โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

'วิโรจน์' แฉขบวนการ IO ใส่ร้าย ปชน. - ซัด 'ชูวิทย์' จับแพะชนแกะ

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2569 ที่อาคารอนาคตใหม่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรค และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) แถลงข่าวเปิดโปงขบวนการสร้างข่าวปลอมใส่ร้ายพรรคประชาชน และการดำเนินคดีกับผู้ปล่อยข่าวดังกล่าวต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

โดย นายวิโรจน์ กล่าวว่าใกล้ถึงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งแล้ว หลายคนทราบดีว่าตนเป็นคนที่เคารพสิทธิเสรีภาพและการแสดงความคิดเห็นของประชาชนมาโดยตลอด และในทุกกรณีก็มักจะน้อมรับข้อติติงมาปรับปรุงอยู่เสมอ หลายกรณีที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ก็เป็นข้อบกพร่องที่พรรคควรต้องรับฟังและนำมาแก้ไขปรับปรุงจริง และที่ผ่านมาทุกครั้งที่พรรคถูกวิพากษ์วิจารณ์ติติง พรรคก็จะแสดงความรับผิดชอบต่อสาธารณะและสังคมอย่างได้สัดส่วนมาโดยตลอด

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อนตลอดระยะเวลาการหาเสียงและนับวันจะหนักขึ้นเรื่อยๆ คือปฏิบัติการของขบวนการใส่ร้ายป้ายสี ที่มีทั้งบัญชีไอโอ แอ็คหลุม บอต ตลอดจนการฟาร์มเพจขึ้นมา ผสมกับการใช้เหล่าอินฟลูเอ็นเซอร์ในการผลิตซ้ำและเผยแพร่ข้อความและข้อมูลอันเป็นเท็จ เพื่อทำให้ประชาชนเข้าใจพรรคประชาชนผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการกระทำความผิดกฏหมาย พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร 2561 มาตรา 73 (5) อย่างชัดเจน

นายวิโรจน์ กล่าวอีกว่า เมื่อมีการรวบรวมคอมเมนต์ต่างๆ ของไอโอและแอ็คหลุม ตามโพสต์ที่ผลิตขึ้นมาใส่ร้ายพรรคประชาชน ในเพจที่มีการฟาร์มขึ้น ก็จะพบลักษณะของคอมเมนต์เป็นข้อความซ้ำๆ ใจความเป็นข้อความซ้ำเดิมในทุกข่าวและโพสต์ที่เกี่ยวกับพรรค ซึ่งพรรคได้มีการเก็บรวบรวมคอมเมนต์จากบัญชีต่างๆ ที่มีลักษณะซ้ำๆ มาเชื่อมโยงกัน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะแกะรอยไปถึงกลุ่มการเมืองที่อยู่เบื้องหลังได้ โดยทางฝ่ายกฎหมายของพรรคก็จะรวบรวมคอมเมนต์ทั้งหมด รวมทั้งในการแถลงของตนในวันนี้ เพื่อส่งให้ กกต. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

พรรคประชาชนน้อมรับทุกคำวิพากษ์วิจารณ์ หากคำตำหนินั้นเป็นการวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนตามธรรมชาติ ต่อให้เป็นคำด่าทอด้วยถ้อยคำที่รุนแรงก็พร้อมน้อมรับเสมอ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้เป็นขบวนการที่มีการจัดตั้งขึ้นเพื่อใส่ร้ายพรรคด้วยข้อความอันเป็นเท็จ ไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติแต่อย่างใด เช่น การผลิตข้อมูลอันเป็นเท็จที่เกี่ยวข้องกับประเด็นความมั่นคง ในการใส่ร้าย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ว่าจะรื้อรั้วออกให้หมดหากได้เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายณัฐพงษ์ไม่เคยมีแนวคิดและให้สัมภาษณ์ด้วยข้อความเช่นนี้

รวมถึงมีการเอาประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 มาโจมตีทางการเมือง มีการใส่ร้ายว่าพรรคประชาชนมีนโยบายในการแก้ไขกฎหมายมาตรานี้ ทั้งที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ระบุว่าอย่างชัดเจนแล้วว่าไม่สามารถนำเอามาตรา 112 มาใช้เป็นนโยบายของพรรคการเมืองได้อีก ที่แย่ที่สุดคือความพยายามทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นคือการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรืออีกกรณีหนึ่งที่นายณัฐพงษ์ได้รับจดหมายจากทหารชั้นผู้น้อยที่ได้รับผลกระทบจากสงครามและความเป็นอยู่ ขบวนการเหล่านี้ก็ออกมาสร้างข้อความบิดเบือนกล่าวหาว่าเป็นการจัดฉาก โดยมีเพจต่างๆ ที่เป็นเครือข่ายรับลูกปั่นโพสต์แชร์กันต่อ

รองหัวหน้าพรรค ปชน.กล่าวว่า เหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับนายณัฐพงษ์เท่านั้น แต่ยังขึ้นกับผู้สมัคร สส. อีกหลายท่าน ทั้งหมดเป็นการกล่าวหาที่เลื่อนลอย ไม่สนข้อเท็จจริงใด เช่นกรณีนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ที่ถูกอดีตผู้ช่วยใส่ความ ก็ถูกขบวนการเหล่านี้เอามาตีไข่ใส่สี ทั้งที่คดีดังกล่าวมีคำพิพากษาของศาลเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าภัทรพงษ์เป็นผู้บริสุทธิ์ เมื่อนำคำพิพากษาของศาลมาชี้แจงก็ไม่มีคำขอโทษใดๆ ออกมา รวมถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีมีการลบข้อความอีกด้วย จึงยืนยันได้ว่าการกระทำของขบวนการดังกล่าวมีเจตนาและจงใจที่จะกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง บ่อนทำลายประชาธิปไตยซ้ำแล้วซ้ำเล่า และยังมีกรณี สุภกร ตันติไพบูลย์ธนะ ที่ถูกใส่ร้ายว่าชักชวนประชาชนให้มาเล่นพนันออนไลน์ ซึ่งไม่เป็นข้อเท็จจริง

นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า พรรคได้รวบรวมข้อมูลในเพจและบัญชีผู้ใช้งานของขบวนการต่างๆ เหล่านี้เอาไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเพจจักรวาลดอมส้ม, MalaengtaD, หมออนามัยขี้mouth โดยเฉพาะหมออนามัยขี้mouth ถ้าเข้าไปดูคอนเทนต์และโพสต์ต่างๆ ของเพจนี้ จะไม่พบข้อความใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสาธารณสุขเลย และพรรคยังได้รวบรวมบัญชีผู้ใช้งานที่เข้ามาคอมเมนต์และแชร์โพสต์ต่อ ที่มีข้อมูลโยงใยถึงกัน เพื่อนำมาสรุปและร้องเรียนต่อ กกต. และจะดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2560 ต่อไป

สำหรับกรณีของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่ผ่านมาตนให้ความเคารพกับการวิพากษ์วิจารณ์ของชูวิทย์มาตั้งแต่เมื่อครั้งที่ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงความผิดพลาดในการโหวตให้อนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี วันนั้นตนยังได้โพสต์ขอบคุณข้อท้วงติงและเข้าใจถึงความผิดหวังและการวิพากษ์วิจารณ์ของชูวิทย์เป็นอย่างดี จากนั้นมาชูวิทย์ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งตนก็ได้ติดตามและให้ความสำคัญกับสาระที่มีการวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอด และเข้าใจว่าในตอนนั้นน่าจะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความปรารถนาดีและความผิดหวังส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นกรณีพรรคเทพพรรคมาร หรือการวิพากษ์วิจารณ์ผ่านบทความที่ชื่อว่า “เทส้ม” ตนก็ไม่ติดใจอะไรและยังเคารพการตัดสินใจในการใช้สิทธิเลือกตั้งของชูวิทย์ในฐานะผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งด้วย

