"ชัชชาติ" ถูกใจ! "ระบบเกียรติยศ" เก็บค่าโดยสาร BRT ประหยัดงบ 3 ล้าน/เดือน รายได้พุ่ง
">
20 มกราคม 2569 กรุงเทพฯ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานและพัฒนาระบบรถโดยสารด่วนพิเศษ หรือ BRT เส้นทางสาทร-ราชพฤกษ์ โดยเปิดเผยถึงความเป็นมาและปัญหาอุปสรรคในอดีตที่กรุงเทพมหานครต้องจ้างบริษัทเอกชนเข้ามาบริหารจัดการระบบจัดเก็บค่าโดยสารแบบแตะบัตรเข้า-ออก ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงถึงเดือนละประมาณ 3 ล้านบาท ในขณะที่รายได้จากการเก็บค่าโดยสารก็อยู่ที่ประมาณเดือนละ 3 ล้านบาทเช่นกัน ทำให้ภาพรวมทางการเงินเป็นศูนย์และไม่มีรายได้เพิ่ม
ด้วยเหตุนี้จึงมีแนวคิดบริหารจัดการรูปแบบใหม่ด้วยการทดลองใช้ "ระบบเกียรติยศ" (Honor System) ซึ่งเป็นระบบที่ไม่มีเจ้าหน้าที่เก็บเงินและไม่มีระบบตรวจตั๋วที่สถานีเพื่อให้ผู้โดยสารรับผิดชอบต่อตนเองตามมาตรฐานสากล โดยเปลี่ยนมาให้ผู้โดยสารใช้บัตรแรบบิทหรือแอปพลิเคชันแตะจ่ายเงินบนตัวรถแทน ซึ่งจากการทดลองพบว่าได้ผลดีและสามารถเก็บค่าโดยสารได้ในปริมาณใกล้เคียงเดิม แต่สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการระบบตั๋วไปได้ทั้งหมดเดือนละ 3 ล้านบาท หรือคิดเป็นรายได้กลับคืนมาประมาณ 36 ล้านบาทต่อปี เพื่อนำไปใช้โปรโมทและพัฒนาระบบขนส่งต่อไป
แม้จะมีความกังวลเรื่องผู้ไม่จ่ายเงินอยู่บ้างแต่พบว่าเป็นเพียงส่วนน้อย โดยจะมีพนักงานสุ่มตรวจบัตร (Inspector) หากพบผู้กระทำผิดจะมีโทษปรับถึง 20 เท่า หรือคิดเป็นเงินประมาณ 300 บาท
สำหรับการพัฒนาในมิติต่าง ๆ ที่ผ่านมามีการใช้รถเมล์ไฟฟ้า (EV) ที่เป็นระบบรถชานต่ำ (Low Floor) เพื่อความสะดวกของคนทุกกลุ่มและคนพิการ ซึ่งการใช้รถชานต่ำทำให้สามารถเพิ่มจุดจอดรับ-ส่งได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องก่อสร้างสถานีขนาดใหญ่ โดยล่าสุดได้เพิ่มป้ายหยุดรถไปแล้ว 2 แห่ง จากเดิมที่มีสถานีห่างกันมากทำให้ประชาชนต้องเดินไกล
ปัจจุบันสถานีทุกแห่งมีการปรับปรุงเสร็จสมบูรณ์ มีหลังคาคลุมครบถ้วน และมีการกำหนดค่าโดยสารที่ 15 บาทตลอดสาย ส่งผลให้มีผู้ใช้บริการหนาแน่นเฉลี่ยวันละประมาณ 10,000 คน โดยเฉพาะในช่วงเช้าและเย็นที่มีกลุ่มนักเรียนและนักศึกษามาใช้บริการจำนวนมาก
นายชัชชาติ กล่าวว่า ระบบจัดเก็บค่าโดยสารดังกล่าวช่วยประหยัดงบประมาณ แต่ กทม.ยังต้องจ่ายค่าเดินรถตามปกติ โดยการทดลองเปลี่ยนระบบครั้งนี้เป็นแนวคิดของนายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ทำให้มีกำลังใจเล็ก ๆ ในอนาคตคิดว่าประเทศไทยน่าจะนำระบบนี้ไปขยายผลในวงกว้างได้