โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMO กำไรปี 68 พุ่ง 161% จ่ายปันผล 0.20 บ. อัดงบ 960 ลบ. สร้างโรงงานสาขาพระพรหม

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 27 ก.พ. เวลา 10.35 น. • เผยแพร่ 27 ก.พ. เวลา 10.35 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

นายกิตติพงษ์ พวงมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) หรือ SMO ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพเพื่อจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เปิดเผยถึงผลประกอบการของบริษัทประจำปี 2568 ว่า บริษัทฯ มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 678.89 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น 419.27 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตร้อยละ 161.49 และมีรายได้รวม 9,934.55 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น 3,673.45 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นร้อยละ 58.67

สำหรับการเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิและรายได้อย่างมีนัยสำคัญนั้น มีปัจจัยสนับสนุนจากการที่ในปีก่อนหน้า บริษัทฯ ได้เข้าซื้อกิจการ บริษัท เอ แอล ปาล์ม จำกัด และเริ่มประกอบธุรกิจภายใต้ SMO ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2567 นอกจากนี้ ในช่วงปลายปี 2567 โรงงานสาขาท่าชนะได้มีการหยุดผลิตชั่วคราว ในขณะที่ปี 2568 โรงงานทุกสาขาของกลุ่มบริษัทสามารถดำเนินงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้สามารถดำเนินการผลิตและยอดขายได้เพิ่มขึ้น สอดรับกับความต้องการน้ำมันปาล์มดิบที่เติบโตขึ้นในตลาดโลก จึงเป็นผลให้รายได้เพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อนหน้า

ขณะที่ผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้จากธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบและผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่องเพิ่มขึ้นจำนวน 1,287.65 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นร้อยละ 90.58 และมีรายได้จากธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพ เพิ่มขึ้นจำนวน 18.69 ล้านบาท หรือคิดเป็นการเพิ่มขึ้นร้อยละ 80.39 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายน้ำมันปาล์มดิบ ซึ่งเป็นผลจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นถึง 32,933 ตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 109.81 รวมทั้งรายได้จากการขายเมล็ดในปาล์มอบแห้งที่เพิ่มขึ้นจากปริมาณการขายที่สูงขึ้น 7,412 ตัน หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 99.08 ตลอดจนรายได้จากผลิตภัณฑ์อื่นที่เกี่ยวเนื่องก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นในทิศทางเดียวกัน

ด้านแผนการขยายกำลังการผลิตของโรงงานสาขาพนม ปัจจุบันบริษัทฯ ได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องจักรแล้วเสร็จ และคาดว่าจะสามารถเดินสายการผลิตในส่วนขยายได้ภายในเดือนเมษายน 2569 ซึ่งจะทำให้โรงงานสาขาพนมมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 150 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง จากเดิม 75 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง ส่งผลให้กำลังการผลิตรวมของกลุ่มบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 315 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง เพื่อรองรับฤดูกาลที่ผลปาล์มน้ำมันให้ผลผลิตสูงสุด (Peak Season) ของปี 2569

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้มีมติอนุมัติโครงการลงทุนซื้อที่ดินและก่อสร้างโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มดิบ สาขาพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีขนาดกำลังการผลิตประมาณ 75 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง โดยมีมูลค่าการลงทุนรวมสูงสุดไม่เกิน 960.00 ล้านบาท ทั้งนี้ คาดการณ์ระยะเวลาในการก่อสร้างและติดตั้งเครื่องจักรโดยรวมประมาณ 18-20 เดือน และคาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมเริ่มเปิดดำเนินการผลิตได้ในประมาณช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2571

ภายหลังจากที่โรงงานผลิตน้ำมันปาล์มดิบสาขาพระพรหมก่อสร้างแล้วเสร็จและเริ่มเปิดดำเนินการผลิต จะส่งผลให้บริษัทฯ มีกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มดิบเพิ่มขึ้นอีก 75 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง ดันกำลังการผลิตรวมของกลุ่มบริษัทเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 390 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง (เมื่อนับรวมกับกำลังการผลิตของสาขาพนมที่จะเพิ่มขึ้นภายในเดือนเมษายน 2569) ซึ่งการเพิ่มขึ้นของกำลังการผลิตดังกล่าว จะส่งผลให้กลุ่มบริษัทมีสินค้าสำหรับรองรับการขายมากขึ้น สอดคล้องกับแนวโน้มภาวะอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกปัจจุบันที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรย้อนหลัง 5 ปี พบว่าความต้องการน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) ที่ระดับร้อยละ 2.09 ดังนั้น การขยายธุรกิจด้วยการลงทุนซื้อที่ดินและก่อสร้างโรงงานสาขาพระพรหม จะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยให้กลุ่มบริษัทมีโอกาสสร้างผลการดำเนินงานที่เติบโต และสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

ขณะเดียวกัน อัตราส่วนทางการเงินของบริษัทฯ ยังคงมีความแข็งแกร่งอย่างมาก โดยข้อมูลสำหรับปี 2568 สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทฯ มีอัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) อยู่ที่ 1.80 เท่า, อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) อยู่ที่ 0.47 เท่า และอัตราความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (ICR) สูงถึง 16.59 เท่า ซึ่งความแข็งแกร่งทางการเงินดังกล่าวเป็นผลมาจากผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างโดดเด่น ประกอบกับการได้รับเงินทุนจากการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO)

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ประกาศจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 0.20 บาท โดยแบ่งออกเป็นการจ่ายจากกำไรสะสมส่วนที่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษีจากกิจการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในอัตรา 0.11 บาทต่อหุ้น และจ่ายจากกำไรสะสมส่วนที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (Non-BOI) ในอัตรา 0.09 บาทต่อหุ้น โดยกำหนดวันขึ้นเครื่องหมายไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 และมีกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 29 พฤษภาคม 2569

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...