โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

TOP แบกภาระตรึง “ดีเซล” กองทุนน้ำมันค้างจ่ายคืนทะลุ 1 หมื่นล้าน

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

แหล่งข่าวจากวงการพลังงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์และแนวโน้มธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในประเทศว่า จากแบบจำลองการคำนวณค่าการกลั่นและการประเมินความเสี่ยงภายใต้ภาวะความผันผวนของตลาดในช่วงไตรมาส 2 และไตรมาส 3 ปี 2569 คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยจะเคลื่อนไหวอยู่ที่ 102.1 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในไตรมาส 2 ก่อนทยอยปรับลดลงมาอยู่ที่ 86.9 และ 77.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ตามลำดับ หากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลายลงในช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้

ทั้งนี้ การอ่อนตัวลงของราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มส่งผลให้ค่าการกลั่นรวมของผู้ประกอบการโรงกลั่น เช่น บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ปรับลดลงจากระดับ 7.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในไตรมาส 1/2569 มาอยู่ที่ 2.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในไตรมาส 2/2569 และอาจติดลบ 2.3 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในไตรมาส 3/2569 จากผลกระทบของกำไรจากสต็อกน้ำมันที่ลดลง

อย่างไรก็ตาม ค่าการกลั่นพื้นฐานที่แท้จริงของโรงกลั่น ซึ่งไม่รวมผลกระทบจากสต็อกน้ำมัน ยังคงมีความแข็งแกร่งและสามารถรักษาเสถียรภาพได้ โดยคาดว่าจะอยู่ที่ 3.4 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในไตรมาส 2 และประคองตัวอยู่ที่ 0.3 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในไตรมาส 3 ซึ่งสะท้อนระดับการดำเนินงานตามปกติของธุรกิจโรงกลั่น

นอกจากนี้ แหล่งข่าวระบุว่า ภาครัฐและผู้ประกอบการได้เตรียมความพร้อมในการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่องอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะไทยออยล์ ซึ่งมีความต้องการเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้นประมาณ 18,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการจัดซื้อน้ำมันดิบที่มีต้นทุนสูงในปัจจุบัน ขณะที่กระแสเงินสดลดลงราว 2,800 ล้านบาท จากความร่วมมือกับภาครัฐในการปรับลดราคาน้ำมันดีเซล ณ โรงกลั่น ลง 2-5 บาทต่อลิตร เพื่อช่วยเหลือประชาชนในช่วงวันที่ 9 เมษายน - 19 พฤษภาคม 2569

ส่งผลให้มียอดเงินชดเชยค้างรับจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสะสมอยู่ที่ 10,314 ล้านบาท ณ วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 กระทบต่อสภาพคล่องโดยรวมลดลงราว 31,000 ล้านบาท และทำให้มีภาระต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นกว่า 900 ล้านบาทต่อปี รวมทั้งยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากความผันผวนของความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูป ซึ่งอาจส่งผลต่อข้อจำกัดในการส่งออก หรือเกิดภาวะขาดทุนจากการจำหน่ายน้ำมันดิบส่วนเกิน

แหล่งข่าวอธิบายเพิ่มเติมว่า “กำไรหรือขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน (Stock Gain / Stock Loss)” เป็นกลไกที่เกิดขึ้นตามปกติของธุรกิจโรงกลั่น และไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากน้ำมันดิบที่นำมากลั่นในปัจจุบันเป็นน้ำมันที่ต้องสั่งซื้อล่วงหน้า 1-2 เดือน เพื่อรักษาความมั่นคงและความต่อเนื่องของระบบพลังงานของประเทศ

โดยยกตัวอย่างกรณีความขัดแย้งในตะวันออกกลางช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับประมาณ 70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ไปแตะระดับ 125 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และสูงสุดที่ 170 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ไทยออยล์มีกำไรจากสต็อกน้ำมันสูงถึง 16,746 ล้านบาทในไตรมาส 1/2569 เนื่องจากเป็นน้ำมันต้นทุนต่ำที่จัดซื้อไว้ล่วงหน้าก่อนเกิดสงคราม และส่งผลให้กำไรสุทธิรวมในไตรมาส 1/2569 เพิ่มขึ้นเป็น 19,481 ล้านบาท ซึ่งรวมกำไรจากการซื้อหุ้นกู้คืนจำนวน 2,436 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วในอนาคต น้ำมันดิบที่จัดซื้อไว้ในช่วงที่ราคาสูงจะกลายเป็นต้นทุนที่สูงกว่าราคาตลาดทันที ส่งผลให้โรงกลั่นต้องเผชิญภาวะ “ขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน (Stock Loss)” ในช่วงครึ่งหลังของปีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทั้งนี้ เมื่อย้อนดูวิกฤตพลังงานในอดีต พบว่ากลไกดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ในช่วงวิกฤตการเงินโลกปี 2551 ที่ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงอย่างรุนแรงในช่วงปลายปี ส่งผลให้โรงกลั่นขาดทุนจากสต็อกน้ำมันสูงถึง 12,614 ล้านบาทในไตรมาส 4/2551 หรือในช่วงวิกฤตความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน ปี 2565 ที่ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงแรก ส่งผลให้กำไรจากสต็อกน้ำมันเพิ่มขึ้นถึง 11,863 ล้านบาทในไตรมาส 1/2565 ก่อนที่ราคาน้ำมันจะทยอยปรับลดลงต่อเนื่องในช่วงปี 2565-2568 และส่งผลให้โรงกลั่นเผชิญภาวะขาดทุนสะสมจากสต็อกน้ำมันรวม 8,293 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวยืนยันว่า กลุ่มผู้ประกอบการโรงกลั่นมีการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบและสอดคล้องกับกลไกตลาดสากล ทั้งในด้านการบริหารอัตราการกลั่น การส่งออก และการบริหารสภาพคล่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินและสนับสนุนความมั่นคงทางพลังงานของประเทศอย่างโปร่งใสและยั่งยืนในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...