พลังศรัทธา 1 ล้าน! แห่ช่วย ‘น้องบูม’สู้ชีวิตอยู่ลำพัง ปิดยอดในคืนเดียว-เจ้าตัวลั่นขอตั้งใจเรียน
วันที่ 20 ม.ค. 69 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี โดยมีการประชุมหารือแนวทางการช่วยเหลือนักเรียนชายรายหนึ่ง หลังเรื่องราวถูกเผยแพร่ออกไปและมีผู้ร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือเป็นจำนวนมาก โดยมีรองผู้อำนวยการโรงเรียน ครูแนะแนว นางวาริน วีระสุนทร หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี น.ส.สุนทรีย์ อึ้งเกลี้ยง นักสังคมสงเคราะห์ อบจ.นนทบุรี และนายปรเมศร์ มีสมภพ หรือ “เมศ เจ้าชายน้อย” เข้าร่วมประชุม
ทั้งนี้ ภายหลังการเผยแพร่เรื่องราวเพียงข้ามคืน มีเงินบริจาคหลั่งไหลเข้ามากว่า 1 ล้านบาท จนต้องประกาศปิดรับบริจาค โดยใช้เวลาประชุมร่วมกันกว่า 1 ชั่วโมง ก่อนให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงแนวทางการดูแลช่วยเหลือในระยะยาว
น้องบูม เปิดเผยว่า ตนเริ่มใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพังตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และเริ่มทำงานพาร์ทไทม์ตั้งแต่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยทำงานควบคู่กับการเรียนทุกวันหลังเลิกเรียน ผลการเรียนอยู่ในระดับปานกลาง ไม่ได้โดดเด่น แต่มีความตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่
น้องบูมกล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ พร้อมยอมรับว่ารู้สึกกังวลว่าตนสมควรได้รับความช่วยเหลือหรือไม่ เนื่องจากยังมีอีกหลายคนที่ลำบากมากกว่า เมื่อทราบยอดเงินบริจาคก็รู้สึกตกใจอย่างมาก หลังจากนี้ตั้งใจจะปรับการใช้ชีวิตใหม่ โดยให้ความสำคัญกับการเรียนเป็นหลัก พร้อมขอบคุณทุกคนที่ช่วยกันเป็นกระบอกเสียง หากไม่ได้รับความช่วยเหลือครั้งนี้ ตนอาจต้องเผชิญความลำบากมากกว่านี้
ด้าน นายปรเมศร์ มีสมภพ หรือ เมศ เจ้าชายน้อย กล่าวว่า ได้รับการประสานจากผู้อำนวยการศูนย์บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี และได้ลงพื้นที่ร่วมกันเพื่อช่วยเหลือเบื้องต้น เห็นว่าน้องเป็นเด็กขยัน อดทน มีความพยายามในการดำรงชีวิต แต่ยังขาดแคลนปัจจัยพื้นฐานหลายอย่าง ภายในห้องพักมีเพียงที่นอนและอุปกรณ์ทำอาหารเล็กน้อย เนื่องจากต้องนำรายได้ไปใช้จ่ายเพื่อการดำรงชีวิตในแต่ละเดือน
ภายหลังโพสต์เรื่องราวลงในเฟซบุ๊ก มีประชาชนติดต่อสอบถามและร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือโดยตรงเข้าบัญชีของน้อง ยอดรวมปัจจุบันประมาณ 1 ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนที่ทุกฝ่ายคาดไม่ถึง ตัวน้องเองรู้สึกเกรงใจและเป็นห่วงผู้อื่นที่ลำบากกว่า แต่ก็ซาบซึ้งใจต่อความเมตตาของสังคม พร้อมขอบคุณหน่วยงานภาครัฐและทุกภาคส่วนที่ร่วมกันช่วยเหลือ
ขณะที่ นางวาริน วีระสุนทร กล่าวว่า หลังรับทราบเรื่อง ได้ลงพื้นที่ดูแลทั้งด้านการศึกษา ความเป็นอยู่ และความปลอดภัย พร้อมนำข้าวสาร อาหารแห้ง และอุปกรณ์เครื่องครัวเบื้องต้นมาช่วยเหลือ โดยรูปแบบการใช้ชีวิตของน้องยังคงเป็นไปตามปกติ คือช่วงเช้าเข้าเรียน และช่วงเย็นทำงานพาร์ทไทม์
นางวาริน ระบุว่า น้องมีความฝันอยากเป็นทหาร จึงได้ประสานงานเพื่อวางแผนสนับสนุนด้านการเงินในอนาคต เนื่องจากยอดเงินบริจาคมีจำนวนมาก จึงได้ประชุมทีมสหวิชาชีพ ทั้งโรงเรียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางการบริหารจัดการเงินอย่างเหมาะสม และป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
โดยจะมีการฝากเงินในลักษณะสลักหลัง น้องจะไม่สามารถเบิกเงินก้อนใหญ่ได้จนกว่าจะอายุครบ 19 ปี หรือเมื่อเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา ส่วนเงินจำนวนหนึ่งจะกันไว้สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตประจำวันจนกว่าจะจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ทั้งนี้ เพื่อให้น้องสามารถใช้ชีวิตและศึกษาต่อได้อย่างมั่นคง และลดความกังวลจากยอดเงินบริจาคจำนวนมาก