“เอเซีย พลัส” เชียร์ MGC ดาวรุ่ง EV ลุ้นกำไรปี 69 แตะ 950 ล้านบาท ชูเป้า 7.20 บ.
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด หรือ ASPS เปิดเผยบทวิเคราะห์เกี่ยวกับ บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC โดยประเมินว่า บริษัทกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของโครงสร้างธุรกิจ จากเดิมที่พึ่งพารายได้จากธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ระดับพรีเมียม ธุรกิจบริการหลังการขาย และธุรกิจรถเช่า Sixt ไปสู่ธุรกิจใหม่ในฐานะผู้จัดจำหน่าย (Distributor) รถยนต์ไฟฟ้า XPENG และตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ ZEEKR ตั้งแต่ปี 2567 ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีอัตรากำไรสูงกว่าธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์แบบดั้งเดิม
โดยประสบการณ์และเครือข่ายทางธุรกิจของ MGC เป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญที่ช่วยผลักดันยอดจดทะเบียนสะสมรถยนต์ XPENG ในประเทศไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยจำนวนรถจดทะเบียนสะสม (รย.1) เพิ่มจาก 178 คัน ณ สิ้นปี 2567 เป็น 2,959 คัน ณ สิ้นปี 2568 และเพิ่มต่อเนื่องเป็น 4,635 คัน ณ สิ้นเดือนเมษายน 2569 สะท้อนการขยายตัวของธุรกิจ EV ภายใต้โมเดลใหม่ของบริษัทได้อย่างชัดเจน
ในด้านผลประกอบการ ASPS ระบุว่า กำไรปกติของ MGC ในปี 2568 ฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ที่ 683 ล้านบาท จากระดับ 146 ล้านบาทในปี 2567 ขณะที่ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 มีกำไรปกติ 283 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 55 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากยอดขายที่เติบโตและอัตรากำไรที่ปรับตัวดีขึ้น
ขณะเดียวกัน รายได้รวมไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ประมาณ 4.6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 47% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากยอดขายรถยนต์ XPENG และ ZEEKR ที่เริ่มมีบทบาทต่อรายได้และการเติบโตของบริษัทมากขึ้น
ทั้งนี้ ทางฝ่ายวิจัยยังมองว่า ธุรกิจ Distributor ซึ่งมีอัตรากำไรสูง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยผลักดันอัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit Margin : OPM) ของ MGC จากระดับ 1.8% ในปี 2567 เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.4% ในปี 2568 และมีแนวโน้มเร่งตัวต่อเนื่องในปี 2569 ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับเพิ่มมูลค่าหุ้น (Re-rating Valuation) หากบริษัทสามารถรักษาระดับ OPM ได้อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ธุรกิจรถเช่าซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 8% ของรายได้รวม ยังมีปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติมในปี 2569 จากการที่ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ โดยคาดว่าจะมีความต้องการใช้รถเช่าประมาณ 1,000 คัน สูงกว่าช่วงที่ไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม APEC ในปี 2565 ซึ่งมีความต้องการใช้รถเช่าราว 600 คัน
ASPS คาดการณ์ว่า กำไรปกติปี 2569 ของ MGC จะเติบโตอีก 39% แตะระดับ 950 ล้านบาท ภายใต้สมมติฐานรายได้เติบโต 25% และอัตรากำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 5% แม้จะยังเป็นประมาณการที่อนุรักษ์นิยมมากกว่าเป้าหมายของบริษัทก็ตาม
ทั้งนี้ แม้ราคาหุ้น MGC จะฟื้นตัวจากระดับประมาณ 2.60 บาท ขึ้นมายืนเหนือระดับ 5 บาทได้แล้ว แต่ยังคงต่ำกว่าราคาเสนอขายหุ้น IPO ที่ระดับ 7.35 บาท ขณะที่ผลกำไรของบริษัทกลับมาอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว
ฝ่ายวิจัยคงคำแนะนำ “ซื้อ” ประเมินมูลค่าพื้นฐาน (Fair Value) ของ MGC ไว้ที่ 7.20 บาทต่อหุ้น อิงค่า PER ที่ 8.5 เท่า จากแนวโน้มการฟื้นตัวของผลประกอบการและคุณภาพงบดุลที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ระดับ PER ปัจจุบันที่ซื้อขายราว 6.5 เท่า ยังสะท้อนภาพธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์แบบเดิม มากกว่าศักยภาพของธุรกิจ Distributor รถยนต์ EV ที่กำลังเติบโตในอนาคต