รู้จักเชื้อ ‘เอชไพโลไร’ ตัวการร้ายทำลายกระเพาะอาหาร อันตรายแค่ไหน?
The Bangkok Insight
อัพเดต 03 ก.ย 2567 เวลา 03.53 น. • เผยแพร่ 03 ก.ย 2567 เวลา 03.53 น. • The Bangkok Insightรู้จักเชื้อ เอชไพโลไร (H. Pylori) ตัวการร้ายทำลายกระเพาะอาหาร แผลโรคกรดไหลย้อน รวมถึงโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร อยู่ได้นานนับ 10 ปี โดยไม่แสดงอาการ
เชื่อว่าหลายคนมีอาการปวดท้องแบบเป็นๆ หายๆ อิ่มก็ปวดหิวก็ปวด นั่นอาจหมายถึง การเป็น “โรคกระเพาะ” ซึ่งในอดีตเรามักยกความผิดของการเป็นโรคกระเพาะว่า เกิดจากการกินอาหารไม่ตรงเวลา แต่ปัจจุบันเราพบว่า “โรคกระเพาะอาหาร” มีสาเหตุสำคัญอันดับหนึ่ง… จากการติดเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า เอชไพโลไร (H. Pylori) ที่หลายคนอาจยังไม่รู้จัก วันนี้เราจึงจะพาไปทำความรู้จักกับ แบคทีเรียตัวร้ายที่ชอบทำลายกระเพาะอาหาร ชนิดนี้กัน
ทำความรู้จักกับ “แบคทีเรียเอชไพโลไร (H. Pylori)”
H. Pylori (Helicobacter Pylori) หรือเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไร คือเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะอาศัยอยู่บริเวณเยื่อบุกระเพาะอาหาร โดยตัวเชื้อจะไปกระตุ้นการคัดหลั่งของน้ำย่อยในกระเพาะอาหารให้มีมากขึ้น ส่งผลให้เกิดโรคแผลในกระเพาะอาหาร แผลโรคกรดไหลย้อน รวมถึงโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร ทั้งนี้ เชื้อแบคทีเรีย H. Pylori สามารถอาศัยอยู่ในกระเพาะของผู้ติดเชื้อได้นานนับ 10 ปี โดยไม่แสดงอาการใดๆ ก็ได้เช่นกัน
อาการหรือสัญญาณเตือน เมื่อมีการติดเชื้อ H. Pylori
เมื่อมีการติดเชื้อเอชไพโลไร โดยส่วนใหญ่มักไม่ก่อให้เกิดอาการใดๆ แต่จะมีในบางรายที่อาจมีอาการแสดงออกมา เช่น
- ปวดท้องเป็นๆ หายๆ บริเวณใต้ลิ้นปี่
- แสบร้อนท้อง หรือจุกแน่นบริเวณลิ้นปี่
- มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน
- ท้องอืด มีแก๊สมาก ทำให้เรอบ่อย
- เบื่ออาหาร ส่งผลให้น้ำหนักลดลง
- อุจจาระมีสีดำ อุจจาระเป็นเลือด อาเจียนเป็นเลือดจากการอักเสบรุนแรง ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารหรือบริเวณลำไส้เล็กส่วนต้น ส่งผลให้เสี่ยงต่อภาวะโลหิตจาง กระเพาะอาหารทะลุ รวมถึง “โรคมะเร็งกระเพาะอาหาร”
อาการเหล่านี้ ล้วนรบกวนและส่งผลเสียต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ดังนั้นเมื่อมีอาการดังกล่าว แพทย์จึงมักแนะนำให้ตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด รวมถึงการตรวจหาเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไร เพื่อจะได้รักษาอย่างถูกจุดตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะยิ่งพบเชื้อเร็ว ยิ่งง่ายต่อการรักษา และยังลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคร้ายแรงที่เกี่ยวข้องได้ด้วย
กลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อ H. Pylori
หากท่านมีความกังวล สงสัย หรือมีอาการเตือน การปรึกษาแพทย์จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด และนี้คือ 5 ความเสี่ยงของการติดเชื้อเอชไพโลไร
- เป็นผู้ที่ชอบรับประทานอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ หรืออาหารที่ไม่ผ่านความร้อนเลย
- เป็นผู้ที่มีประวัติทานอาหารและน้ำที่ไม่สะอาด หรือมีการปนเปื้อนของเชื้อ
- เป็นผู้ที่มีบุคคลในครอบครัวมีประวัติเกี่ยวกับโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร
- เป็นผู้ที่พบรอยโรคเกี่ยวกับโรคกระเพาะอาหาร ทั้งโรคกระเพาะอักเสบ แผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น
- เป็นผู้ที่จำเป็นต้องรับประทานยากลุ่ม NSAID เช่น แอสไพริน ยารักษาโรคกระดูกและข้ออักเสบ หรือยาชุด เป็นประจำ
ตรวจหาเชื้อ H. Pylori มีวิธีไหนบ้าง?
การตรวจหาเชื้อ H. Pylori สามารถทำได้หลายวิธีดังนี้
- การเป่าลมหายใจ และวัดหาระดับยูเรีย (Urea Breath Test)
- การตรวจอุจจาระ (Stool Antigen Assay)
- การส่องกล้องระบบทางเดินอาหาร (Endoscopy)
- การตรวจจากเลือด (Serology Test) วิธีนี้จำเป็นต้องใช้ผลจากการตรวจด้วยวิธีอื่น ๆ วินิจฉัยร่วมด้วย
ป้องกันง่ายๆ ให้ห่างไกลเชื้อ
- ล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง ทั้งก่อนและหลังการเข้าห้องน้ำ รวมถึงก่อนจัดเตรียมหรือรับประทานอาหาร
- หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารและน้ำที่ไม่สะอาด
- หลีกเลี่ยงการทานอาหารดิบ หรือกึ่งสุกกึ่งดิบ
- ดูแลอุปกรณ์การทำอาหารและภาชนะให้สะอาดอยู่เสมอ
แม้การได้รับ เชื้อแบคทีเรีย H. Pylori เข้าสู่ร่างกายจะไม่แสดงอาการในทันที แต่เชื้อตัวนี้ก็สามารถอาศัยอยู่ในกระเพาะอาหารของเราได้เป็นเวลาหลายปี ซึ่งการปล่อยทิ้งไว้อาจส่งผลให้เกิดโรคที่เกี่ยวกับกระเพาะอาหาร รวมถึงเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้
ดังนั้นหากเริ่มมีอาการดังกล่าว หรือท่านเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรีย H. Pylori แนะนำว่าควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาเชื้ออย่างละเอียด และเข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธีให้หายขาด ก็จะให้ผลดีทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
ขอบคุณข้อมูล โรงพยาบาลเปาโลสมุทรปราการ
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- อย.สหรัฐ ไฟเขียวทางเลือกใหม่ วัคซีนป้องกันโรคฝีดาษลิง ACAM2000
- 5 ประเด็นซ่อนเร้นของโรคฝีดาษลิง ที่กระทบต่อระบบสาธารณสุขโลก
- ยันผู้ติดโรค Mpox และผู้ใกล้ชิดทุกคนอยู่ในระบบเฝ้าระวัง ไม่พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม
ติดตามเราได้ที่