญ่ยังอาจรุนแรงจนถึงขั้นทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ซึ่งที่พบบ่อยมากที่สุดเลยก็คือ “ภาวะปอดบวม” และ “หลอดลมอักเสบ” ดังนั้น หากสังเกตพบอาการไข้หวัดที่รุนแรงกว่าปกติ อย่าชะล่าใจว่าเป็นแค่หวัดธรรมดา แต่ควรรีบพบแพทย์ดีกว่า จะได้รักษาได้ทันท่วงที
ขอบคุณข้อมูล หมอเจด,โรงพยาบาลพญาไท
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- ‘ทักษิณ’ บินนอกประเทศ พบ ‘อันวาร์’
- สภาพอากาศวันพรุ่งนี้ 3 ก.พ. ทั่วประเทศอากาศเริ่มอุ่นขึ้น ยังมีหมอกตอนเช้า 'ฝุ่นละออง' ยังเยอะ
- กกต.สายแทบไหม้! ประชาชนแห่โทรสายด่วน 1444
ติดตามเราได้ที่