JTS ทุ่มงบลงทุน 550 ล้าน เข้าถือหุ้น Space-Tech 19.23% และ AI Healthcare 25%
บริษัท จัสมิน เทคโนโลยี โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ JTS ประกาศก้าวสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ สู่การเป็น “Thailand Space Champion” ด้วยการลงทุนในธุรกิจดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO Satellite) และแพลตฟอร์มคลินิก AI พร้อมสร้างระบบนิเวศโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลอัจฉริยะของประเทศไทย
ตามที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 3/2569 เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ได้มีมติอนุมัติให้บริษัทเข้าลงทุนใน บริษัท อีออส ออร์บิท จำกัด (EOS) ผู้พัฒนาเทคโนโลยีดาวเทียมและระบบอวกาศครบวงจรของไทย ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบ ผลิตประกอบ และทดสอบดาวเทียมขนาดเล็ก (Small Satellite/CubeSat) ตลอดจนการพัฒนาเทคโนโลยีภาคพื้นดินและระบบสื่อสารที่เกี่ยวข้อง
โดยการจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่ออกใหม่ใน EOS เมื่อการจองซื้อหุ้นสามัญดังกล่าวเสร็จสมบูรณ์ บริษัทจะถือหุ้นใน EOS ในสัดส่วน 19.23% ของทุนจดทะเบียนของ EOS ภายหลังการเพิ่มทุนจดทะเบียน โดยบริษัทจะชำระค่าตอบแทนสำหรับธุรกรรมการเข้าลงทุนถือหุ้น EOS เป็นจำนวนเงินไม่เกิน 500 ล้านบาท เพื่อเร่งสร้างขีดความสามารถด้าน Space Economy และ AI Infrastructure ซึ่งจะเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในทศวรรษหน้า
สำหรับการลงทุนใน EOS เป็นการลงทุนในธุรกิจผลิตอากาศยานอวกาศ ดาวเทียม และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการดำเนินการจัดตั้งสถานีวิทยุคมนาคม (Ground Station) นับเป็นการขยายขอบเขตการดำเนินธุรกิจของบริษัทสู่กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง (High-Technology Industry) ซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องในระดับสากล โดยจะเกิดประโยชน์แก่ JTS ในการขยายฐานธุรกิจสู่กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีนวัตกรรมและมูลค่าเพิ่มสูง และขยายฐานธุรกิจเข้าสู่อุตสาหกรรม Space Economy ซึ่งมีมูลค่าตลาดโลกคาดการณ์ถึง 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2578 และตลาดอวกาศของไทยมีมูลค่าสูงถึง 56,000 ล้านบาท ที่พร้อมเติบโตในทุกปี
ปัจจุบัน EOS เป็นบริษัทไทยเพียงรายเดียวที่มีดาวเทียม Low Earth Orbit : LEO ที่ดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้จริง มีความต้องการใช้งานเพิ่มขึ้นทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และเพิ่มโอกาสสร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์และบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงในระยะยาวด้วย
นอกจากนี้ ยังเป็นการต่อยอดศักยภาพด้านเทคโนโลยีและองค์ความรู้ Generative AI โดยบริษัทฯ จะได้ประโยชน์จากการนำโครงสร้างพื้นฐานด้าน GPU และ AI Computing ของบริษัทฯ มาสนับสนุนการประมวลผลภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูง (0.5m Resolution) ครอบคลุมการตัดเมฆออกจากภาพถ่าย (Cloud Removal) การวิเคราะห์วัตถุอัตโนมัติ (AI Object Detection) เช่น การตรวจจับอากาศยาน ยานพาหนะทางทหาร เรือรบ และการติดตามการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ (Change Detection) ซึ่งเป็นบริการมูลค่าสูงที่ EOS จะจำหน่ายแก่ลูกค้าภาครัฐและเอกชนมากกว่า 40 รายในอนาคต
รวมทั้งจะเปิดโอกาสให้บริษัทเข้าถึงสัญญาภาครัฐที่ต้องใช้เทคโนโลยีด้านโครงการถ่ายภาพที่มีศักยภาพการเติบโตรายได้ที่สูงและมีความยั่งยืน รวมทั้งยังเป็นการสร้างระบบนิเวศ AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลครบวงจรด้าน GPU Farm สู่การเป็น Space Data Intelligence Platform แห่งแรกของไทย ที่รองรับความต้องการทั้งด้าน Connectivity และ Earth Observation ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อีกทั้งจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของบริษัทให้เป็นองค์กรที่มีความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมขั้นสูง สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจดิจิทัล และนโยบายการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายของภาครัฐ ซึ่งเปิดโอกาสในการได้รับการสนับสนุนหรือความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ในอนาคต