แต่พอมาถึงบทความ “มีทหารไว้ทำไม” ที่ปรากฏข้อความว่ามีเทาไม่เหลือใคร โดยชูวิทย์ได้อ้างอิงถึงโพสต์ของเจ้ากรมทหารบก ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้พรรคประชาชนเองได้ชี้แจงต่อสาธารณะเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงทำให้ตนสงสัยว่าเหตุใดชูวิทย์จึงยังคงกระจายข่าวในเรื่องนี้ไม่หยุดหย่อน การที่ชูวิทย์จะมีอคติกับพรรคประชาชนเป็นเรื่องที่ปกติและยอมรับได้ แต่สิ่งที่ทำให้ตนไม่สามารถยอมรับการกระทำของชูวิทย์ได้อีกต่อไป และไม่เชื่อว่าได้กระทำลงไปด้วยอคติส่วนตัว แต่เป็นการไตร่ตรองเอาไว้ก่อนและเล็งเห็นผลที่อาจจะเกิดขึ้น นั่นคือการพยายามตีฟูวาทกรรมพรรคส้มผสมน้ำเงิน พยามจับคู่พรรคประชาชนกับอีกพรรคหนึ่งให้ได้ ทั้งที่หัวหน้าพรรคได้พูดเอาไว้อย่างชัดเจนในทุกรายการดีเบตและในทุกโอกาสที่มีการให้สัมภาษณ์ ว่าพรรคประชาชนจะไม่มีการโหวตให้อนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีอีกเป็นอันขาด

นายวิโรจน์ กล่าวว่า นายชูวิทย์ย่อมได้รับฟังและรู้ถึงความชัดเจนนี้แล้ว รู้ทั้งหมดอยู่แก่ใจ แต่ก็ยังโหมกระพือข่าวจับคู่ในลักษณะนี้อยู่เรื่อยไป เพื่อมุ่งหมายที่จะสร้างผลกระทบเชิงลบให้กับพรรคประชาชนให้จงได้ รวมถึงบทความล่าสุด “สงครามสั่งสอน” ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ตนไม่อาจจะรับในการกระทำของชูวิทย์ได้อีก เพราะสิ่งที่นำมาเผยแพร่เป็นการนำเอาข้อมูลมาจับแพะชนแกะปะติดปะต่อ จากนั้นก็ใช้จินตนาการส่วนตัวในการกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีพรรคประชาชน หาว่าพรรคประชาชนมีข้อตกลงกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ว่าจะให้เป็นรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการกล่าวหาที่เหลวไหล ไม่มีข้อเท็จจริงแต่อย่างใด

"ทำให้ต้องตั้งคำถามกลับกับนายชูวิทย์ว่าท่าทีในระยะหลังของนายชูวิทย์ที่พยายามโจมตีพรรคประชาชนเป็นเพราะอะไร มีความเกี่ยวข้องกับนายทหารคนหนึ่งที่เป็นเพื่อนรัก มีภาพถ่ายกอดคอสนิทสนมกับชาวต่างชาติอดีตที่ปรึกษาฮุนเซน ที่ถูกสังคมสันนิษฐานว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์หรือไม่" นายวิโรจน์ กล่าว

อยากเรียนถึงนายชูวิทย์ว่าถ้าตนอยากทำแบบที่ชูวิทย์ทำบ้าง โดยเอาภาพถ่ายดังกล่าวนั้นมาประกอบกับภาพถ่ายอื่นๆ ที่ชูวิทย์เคยร่วมเฟรมกับนายทหารเพื่อนซี้คนนั้น และนำเอากรณีที่นายทหารเพื่อนซี้คนนั้นพ้นจากตำแหน่งสำคัญ มาสร้างเรื่องเป็นตุเป็นตะใส่ร้ายชูวิทย์ตนก็ทำได้ จินตนาการเพื่อใส่ร้ายชูวิทย์และเพื่อนซี้คนนั้นตนก็ทำเป็น แต่ตนไม่ทำ เพราะตนยังคงมีมโนธรรมและมีความเคารพต่อชูวิทย์เสมอ ตนคงห้ามอะไรชูวิทย์ไม่ได้แล้ว จะปั้นเรื่องเอาข้อมูลจริงบ้างเท็จบ้างผสมกันไป โยงไปโยงมาจับแพะชนแกะ แล้วเสริมเติมจินตนาการในการใส่ร้ายพรรคประชาชนอีกก็ทำไป

