โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

2 เครื่องดื่มจากผักที่แพทย์ชาวญี่ปุ่นแนะนำให้ดื่มเป็นประจำเพื่อลดความดันโลหิตสูง

conomi

อัพเดต 04 ต.ค. 2567 เวลา 15.10 น. • เผยแพร่ 07 ต.ค. 2567 เวลา 05.00 น. • conomi.co

ผู้ชายญี่ปุ่นประมาณร้อยละ 60 และผู้หญิงร้อยละ 40 มีภาวะความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตสูงได้ชื่อว่าเป็น “นักฆ่าเงียบผู้เหี้ยมโหด” เนื่องจากมักไม่แสดงอาการและหากไม่ใส่ใจดูแลในระยะยาวก็ส่งผลเสียต่อหลอดเลือดและหัวใจ ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงถึงแก่ชีวิตหรือพิการ ซึ่งได้แก่ โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง กล้ามเนื้อหัวใจหนา เส้นเลือดแดงใหญ่โป่งพอง และไตวาย เป็นต้น นอกจากอาหารที่มีผลในการลดความดันโลหิตแล้ว ก็ยังมีเครื่องดื่มหลายชนิดที่เมื่อดื่มเป็นประจำแล้วมีผลในการลดความดันโลหิตสูงได้ มารู้จัก 2 เครื่องดื่มจากผักที่แพทย์ทางด้านหัวใจชาวญี่ปุ่นแนะนำว่าหากดื่มอย่างสม่ำเสมอแล้วจะช่วยลดความดันโลหิตสูงได้กันค่ะ

เครื่องดื่มจากผักที่ช่วยลดความดันโลหิตสูง!

1. น้ำบีทรูท

เครื่องดื่มจากผัก-บีทรูท

บีทรูทเป็นผักประเภทหัวมีสีม่วงแดง บีทรูทเป็นผักที่มีปริมาณไนเตรท (Nitrate) สูงกว่าผักอื่น ๆ ไนเตรทจะเปลี่ยนไปเป็นไนตริกออกไซด์ (Nitric oxide) ในร่างกายของคนเราซึ่งสารชนิดนี้จะมีผลในการขยายหลอดและทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น

*ปริมาณที่ควรรับประทานในแต่ละวัน* จากงานวิจัยพบว่าการดื่มน้ำบีทรูทวันละประมาณ 250 มิลลิลิตร จะมีผลในการลดความดันโลหิตซิสโตลิก (Systolic) หรือค่าความดันโลหิตตัวบนได้โดยเฉลี่ย 4-5 มม.ปรอท

*ข้อควรระวังในการดื่มน้ำบีทรูท* น้ำบีทรูทสำเร็จรูปโดยทั่วไปมักเติมน้ำตาลในปริมาณสูงซึ่งจะส่งผลเสียต่อผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงและเบาหวาน โดยทั่วไปบีทรูทจะมีรสหวานตามธรรมชาติอยู่แล้ว จึงควรเลือกผลิตภัณฑ์น้ำบีทรูทที่ไม่เติมน้ำตาลหรือปั่นดื่มเองที่บ้าน นอกจากนี้ การดื่มน้ำบีทรูทจะทำให้ปัสสาวะและอุจจาระมีสีแดง หากไม่ได้มีปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ลำไส้ และกระเพาะปัสสาวะก็ไม่ต้องตกใจที่สีของปัสสาวะและอุจาระมีสีเข้มออกแดงหลังจากดื่มน้ำบีทรูท

2. น้ำกระเจี๊ยบแดง

เครื่องดื่มจากผัก-กระเจี๊ยบแดง

น้ำกระเจี๊ยบแดงได้รับความสนใจจากคนญี่ปุ่นเป็นอย่างมากว่ามีผลในการลดความดันโลหิตสูง เนื่องจากอุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญดังนี้คือ สารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งมีคุณสมบัติในการยับยั้งแองจิโอเทนซิน-คอนเวอร์ติงเอนไซม์ (Angiotensin-Converting Enzyme) ซึ่งเป็นเอนไซม์สำคัญในการทำให้เกิดความดันโลหิตสูง โดยเอนไซม์ดังกล่าวทำหน้าที่เปลี่ยนสารแองจิโอเทนซิน I ให้เป็นแองจิโอเทนซิน II ซึ่งเป็นสารสำคัญที่ทำให้หลอดเลือดหดตัวจนทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น และกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนอัลโดสเตอโรน (Aldosterone) ซึ่งทำให้มีการดูดซึมเกลือโซเดียมกลับเข้าร่างกายที่บริเวณไตและส่งผลในการเพิ่มความดันโลหิตของร่างกาย ดังนั้นการยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ดังกล่าวจะช่วยให้ความดันโลหิตลดลง โพลีฟีนอล (Polyphenol) ซึ่งมีผลในการต้านอนุมูลอิสระและเสริมการทำงานที่ดีของหลอดเลือดที่ผนังหลอดเลือด โดยมีผลในการคงความยืดหยุ่นของหลอดเลือดและช่วยรักษาความดันโลหิตให้คงที่ นอกจากนี้ น้ำกระเจี๊ยบมีฤทธิ์ขับปัสสาวะเล็กน้อยซึ่งช่วยขจัดน้ำและเกลือส่วนเกินออกจากร่างกายและส่งผลในการลดความดันโลหิตได้

*ปริมาณที่ควรรับประทานในแต่ละวัน* จากข้อมูลงานวิจัยพบว่าการผู้ป่วยที่ดื่มน้ำกระเจี๊ยบแดงวันละประมาณ 2 ถึง 3 ถ้วย (ประมาณ 240 มิลลิลิตรต่อถ้วย) เป็นเวลาติดต่อกันประมาณ 6 สัปดาห์จะมีค่าความดันโลหิตซิสโตลิกหรือค่าความดันโลหิตตัวบนลดลงโดยเฉลี่ย 7.2 มม.ปรอท และค่าไดแอสโตลิก (Diastolic) หรือค่าความดันโลหิตตัวล่างลดลง 3.1 มม.ปรอท

*ข้อควรระวังในการดื่มน้ำกระเจี๊ยบแดง* น้ำกระเจี๊ยบแดงมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ หากดื่มในปริมาณที่มากเกินไปก็อาจทำให้ร่างกายขาดน้ำได้ ดังนั้นเมื่อปัสสาวะแล้วก็ให้ดื่มน้ำให้เพียงพอโดยเฉพาะในช่วงสภาพอากาศร้อนหรือหลังออกกำลังกาย นอกจากนี้ น้ำกระเจี๊ยบแดงมีฤทธิ์เป็นกรด สำหรับผู้ที่มีปัญหาโรคกระเพาะอาหารควรเลือกเวลาดื่มหลังอาหาร อีกทั้งหญิงมีครรภ์หรือให้นมบุตรก็ไม่ควรดื่มชาชนิดนี้

หากมีภาวะความดันโลหิตสูง นอกจากปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัดแล้วก็ลองตัวช่วยจากน้ำผักดังกล่าวดูค่ะ แต่ทั้งนี้ก็ดูข้อระวังการดื่มดังข้างต้นด้วยนะคะ

สรุปเนื้อหาจาก: shigyo-medical.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...