จากนั้นมติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทยังได้อนุมัติธุรกรรมการเข้าลงทุนใน บริษัท อัลติเมต จำกัด (ULTIMED) โดยบริษัทจะถือหุ้นใน ULTIMED สัดส่วน 25% ของทุนจดทะเบียนของ ULTIMED ภายหลังการเพิ่มทุนจดทะเบียน โดยบริษัทจะชำระค่าตอบแทนสำหรับธุรกรรมการเข้าลงทุนถือหุ้นใน ULTIMED เป็นจำนวนเงินไม่เกิน 50 ล้านบาท เพื่อสร้าง AI Healthcare โครงสร้างพื้นฐานสุขภาพดิจิทัล
โดยการลงทุนใน ULTIMED เป็นการลงทุนในธุรกิจสถานพยาบาลปฐมภูมิด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI-Powered Primary Care Clinic) นับเป็นการขยายฐานธุรกิจสู่อุตสาหกรรม AI Healthcare ซึ่งมีศักยภาพการเติบโตสูง โดยให้บริการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมครบวงจร ทั้งการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสภาพผ่านระบบ AI-Native Clinic Operating System ซึ่งครอบคลุมระบบนัดหมาย เวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ ระบบวินิจฉัยโรค (AI Diagnosis) ระบบสั่งจ่ายยา (Prescribe) บริการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) และบริการจัดส่งยาและผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ โดยในระยะที่ 1 มีเป้าหมายขยายสาขาให้ได้ 10 แห่ง ภายใน 2 ปีแรก
ทั้งนี้ เป็นการต่อยอดธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีของบริษัท สู่ภาคการแพทย์และสาธารณสุขบนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลครบวงจร โดยการลงทุนในครั้งนี้ก่อให้เกิดความร่วมมือกับพันธมิตร Looloo Technology ซึ่งเป็นผู้พัฒนา AI ชั้นนำของประเทศ และเปิดโอกาสในการพัฒนาและต่อยอดนวัตกรรม AI ร่วมกันในนาคต เพื่อครอบคลุมทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมต่อ และการประยุกต์ใช้งานในภาคการแพทย์และสาธารณสุข
บริษัทคาดว่าธุรกรรมการเข้าลงทุน EOS และ ULTIMED จะสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในไตรมาส 2/2569
นอกจากนี้ มติที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท อนุมัติการขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจาก บริษัท จัสมิน ซับมารีน เทเลคอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด (JSTC) ซึ่งเป็นบุคคลที่เกี่ยวโยงกันของบริษัท เนื่องจาก JSTC มีผู้ถือหุ้น 100% คือ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ซึ่ง JAS เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท โดยถือหุ้นทั้งทางตรงและทางอ้อมรวมกันเป็นสัดส่วน 69.04% ของจำนวนหุ้นที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัท เพื่อขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจาก JSTC เพื่อใช้เป็นเงินทุนในการเข้าทำธุรกรรมการเข้าลงทุน EOS และธุรกรรมการเข้าลงทุน ULTIMED ภายในวงเงินไม่เกิน 550 ล้านบาท
สำหรับวิสัยทัศน์ระยะยาวของ JTS ได้มุ่งมั่นวางรากฐานด้าน Digital Sovereignty ในไทยอย่างเป็นระบบ ผ่าน 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลจากอวกาศ (Space Infrastructure), พลังประมวลผลขั้นสูง (AI Computing Infrastructure) และการประยุกต์ใช้ AI ในภาคสุขภาพและภาคเศรษฐกิจ (Applied AI Platform) ซึ่งการลงทุนครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการขยายธุรกิจในระยะสั้น แต่เป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ในระยะยาว เพื่อให้ไทยมีบทบาทในเศรษฐกิจอวกาศโลก และยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศ เพื่อก้าวสู่การเป็น Tech Infrastructure Champion ของประเทศไทย
งบปี 68 แจ้งรายได้ 2,521 ล้านบาท กำไรสุทธิ 7 ล้านบาท
บริษัท จัสมิน เทคโนโลยี โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ JTS รายงานผลการดำเนินงานในปี 2568 มีรายได้จากการดำเนินงานรวม 2,521 ล้านบาท ลดลง 11% เมื่อเทียบกับปีก่อน สาเหตุหลักเกิดรายได้ธุรกิจเหมืองขุดบิทคอยน์ และกำไรจากการขายสินทรัพย์สกุลเงินดิจิทัลลดลง และต้นทุนขายและบริการรวมมีจำนวน 2,048 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบกับปีก่อน
ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร จำนวน 310 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยต้นทุนและค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากส่วนธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ที่ยังไม่เริ่มมีรายได้ในไตรมาสนี้ เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและพัฒนาแผนด้านปัญญาประดิษฐ์กับลูกค้าทั้งหน่วยงานรัฐ และภาคเอกชน ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานรวม 163 ล้านบาท ลดลง 79% และมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่รวม 7 ล้านบาท ลดลง 99% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยบริษัทงดจ่ายปันผลจากผลการดำเนินงานประจำปี 2568