BLC เตรียมเปิดโรงงานแห่งใหม่ พร้อมส่งยาสามัญใหม่ 2 รายการบุกตลาด
#ทันหุ้น #2026 #SET #BLC เตรียมเปิดโรงงานแห่งใหม่ พร้อมส่งยาสามัญใหม่ 2 รายการบุกตลาด
บมจ. บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค หรือ BLC ประกาศผลการดำเนินงานปี 2568 มีรายได้ 1,667.5 ล้านบาท กำไรสุทธิ 176.3 ล้านบาท เติบโต 7.1% และ 0.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) ตามลำดับ ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นพุ่งแตะ 58.6% จากแรงหนุนของกลุ่มสินค้า High Margin ปี 2569 เตรียมเปิดโรงงานใหม่ไตรมาส 4 นี้ พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ Aggressive Growth เต็มพิกัด เร่งวางจำหน่ายยาสามัญใหม่ 2 รายการ ควบคู่ขยายพอร์ตเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร คาดหนุนผลงานเติบโตก้าวกระโดด ด้านบอร์ดเคาะจ่ายปันผล 0.05 บาทต่อหุ้น ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 9 เมษายน 2569 และจ่ายปันผลวันที่ 30 เมษายน 2569
ภก.สุวิทย์ งามภูพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด (มหาชน) หรือ BLC ผู้ผลิต และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาแผนปัจจุบัน ประเภทยาสามัญ และยาสามัญใหม่ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผลิตภัณฑ์ยาสำหรับสัตว์ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพครบวงจร ครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์อื่นๆ เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 1,667.5 ล้านบาท เติบโต 7.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY)
ขณะที่กำไรสุทธิทำได้ 176.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรสูง (High Margin) อาทิ กลุ่มเครื่องสำอาง ที่มีอัตราการเติบโตอย่างโดดเด่นถึง 32.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์กลุ่มแบรนด์ Clena EX และกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมีอัตราการเติบโตที่ 24.2% จากเทรนด์การดูแลสุขภาพในรูปแบบ Preventive ทำให้ผู้คนทั่วไปหันมารับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวสูงขึ้นแตะ 58.6% และอัตรากำไรสุทธิอยู่ในระดับ 10.6% จากการเดินหน้ากลยุทธ์การสื่อสารแบรนด์ในเชิงรุก เพื่อสร้างการรับรู้ที่แข็งแกร่งในระยะยาว
อย่างไรก็ตามแม้ว่าจำนวนผู้ป่วยนอกจะมีแนวโน้มปรับตัวลดลงในปี 2568 ส่งผลให้ความต้องการใช้ยาจากภาคบริการสาธารณสุขซึ่งเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ของระบบปรับลดลงตามไปด้วย แต่บริษัทฯ ยังคงสามารถรักษาอัตราการเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์ยาแผนปัจจุบัน ประเภทยาสามัญ และยาสามัญใหม่ ให้มีอัตราเติบโตที่ 4.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความสามารถในการสร้างการเติบโตที่ดี ท่ามกลางความท้าทายจากแนวโน้มการชะลอตัวของอุตสาหกรรมยา
อย่างไรก็ดีคาดว่าความต้องการใช้ยาจะขยายตัวดีขึ้นจากแรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุซึ่งทำให้ความต้องการใช้ยาสำหรับโรคเรื้อรังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการท่องเที่ยงเชิงการแพทย์จะทำให้เกิดการใช้ยาในโรงพยาบาลเอกชนให้กลับมาเพิ่มขึ้น อีกทั้งพฤติกรรมการดูแลสุขภาพด้วยตนเองของผู้บริโภคยังผลักดันให้การซื้อยาผ่านร้านขายยาเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการตอบแทนผู้ถือหุ้น และตอกย้ำการเป็น Dividend Stock ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลจากกำไรสุทธิของผลการดำเนินงานในปี 2568 ในอัตรา 0.05 บาทต่อหุ้น เตรียมขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 9 เมษายน 2569 เพื่อกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิ์ได้รับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 10 เมษายน 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 30 เมษายน 2569
สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจของปี 2569 บริษัทฯ คาดว่าในไตรมาส 4 นี้จะทยอยเปิดโรงงานผลิตยาแห่งใหม่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิต รองรับแผนการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ใหม่ พร้อมกับมุ่งสร้างการเติบโตผ่านกลยุทธ์ Aggressive Growth อย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่
(1) การเพิ่มยอดขายจากฐานลูกค้าเดิม จากสินค้าเดิม เช่น เพิ่มจำนวนร้านขายยา และโรงพยาบาลในสินค้าที่กลุ่มบริษัทฯ มีอยู่แล้ว โดยคัดเลือกผลิตภัณฑ์ที่สามารถทำกำไรได้มาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงกลยุทธ์
(2) การเพิ่มยอดขายจากฐานลูกค้าเดิม โดยสินค้าใหม่ ซึ่งบริษัทฯ เตรียมวางจำหน่ายยาสามัญใหม่จำนวน 2 รายการ พร้อมรุกขยายพอร์ตสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง (High Margin) ทั้งกลุ่มเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เป็นต้น และ
(3) เพิ่มฐานลูกค้าใหม่โดยสินค้าเดิมของบริษัทฯ โดยมุ่งขยายสู่ฐานลูกค้าใหม่ที่มีศักยภาพเติบโตสูง เพื่อสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดดและเป็นไปตามเป้าหมายของบริษัทฯที่วางไว้
“BLC ยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตด้วยการขยายกำลังการผลิต เพื่อยกระดับขีดความสามารถควบคู่ไปกับเดินหน้า กลยุทธ์ Aggressive Growth มุ่งสร้าง New S-Curve ผ่านการเปิดตัวยาสามัญใหม่เพื่อผลักดันผลประกอบการให้ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด โดยเราให้ความสำคัญกับการบริหารพอร์ตสินค้ากลุ่ม High Margin ทั้งเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อตอบรับเมกะเทรนด์ Preventive Care พร้อมตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรมยาและสุขภาพครบวงจรอย่างยั่งยืน” ภก.สุวิทย์ กล่าว