อวสานออฟฟิศ 5 วัน? ผลสำรวจชี้ Remote work จะกลับมาอีกครั้ง หลังซีอีโอ Gen X และ Baby Boomers เกษียณงาน
ในขณะที่บางบริษัทยังเช็คชื่อพนักงานด้วยการสแกนนิ้วหรือตอกบัตรเข้าออฟฟิศตอน 9 โมงเช้า บริษัทคู่แข่งหลายๆ ที่อาจกำลังจ้าง ‘มือหนึ่ง’ ของวงการจากอีกซีกหนึ่งของโลกก็ได้ เพราะวัฒนธรรมการทำงานในปี 2026 กำลังจะเปลี่ยนไปอีกครั้ง
งานวิจัยใหม่ของสำนักวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติสหรัฐฯ (National Bureau of Economic Research: NBER) เผยความจริงที่น่าตกใจว่า บริษัทที่ยังยึดติดกับการเข้าออฟฟิศ 5 วันต่อสัปดาห์ ไม่ได้แค่กำลังล้าหลัง แต่กำลัง ‘ทำร้ายตัวเอง’อย่างช้าๆ ด้วย
[ หมดรุ่นผู้บริหาร Gen X และ Baby Boomers การทำงานทางไกลจะกลับมาอีกครั้ง? ]
ในฝั่งของสหรัฐอเมริกาจากการสำรวจพนักงานชาวอเมริกัน 8,000 คน อายุระหว่าง 20 ถึง 64 ปี ตลอดปี 2025 พบว่า การทำงานแบบ ‘ยืดหยุ่น’ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นโดยเฉพาะในกลุ่มบริษัทที่ก่อตั้งหลังปี 2015 (ไม่เกิน 11 ปี) กับบริษัทที่มีผู้บริหาร/ซีอีโออายุน้อย
ทีมนักวิจัยเผยว่า ผู้บริหารรุ่นมิลเลนเนียลและ Gen Z มีแนวโน้มที่จะอนุญาตให้พนักงานทำงานจากระยะไกลมากกว่าผู้บริหารรุ่นก่อนๆ โดยความยืดหยุ่นในเวลาทำงานจะคล้ายกับช่วงที่โลกเผชิญกับการแพร่ระบาดโควิด-19
“ความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัว” กำลังเป็นประเด็นที่หลายบริษัทในอเมริกา โดยเฉพาะบริษัทที่ก่อตั้งได้ไม่นานพูดถึงมากขึ้นในปี 2026 ขณะเดียวกันบริษัทที่มีชื่อเสียงหลายๆ แห่งก็เริ่มสนใจนโยบาย‘remote-first’ หรือ ‘fully remote’ ก็คือการทำงานทางไกล 5 วันต่อสัปดาห์
เช่น Airbnbที่ออกนโยบาย Live and Work Anywhere (ตั้งแต่ปี 2022) โดยกำหนดให้พนักงานสามารถเลือกทำงานจากต่างประเทศได้สูงสุด 90 วัน ซึ่งปี 2026 ก็ยังใช้นโยบายนี้อยู่
หรืออย่าง Spotify ที่ในปี 2026 ยังใช้นโยบาย Work From Anywhere โดยเปิดกว้างให้พนักงานสามารถทำงานจากที่บ้านหรือออฟฟิศก็ได้ รวมไปถึงสามารถเลือกทำงานในประเทศที่บริษัทมีสาขาอยู่ได้เช่นกัน
ทีมวิจัย NBER ยังเผยว่า เมื่อซีอีโออายุน้อยลง จำนวนวันที่พวกเขาสั่งให้พนักงานทำงานที่ออฟฟิศก็ลดลงตาม โดยจากข้อมูลสำรวจผู้ที่ทำงานภายใต้หัวหน้างานที่อายุประมาณ 20-30 ปีจะทำงานจากบ้านมากที่สุด
และแม้ว่าบริษัทใหญ่อย่าง Amazon และ JPMorgan ได้กำหนดให้พนักงานกลับมาทำงานที่ออฟฟิศเต็มเวลาก็ตาม พวกเขามองว่า เมื่อผู้นำอาวุโสเกษียณอายุ วันเวลาของการนั่งทำงานที่ออฟฟิศ 5 วันต่อสัปดาห์ จะมีแนวโน้มหายไปพร้อมกับพวกเขา เพราะหลายบริษัทที่เป็นเจเนเรชั่นใหม่ หรือทายาทธุรกิจเจนใหม่ๆ จะเริ่มพิจารณาการทำงาน 3 วันต่อสัปดาห์มากขึ้น
Mark Dixon ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง International Workplace Group (IWG) มองว่า “ห้องทำงานในออฟฟิศเป็นสิ่งล้าสมัย สิ่งที่ต้องสนใจไม่ใช่พนักงานทำงานจากที่ไหน แต่คือเทคโนโลยี หรือ AI จะเข้ามาทำให้การทำงานสมูทมากขึ้นยังไง ผู้ชนะในโลกสมัยนี้คือผู้ที่ยอมรับเทคโนโลยีมากกว่า”
มีหลายคนที่สร้างธุรกิจบนพื้นฐานของ Slack, Zoom และเครื่องมือ AI ดังนั้นความยืดหยุ่นและเทคโนโลยีจึงเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานของบริษัท ไม่ใช่แค่ส่วนเสริมที่เพิ่มเข้ามา
ดังนั้น สำหรับ Dixon เขาชี้ว่า บริษัทที่เน้นการทำงานในสถานที่จริงมากกว่าการทำงานระยะไกลที่ขับเคลื่อนด้วย AI มีความเสี่ยงสูงมากที่จะล้าหลังกว่าคู่แข่ง
Brian O’Kelley ผู้ก่อตั้ง AppNexus ซึ่งได้ขายให้กับ AT&T ด้วยมูลค่า 1,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2018 เขาได้เริ่มบริษัทใหม่ “Scope3” บริษัทที่ทำงานแบบระยะไกล ข้อได้เปรียบก็คือ เขามีโอกาสเลือกสรรบุคลากรที่มีความสามารถจากทั่วโลก ทั้งยังทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง
เขาให้สัมภาษณ์กับ Fortune ไว้ว่า “บริษัทที่ดีที่สุดจะเลิกใช้สำนักงานและเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับพนักงานที่ไม่ต้องอยู่ประจำที่ ใครก็ตามที่ยังมีวัฒนธรรมการทำงานแบบต้องกลับไปออฟฟิศ มันเป็นการทำร้ายตัวเองอยู่”
