โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

TWPC กางแผนปี 69 โต Double Digit ชู Multicore ดันพอร์ตอาหาร-HVA แตะ 80%

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 09 มี.ค. เวลา 08.52 น. • เผยแพร่ 09 มี.ค. เวลา 08.50 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

นายโฮ เร็น ฮวา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยวา จำกัด (มหาชน) หรือ TWPC เปิดแผนยุทธศาสตร์ปี 2569 ตั้งเป้าการเติบโตในระดับเลขสองหลัก (Double Digit) ต่อยอดจากผลการดำเนินงานปี 2568 ที่พลิกกลับมาอย่างโดดเด่น โดยมีกำไรสุทธิ 156 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นขยายตัว 630 basis points สู่ระดับ 21.3% และปริมาณการขายรวมเติบโต 7% ขณะที่ฐานะการเงินยังแข็งแกร่ง โดยอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (IBD/E) อยู่ที่ 0.22 เท่า สะท้อนความพร้อมในการเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านกลยุทธ์ Multicore

โดยกลยุทธ์ Multicore ของ TWPC ประกอบด้วย 3 เสาหลัก ได้แก่ ธุรกิจอาหาร ธุรกิจแป้งมันสำปะหลังมูลค่าเพิ่ม (HVA) และธุรกิจแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างกำไรอย่างมีเสถียรภาพ แม้ต้องเผชิญกับวัฏจักรราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ชะลอตัวตามฤดูกาล รวมถึงแรงกดดันจากเศรษฐกิจมหภาค โดยในปี 2568 บริษัทกลับมาทำกำไรสุทธิได้ 156 ล้านบาท พร้อมลดภาระหนี้สินลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้อัตราส่วน IBD/E ลดเหลือ 0.22 เท่า

สำหรับธุรกิจอาหารและธุรกิจแป้งมันสำปะหลังมูลค่าเพิ่ม (HVA) ต่างสร้างการเติบโตของกำไรขั้นต้นได้อย่างแข็งแกร่งในปี 2568 โดยบริษัทตั้งเป้าปี 2569 ให้รายได้จากธุรกิจอาหารเติบโตมากกว่า 10% และวางเป้ารายได้แตะ 4,000 ล้านบาทภายในปี 2573 จากยอดขายปี 2568 ที่อยู่ที่ 2,558 ล้านบาท

โดยปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมรับประทาน (Ready-to-Eat: RTE) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดและมีอัตรากำไรดีในธุรกิจอาหาร โดยยอดขายเพิ่มขึ้น 53% จากปีก่อน ขณะที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ (NPD) มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม (CAGR) สูงกว่า 50% อีกทั้งช่องทางจัดจำหน่ายยังขยายครอบคลุมร้านค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) มากกว่า 16,000 สาขาทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และบริษัทยังเดินหน้าขยายเครือข่ายต่อเนื่องในภูมิภาค

ในส่วนของธุรกิจแป้งมันสำปะหลังมูลค่าเพิ่ม (HVA) บริษัทตั้งเป้าปริมาณการขายเติบโตมากกว่า 10% ในปี 2569 โดยได้รับแรงหนุนจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น และการปรับกลยุทธ์เข้าสู่ตลาดใหม่ ได้แก่ อินเดีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ผ่านทีมนักวิทยาศาสตร์อาหารจากศูนย์นวัตกรรม 5 แห่งในกรุงเทพฯ เซี่ยงไฮ้ โฮจิมินห์ซิตี้ จาการ์ตา และเบงกาลูรู ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปพร้อมจำหน่ายได้มากกว่า 50 รายการต่อปี และปรับแต่งสูตรให้ตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคในแต่ละประเทศได้อย่างเหมาะสม

ขณะเดียวกัน TWPC ยังเดินหน้ากลยุทธ์ China 2.0 โดยมองว่าตลาดจีนเป็นหนึ่งในเสาหลักเชิงยุทธศาสตร์สำคัญของการเติบโตในปี 2569 โรงงานแห่งใหม่ในประเทศจีนมีกำหนดเริ่มดำเนินการผลิตในไตรมาส 2/2569 เพื่อรองรับอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจ HVA ในตลาดจีน โดยบริษัทตั้งเป้าเติบโตในจีนมากกว่า 20% ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ และเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงตลาดทั้งในกลุ่มส่วนผสมอาหารและการใช้งานในภาคอุตสาหกรรมอาหาร

อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญคือการยกระดับสู่สินค้ามูลค่าสูง (Premiumization) ซึ่งยังคงเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยบริษัททยอยปรับสัดส่วนผลิตภัณฑ์ไปสู่กลุ่มสินค้ามูลค่าสูงและมีความผันผวนต่ำอย่างต่อเนื่อง ในธุรกิจอาหาร บริษัทครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ในกลุ่มบะหมี่พรีเมียมไม่ใช้แป้งสาลีในประเทศไทย ขณะที่ผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมรับประทาน (RTE) และอาหารพร้อมปรุง (Ready-to-Cook: RTC) มีอัตรากำไรสูงอย่างมีนัยสำคัญ

ส่วนธุรกิจ HVA ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในสูตรพิเศษสำหรับเบเกอรี่ ผลิตภัณฑ์นม ซอส และขนมขบเคี้ยว มีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ในระดับ 20-30% และไม่ผูกกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์อ้างอิง โดยบริษัทวางเป้าหมายระยะยาวให้ธุรกิจอาหารและ HVA มีสัดส่วนกำไรรวมกันมากกว่า 80% ภายในปี 2573 ซึ่งการเปลี่ยนผ่านเชิงคุณภาพดังกล่าวเริ่มเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว และจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพธุรกิจของ TWPC ให้ใกล้เคียงบริษัทส่วนผสมอาหารระดับโลก รวมถึงหนุนโอกาสการ Re-rating ของหุ้นในระยะกลาง

ในด้านเทคโนโลยี ผู้บริหารระบุว่า AI จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการยกระดับธุรกิจของบริษัท ทั้งในมิติการให้บริการลูกค้า การสร้างนวัตกรรม การบริหารซัพพลายเชน การเพิ่มจุดกระจายสินค้า และการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยในระยะสั้นช่วง 2-3 ปีแรก บริษัทประเมินว่า AI จะสร้างประโยชน์ทางธุรกิจได้ราว 80-100 ล้านบาท และในอนาคตยังอาจต่อยอดไปสู่การสร้างธุรกิจใหม่เพิ่มเติมได้

ด้านแผนการเงินบริษัทระบุว่าปีที่ผ่านมาได้บริหารต้นทุนและโครงสร้างทางการเงินได้ดีมาก และมีเป้าหมายรักษาระดับดังกล่าวต่อไป แม้ในระยะข้างหน้าจะต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มขึ้นเพื่อยกระดับประสิทธิภาพโรงงานและรองรับการเติบโตของธุรกิจ โดยบริษัทคาดว่าจะใช้งบลงทุนเชิงกลยุทธ์ในช่วง 5 ปีข้างหน้าที่ระดับประมาณ 500-1,000 ล้านบาทต่อปี ครอบคลุมทั้งการขยายโรงงาน การลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพ การสร้างความสามารถของบุคลากร ตลอดจนความร่วมมือ การลงทุน และ M&P ในรูปแบบต่าง ๆ

สำหรับธุรกิจ “Jump+” บริษัทประเมินว่ากำไรในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 200 ล้านบาท และมีโอกาสเพิ่มขึ้นสู่ระดับราว 300 ล้านบาทในปีถัดไป โดยปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากการวางรากฐานธุรกิจใหม่ในปี 2568 ซึ่งทำให้ธุรกิจพลิกจากภาวะขาดทุนกลับมาเป็นบวก

นอกจากนี้บริษัทยังเดินหน้ามาตรการลดต้นทุนต่อเนื่องในปี 2569 ไม่ว่าจะเป็นการหาแหล่งวัตถุดิบทางเลือก การล็อกราคาวัตถุดิบในช่วงที่เหมาะสม การปรับปรุงกระบวนการทำงาน และการนำดิจิทัลรวมถึง AI เข้ามาช่วยเพิ่มทั้งการเติบโตและประสิทธิภาพของธุรกิจ

ด้านภาพการเติบโตของพอร์ตธุรกิจ ผู้บริหารอธิบายว่า บริษัทกำลังขับเคลื่อนผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ สินค้า ช่องทางขาย และหมวดหมู่สินค้า โดยปัจจุบัน TAIWA มีสินค้ามากกว่า 200 SKU และยังมีการออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ในปีนี้ธุรกิจอาหารมีแผนเปิดตัวสินค้าใหม่ 4-5 รายการ และย้ำว่าทุกผลิตภัณฑ์ใหม่ต้องสามารถประสบความสำเร็จในตลาดได้อย่างชัดเจน