แต่สิ่งที่ที่ตนทำได้ในตอนนี้คือการทำให้สังคมตระหนักและตั้งคำถามกลับไปยังนายชูวิทย์ ว่าทั้งหมดนี้ทำไปเพื่ออะไร และพรรคการเมืองไหนที่ได้ประโยชน์จากการกระทำของชูวิทย์ เพื่อให้สังคมได้ใช้วิจารณญาณต่อการกระทำของนายชูวิทย์ และพิจารณาเองว่าควรให้คุณค่ากับจินตนาการของนายชูวิทย์อีกต่อไปหรือไม่

รองหัวหน้าพรรค ปชน.กล่าวอีกว่า สำหรับข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นกับผู้สมัคร สส. ของพรรคประชาชนที่ถูกจับกุมดำเนินคดีไปแล้ว ตลอดจนมีข่าวว่าอาจจะมีการดำเนินคดีเพิ่มเติมอีก ที่ผ่านมากระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน ใช้การตรวจสอบประวัติอาชญากรรมและเครดิตบูโร โดยได้คัดกรองผู้สมัคร สส. ที่ไม่มีหมายจับค้างเอาไว้มาเป็นผู้สมัคร และจะต้องไม่เคยเป็นผู้ต้องโทษมีคำพิพากษาในคดีอาญาร้ายแรง การดำเนินคดีหรือการออกหมายจับกับผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน เกิดขึ้นภายหลังจากกระบวนการรับสมัคร สส. เสร็จสิ้นแล้วทั้งสิ้น และผู้สมัคร สส. ที่ถูกจับกุมก็ไม่เคยต้องโทษหรือมีคำพิพากษาใดๆ มาก่อน

แม้จะมีข้อมูลปรากฏว่าผู้สมัคร สส. ที่ถูกดำเนินคดีบางรายเคยมีข้อร้องเรียน ซึ่งตนยืนยันได้ว่าพรรคไม่ได้นิ่งนอนใจกับข้อร้องเรียนหรือเบาะแสต่างๆ ที่ได้รับ พรรคมีกลไกคณะกรรมการวินิจฉัยและกรรมการวินัยในการสืบสวนเพื่อหาหลักฐานเชิงประจักษ์ หรือเชิญผู้ที่ถูกร้องเรียนมาชี้แจง หากไม่พบหลักฐานเชิงประจักษ์หรือผู้ถูกร้องเรียนสามารถอธิบายชี้แจงได้อย่างสมเหตุสมผล พรรคก็ไม่อาจใช้เพียงข้อกล่าวหาหรือเบาะแสมาพิพากษาผู้สมัครล่วงหน้าได้

ความตั้งใจของพรรคประชาชนคือการเป็นพรรคมวลชน เปิดกว้าง ให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมในการทำงานกับพรรคให้ได้มากที่สุดอย่างกว้างขวาง ซึ่งทำให้มีจุดอ่อนในเรื่องของคนที่เข้ามาร่วมงานกับพรรค ซึ่งที่ผ่านมาพรรคก็พยามที่จะปรับปรุงกระบวนการในการคัดกรองและคัดเลือกให้รัดกุมที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างไรก็ตามเมื่อพรรคเน้นการเปิดรับการมีส่วนร่วมก็ย่อมมีความบกพร่องเกิดขึ้นได้ตามสมควร ซึ่งที่ผ่านมาพรรคก็ตระหนักดีว่าการจะเป็นองค์กรที่มีธรรมาภิบาลที่ดีที่สุดคือการการแสดงความรับผิดชอบต่อสาธารณะอย่างได้สัดส่วน

