โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิภาค

บทจ.Young 3 ติวเข้มกลยุทธ์ “การสื่อสารกับหัวใจ” รุกตลาดโซเชียลมีเดียจีน

เดลินิวส์

อัพเดต 22 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 23.01 น. • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
หลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีน รุ่นที่ 3 จัดอบรม ติวเข้มกลยุทธ์ “การสื่อสารกับหัวใจ” รุกตลาดโซเชียลมีเดียจีน พร้อมเผยความสำเร็จแบรนด์ไทยในระดับหมื่นล้าน

เมื่อวันที่ 22 ก.พ. สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ร่วมกับสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน จัดกิจกรรมบรรยายพิเศษภายใต้โครงการ “ผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีน รุ่นที่ 3” (Young Executive Program 3) ประจำปีการศึกษา 2569 ณ อาคาร M Group เมื่อวันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา โดยได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย หอการค้าไทย-จีน และ China Media Group ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก อาจารย์หลี่ จิงเหล่ย (ตั้นตั้น) ผู้ก่อตั้งและ CEO บริษัท ตั้นตั้น ทรานสเลชั่น สตูดิโอ จำกัด และ Weibo KOL ชื่อดังที่มีผู้ติดตามกว่า 1 ล้านคน มาเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “การสื่อสารกับหัวใจในการทำธุรกิจไทย-จีน” โดยมีผู้บริหารจากหลากหลายอุตสาหกรรมและสื่อมวลชนเข้าร่วมกว่า 40 ท่าน

อาจารย์หลี่ จิงเหล่ย ได้ฉายภาพให้เห็นถึงขุมพลังทางเศรษฐกิจของจีนที่มีประชากรกว่า 1,416 ล้านคน โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นกลางที่คาดว่าจะขยายตัวสูงถึง 550 ล้านคนในปี 2030 ซึ่งคนกลุ่มนี้ไม่เพียงแต่มีกำลังซื้อสูง แต่ยังมีพฤติกรรมการบริโภคที่เน้นคุณภาพและการบอกต่อผ่านโลกออนไลน์เป็นหลัก การทำธุรกิจกับจีนในยุคปัจจุบันจึงไม่ใช่เพียงแค่การนำเสนอสินค้า แต่คือการสร้างความเชื่อมั่นผ่านการสื่อสารที่เข้าถึง "หัวใจ" ของผู้บริโภค โดยเฉพาะในมิติของความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนที่ฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน ซึ่งเป็นแต้มต่อสำคัญที่ผู้บริหารไทยควรนำมาใช้ในการวางกลยุทธ์การตลาดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ในส่วนของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียจีนที่มีความเฉพาะตัว อาจารย์หลี่ได้เจาะลึกถึงพฤติกรรมผู้ใช้งานในแต่ละแอปพลิเคชันอย่างละเอียด อาทิ โต่วอิน (Douyin) ที่มียอดผู้ใช้งานรายวันกว่า 750 ล้านคน ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่เพื่อความบันเทิงแต่เป็น "เครื่องมือปิดการขาย" ที่ทรงพลังที่สุดในปัจจุบัน หรือ เสี่ยวหงซู (Xiaohongshu) ที่เปรียบเสมือนคัมภีร์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่เน้นรีวิวสินค้าจริงจากผู้ใช้ (Key Opinion Consumer - KOC) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อสินค้าแบรนด์ไทย นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำถึงบทบาทของ WeChat ที่เป็นมากกว่าแอปแชท แต่เป็นระบบนิเวศทางธุรกิจที่เชื่อมโยงทั้งการบริการลูกค้าและการจัดการวิกฤตที่แบรนด์ต้องให้ความสำคัญ

วิทยากรยังได้ยกตัวอย่างกระบวนการเพิ่มมูลค่าสินค้าผ่าน "Storytelling" หรือการเล่าเรื่องที่กินใจ โดยยกกรณีแบรนด์กระเป๋าผ้าของเครือเซ็นทรัลที่สามารถยกระดับราคาสินค้าจากหลักสิบสู่หลักร้อยได้ด้วยการนำเสนอเรื่องราวการสร้างอาชีพให้แก่ผู้พิการในจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งรายได้ส่วนหนึ่งถูกส่งคืนกลับสู่สังคม การสร้างคุณค่าทางจิตใจเช่นนี้ไม่เพียงแต่ทำให้สินค้าเป็นที่ต้องการจนต้องจำกัดจำนวนการซื้อ แต่ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่ยั่งยืนในสายตาชาวจีนที่ชื่นชอบเรื่องราวการทำความดีและความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR)