ความแข็งแกร่งของบริษัทอยู่ที่การมีหลายช่องทางขายในหลายประเทศ ทั้งไทย จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย รวมถึงตลาดต่างประเทศอื่น ๆ โดยบริษัทให้บริการลูกค้าครอบคลุมทั้งผู้ผลิตอาหาร ผู้ประกอบการ ร้านค้าปลีก โมเดิร์นเทรด และช่องทางออนไลน์ จึงเชื่อมั่นว่าสามารถต่อยอดไปสู่การเป็น global food company ได้ในระยะยาว

สำหรับตลาดต่างประเทศ บริษัทระบุว่า ไทย จีน และเวียดนาม เป็นตลาดหลักในปัจจุบัน โดยไทยมีสัดส่วนยอดขายราว 30% ขณะที่จีนและไทยมีขนาดใกล้เคียงกัน ส่วนเวียดนามยังมีขนาดไม่ใหญ่มากแต่เติบโตในอัตราเลขสองหลัก ขณะที่อินเดีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์เป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะอินเดียซึ่งบริษัทได้วางฐานด้านการขาย การจัดจำหน่าย และทีม R&D application ไว้ครบถ้วนแล้ว และเตรียมผลักดันการเติบโตอย่างจริงจังในระยะต่อไป

ในประเด็นโครงสร้างธุรกิจ บริษัทระบุว่าไม่ได้มองสัดส่วน B2B และ B2C แบบแยกขาดจากกันมากนัก แต่จะพิจารณาภายใต้กรอบ Food และ HBA เป็นหลัก โดยตั้งเป้าให้กลุ่มธุรกิจดังกล่าวซึ่งมีมาร์จิ้นสูงกว่า มีลักษณะ premium มากขึ้น และใกล้ชิดผู้บริโภคมากขึ้น มีสัดส่วนราว 80% ของพอร์ตทั้งหมดภายในปี 2573 ขณะที่ธุรกิจแป้งจะอยู่ที่ราว 20-25%

สำหรับผลกระทบจากภาวะสงคราม ขณะนี้ยังไม่เห็นผลกระทบเชิงบวกหรือลบอย่างมีนัยสำคัญต่อดีมานด์อาหาร เนื่องจากธุรกิจของบริษัทยังมีความแข็งแกร่งและกระจายตัวดีในหลายตลาดและหลายช่องทาง อย่างไรก็ตามในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า อาจเริ่มเห็นผลกระทบบางส่วนในธุรกิจส่งออก ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าบางรายชะลอการส่งมอบสินค้า เจรจาราคาใหม่ หรือเร่งสั่งซื้อ แต่โดยรวมยังเร็วเกินไปที่จะสรุปผลชัดเจน

ในด้านต้นทุน บริษัทระบุว่า ต้นทุนวัตถุดิบหลักของบางกลุ่มธุรกิจได้มีการล็อกราคาไว้แล้วจนถึงไตรมาส 3 และบางรายการครอบคลุมถึงปีหน้า ทำให้ผลกระทบจากราคาวัตถุดิบหลักในปีนี้คาดว่าจะจำกัด ขณะที่ต้นทุนบางส่วนที่เลี่ยงไม่ได้ เช่น ค่าขนส่ง อาจได้รับผลกระทบหากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ดี ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงก็อาจเข้ามาช่วยชดเชยผลกระทบบางส่วนสำหรับธุรกิจส่งออก

ส่วนฐานการผลิตในกัมพูชา แม้จะเป็นโรงงานขนาดไม่ใหญ่เมื่อเทียบกับทั้งกลุ่ม แต่ถือเป็นฐานการผลิตที่มีโอกาสสร้างกำไรได้ดีจากต้นทุนหัวมันสำปะหลังในประเทศที่ต่ำกว่าไทยราว 20-25% และมีความสามารถแข่งขันด้านราคา ปัจจุบันโรงงานยังดำเนินการตามปกติ แม้ที่ผ่านมาเคยปิดโรงงาน 2 รอบจากสถานการณ์ภายในประเทศ แต่มีผลกระทบจำกัดและหยุดดำเนินงานเพียงไม่กี่วันเท่านั้น

ทั้งนี้ โรงงานในกัมพูชาทำหน้าที่ทั้งผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศและเพื่อส่งออก โดยตลาดส่งออกหลักคือจีนและญี่ปุ่น ไม่ได้ส่งกลับมาจำหน่ายในไทย ขณะที่บริษัทยืนยันว่าจะเดินหน้าดำเนินธุรกิจในกัมพูชาต่อไป เพื่อสนับสนุนพาร์ตเนอร์ท้องถิ่นและเกษตรกรในพื้นที่ให้มีรายได้อย่างต่อเนื่อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...