นับจากนี้พรรคมีมาตรการชัดเจนว่าหากมีผู้สมัคร สส. คนใดถูกดำเนินคดี พรรคจะอำนวยความสะดวกต่อกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่ ไม่มีการแทรกแซงใดๆ ตลอดจนจะมีการหารือกับผู้สมัครรายนั้นให้พิจารณาตนเองในการลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค เพื่อให้คุณสมบัติการลงรับสมัครเลือกตั้งของ สส. นั้นสิ้นสุดลง เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชนและสาธารณะ ต่อให้มีอีกกี่รายก็ตาม พรรคประชาชนก็จะใช้มาตรฐานนี้ในการจัดการอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งตนเชื่อว่าหากพรรคดำเนินการตามมาตรฐานนี้อย่างตรงไปตรงมาแล้ว ประชาชนจะเข้าใจและสามารถยอมรับได้ แล้วจะทำให้ประชาชนเริ่มตั้งคำถามกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ว่าทำไมการบังคับใช้กฎหมายและการดำเนินคดีถึงเฉพาะเจาะจงกับผู้สมัคร สส. ของพรรคประชาชนเท่านั้น ไม่มีการบังคับใช้กฎหมายกับผู้สมัคร สส. พรรคอื่นเลย ในขณะเดียวกันก็จะทำให้ประชาชนตั้งข้อสังเกตถึงพรรคการเมืองอื่นด้วย ว่าในเมื่อพรรคประชาชนมีมาตรการและมาตรฐานที่ชัดเจนกับการจัดการกับผู้สมัคร สส. ของตนเอง ก็ถึงเวลาที่ผู้สมัคร สส. คนอื่นต้องถูกตั้งคำถามเช่นเดียวกัน

รองหัวหน้าพรรค ปชน.กล่าวด้วยว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องตั้งคำถามกับพรรคการเมืองอื่น ที่ยังคงส่งผู้สมัคร สส. ที่ดีเอสไอได้รับเอาคดีการฟอกเงินและเว็บพนันเอาไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และ ปปง. มีมติให้ยึดอายัดทรัพย์ ทำไมผู้สมัครรายนั้นและพรรคการเมืองนั้นยังคงให้ลงรับสมัครเลือกตั้งต่อไป แม้แต่คนที่มีคำพิพากษาชัดเจนจากศาลต่างประเทศ รัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย ยังสามารถเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีได้ รวมถึงพรรคการเมืองอีกหลายพรรคที่ส่งบุคคลที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดในข้อหาทุจริต ก็ยังลงรับสมัครเลือกตั้งได้

เป็นที่ชัดเจนว่ามีขบวนการที่พยายามจะดิสเครดิตพรรคประชาชน และกลัวอย่างมากว่าหากพรรคประชาชนได้เข้ามาบริหารประเทศ จะมีการบังคับใช้กฎหมายกับธุรกิจผิดกฎหมาย ธุรกิจฟอกเงิน และธุรกิจศูนย์เหรียญ ที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของเครือข่ายอิทธิพลทางการเมืองครั้งใหญ่ ตลอดจนจะมีการปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจังโดยไม่มีการละเว้น ซึ่งตนยืนยันว่าไม่ต้องกลัว เพราะถ้าได้รับโอกาสนั้นพรรคพรรคประชาชนจะจัดการเรื่องธุรกิจเทาและการทุจริตอย่างเด็ดขาดแน่นอน

“พรรคประชาชนไม่เคยอ้างว่าจะไม่พลาดพลั้ง แต่ยืนยันว่าในเมื่อมีความผิดก็จะไม่ปกป้องและไม่ใช้สองมาตรฐาน นี่คือความแตกต่างระหว่างการเมืองในแบบที่ประชาชนต้องการเห็นกับการเมืองในแบบดั้งเดิมที่ประชาชนไม่ต้องการเห็นแล้ว การปราบทุนเทา การฟอกเงิน และการทุจริตคือสิ่งที่ต้องทำให้เกิดขึ้นจริง ต้องมีการจัดการกับคนทุกคน ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นคนของตัวเอง หากต้องเสียคะแนนความนิยม เสียเปรียบทางการเมืองก็ต้องยอมรับและยอมให้เกิดเช่นนั้น พรรคประชาชนยืนยันว่าเมื่อได้อำนาจจากประชาชนมาจะไม่มีใครได้อภิสิทธิ์ให้อยู่เหนือกฎหมาย แม้แต่คนของพรรคประชาชนเอง” นายวิโรจน์ กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...