สำหรับการเจาะตลาดด้วยกลยุทธ์ "FACT+" อาจารย์หลี่ได้ถอดบทเรียนจากแบรนด์ Mistine ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในจีน โดยเน้นย้ำเรื่องการสร้างฐานแบรนด์ (Field) ควบคู่ไปกับการทำงานร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ในทุกระดับ (Alliance) และการทำแคมเปญท้าพิสูจน์ที่สร้างกระแสบนโลกออนไลน์อย่าง Huoyanshan (ฮั่วเยี่ยนซาน) ซึ่งเป็นการนำสินค้าไปทดสอบในสถานการณ์จริงเพื่อท้าพิสูจน์ประสิทธิภาพของ "ครีมกันแดด" ในสถานที่และสภาพอากาศที่ร้อนที่สุดและแดดแรงที่สุดในจีน ความกล้าในการทำ Content Marketing ที่แปลกใหม่และมีความเป็นมนุษย์ (Humanize) นี้เองที่เป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนจากผู้ชมให้กลายเป็นลูกค้า และเปลี่ยนจากลูกค้าให้กลายเป็นสาวกของแบรนด์ได้อย่างรวดเร็ว

ในช่วงสรุปของการบรรยาย อาจารย์หลี่ได้ให้คำแนะนำถึง "พลัง 3 ประการ" ที่ธุรกิจไทยต้องมีหากต้องการเติบโตในจีนอย่างยั่งยืน ได้แก่ พลังของผลิตภัณฑ์ที่ต้องดีจริง พลังของแบรนด์ที่ต้องมีเอกลักษณ์ และพลังของการตลาดที่ต้องมีความยืดหยุ่นและตอบสนองต่อเทรนด์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของจีนได้ทันท่วงที โดยเฉพาะการให้น้ำหนักกับตลาดออนไลน์ที่ในปัจจุบันบางแบรนด์ประสบความสำเร็จจนมียอดขายจากช่องทางออนไลน์สูงถึง 95% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการเข้าใจเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลของจีนไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นทางรอดที่สำคัญที่สุดของธุรกิจไทยในยุคนี้

นอกจากนี้ ก่อนการบรรยาย China Media Group ได้เชิญชวนผู้เข้าอบรมหลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีน รุ่นที่ 3 ร่วมสนุกในกิจกรรมบน TikTok เพื่อเปิดประสบการณ์แลกเปลี่ยนมุมมองอย่างสร้างสรรค์ผ่านกิจกรรมตอบคำถามออนไลน์ ในโครงการ “จีนไทยพัฒนาสู่อนาคตร่วมกัน” ภายใต้กรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของจีน ฉบับที่ 15 เพื่อกระชับความสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ด้านการพัฒนาระหว่างสองประเทศ โดยคำตอบที่ได้รับการคัดเลือก ผู้ที่ตอบจะได้รับของรางวัลพิเศษในทุกสัปดาห์ ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 20 มีนาคม 2569 นี้ สำหรับกติกาการร่วมสนุกนั้นสามารถทำได้ง่ายๆ เพียงติดตามรับชมคลิปคำถามประจำสัปดาห์ที่จะโพสต์ลงในช่อง TikTok : CMGTHAI ทุกวันเสาร์ จากนั้นให้พิมพ์คอมเมนต์แสดงความคิดเห็น หรือ ตอบคำถามใต้คลิปดังกล่าว พร้อมติดแฮชแท็ก #จีนไทยพัฒนาสู่อนาคตร่วมกัน รวมถึงกดติดตามช่อง กดไลก์ และกดแชร์คลิปคำถามในสัปดาห์นั้นๆ เพื่อให้ครบถ้วนตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยทีมงานจะพิจารณาคัดเลือกจากคำตอบที่ถูกต้องและแสดงความคิดเห็นได้สอดคล้องกับประเด็นที่น่าสนใจและโดนใจคณะกรรมการมากที่สุด

กิจกรรมในครั้งนี้จะดำเนินไปอย่างเข้มข้นตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีกำหนดการปล่อยคลิปคำถามสำหรับสัปดาห์ที่ 3 ในวันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ และในสัปดาห์ที่ 4, 5 และ 6 จะมีการโพสต์คำถามทุกวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์, 7 มีนาคม และ 14 มีนาคม 2569 ตามลำดับ โดยจะประกาศรายชื่อผู้ได้รับรางวัลในวันศุกร์ถัดไปของทุกสัปดาห์จนสิ้นสุดโครงการในวันที่ 20 มีนาคม 2569 ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและร่วมสนุกได้ที่ TikTok : CMGTHAI ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

จากนั้น ตัวแทนผู้เข้าอบรมหลักสูตรผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีน รุ่นก่อนหน้า ได้เข้าร่วมแนะแนวให้กับผู้เข้าอบรมฯ รุ่นที่ 3 เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ในการเลือกหัวข้อโครงงานกลุ่ม การเตรียมความพร้อมด้านเนื้อหาที่สอดคล้องกับโจทย์ที่ได้รับ เพื่อสร้างสรรค์รูปแบบการนำเสนออย่างเหมาะสมและตรงประเด็น เพื่อเป็นแนวทางให้แต่ละกลุ่มนำไปปรับใช้กับโครงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...