สำหรับ Kelley เขากลับมองว่า การกระจายตัวของพนักงานข้ามเขตเวลาไม่เพียงแต่ทำให้พนักงานของเขาพร้อมให้บริการลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง ยังทำให้ทีมทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและพึ่งพาเทคโนโลยีใหม่ได้ง่ายกว่า ซึ่งบริษัทแบบดั้งเดิมที่ทำงานในออฟฟิศอาจจะเสียโอกาสตรงนี้ไป
[ คนไทยเริ่มสนใจ WFH มากขึ้น จาก 2 คำค้นหายอดฮิตใน Jobsdb ]
Jobsdb by SEEK เผยรายงาน 5 อันดับคำค้นหางานที่ได้รับความนิยมสูงสุด (Top Keywords Search) ในช่วงเดือนกรกฎาคม–ธันวาคม 2568 โดยพบว่า ‘Marketing’ และ ‘Work from Home’ ครองความนิยมสูงสุดเป็น 2 อันดับแรกตามมาด้วย Data Analyst, HRและ Engineerซึ่งชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานที่ให้ความสำคัญกับความสมดุลทั้งชีวิตทำงาน และชีวิตส่วนตัวมากกว่าเมื่อก่อน
แม้แต่ละคีย์เวิร์ดจะมีนัยยะต่อทิศทางตลาดแรงงานที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่สะท้อนจากคีย์เวิร์ดเหล่านั้นคือ แนวโน้มการจ้างงานและความต้องการของผู้สมัครงานในปัจจุบัน
‘ดวงพร พรหมอ่อน’ กรรมการผู้จัดการ Jobsdb by SEEK ได้กล่าวว่า “คีย์เวิร์ดการค้นหาเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าคนทำงานยุคใหม่ในไทยกำลังมองหา ‘ทักษะ โอกาสเติบโต และความยืดหยุ่น’ ควบคู่กัน ทั้งในมิติของการยกระดับทักษะให้สอดรับกับโลกดิจิทัล การบริหารทรัพยากรบุคคลเชิงกลยุทธ์ ไปจนถึงรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นอย่างคำว่า ‘Work from Home’ที่ไม่ได้แค่กระแสหรือติดเทรนด์อย่างเดียว แต่จะกลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยหลักในการตัดสินใจสมัครงานและเลือกองค์กรด้วย”
อย่างไรก็ตาม นอกจากคำว่า Work From Home ที่น่าสนใจแล้ว หมวดหมู่อาชีพจากคำค้นหาก็สำคัญ เพราะสะท้อนว่าสายงานไหนกำลังมา โดยสรุปได้ดังนี้
–สายงานการตลาด (Marketing) ได้รับความสนใจมากที่สุด สอดคล้องกับทิศทางของหลายองค์กรที่เริ่มโฟกัสกับการตลาดดิจิทัล การสร้างแบรนด์ และการสื่อสารกับผู้บริโภคผ่านโซเชียลแพลตฟอร์ม
–นักวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analyst) กลายเป็นตำแหน่งที่มีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจทางธุรกิจ มีองค์กรหลากหลายภาคส่วนและอุตสาหกรรมลงทุนกับการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในด้านต่างๆ ทั้งการแข่งขัน คาดการณ์ และการวางกลยุทธ์
–ทรัพยากรบุคคล (HR) ตำแหน่งนี้ได้ถูกยกระดับสู่หน้าที่เชิงกลยุทธ์ที่สำคัญขององค์กร (Strategic HR) โดยมีบทบาทหลักในการเฟ้นหา และรักษาบุคลากร ตลอดจนพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรและรูปแบบการทำงานให้สอดคล้องกับความคาดหวังของพนักงานยุคใหม่
–สายงานด้านวิศวกรรม (Engineer) เป็นอีกหนึ่งในอาชีพที่หลายคนมองว่ามีความมั่นคง โดยพื้นฐานของสายงานด้านนี้ยังคงเป็นกำลังหลักในการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีในหลายอุตสาหกรรม ซึ่งในตลาดแรงงานยังคงมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการขยายตัวและการเติบโตขององค์กรในระยะยาว
.โลกของการสมัครในปัจจุบันทั้งในมุมของผู้สมัคร และบริษัทที่ประกาศรับต่างก็มีหลายข้อมูลประกอบการตัดสินใจมากขึ้น ไม่ใช่แค่ทักษะ หรือประสบการณ์แบบเดิม แต่วัฒนธรรมองค์กรที่ยืดหยุ่น รูปแบบงานให้เอื้อต่อการเรียนรู้และการเติบโต รวมถึงวิสัยทัศน์ผู้นำโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ กำลังสร้างมิติการรับสมัครงานมากขึ้น
จากภาพรวมของคำค้นหางานในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 ไม่ได้สะท้อนให้เห็นเพียงความนิยมของผู้สมัครงานเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณให้องค์กรนำไปปรับใช้ในกลยุทธ์การสรรหาและบริหารบุคลากร เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ด้วย