สภาพัฒน์ อัพเดตปี'68 คนไทยว่างงานเพิ่ม 0.81% เร่งหาข้อกำหนดใช้เอไอแทนคน
สคช.อัพเดตปี68 คนไทยว่างงานเพิ่ม 0.81% เร่งหาทางบรรเทาใช้เอไอแทนคน
เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า สถานการณ์แรงงานไตรมาส 4/2568 การจ้างงานลดลงต่อเนื่อง โดยผู้มีงานทำมีจำนวน 39.8 ล้านคน ลดลง 0.9% จากไตรมาส 4/2567 สำหรับภาพรวมปี 2568 อัตราการมีงานทำอยู่ที่ 99.1% เพิ่มขึ้นจากปี 2567 โดยมีผู้มีงานทำรวม 39.6 ล้านคน ลดลง 0.5% จากปีก่อนหน้า และมีอัตราการว่างงานเฉลี่ยทั้งปี 2568 อยู่ที่ 0.81%
ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ คือ การเชื่อมโยงการลงทุนต่างชาติกับธุรกิจไทยให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสร้างงานคุณภาพ โดยขยายมาตรการจ้างงานในท้องถิ่นและสนับสนุน SMEs ควบคู่กับการพัฒนาทักษะแรงงาน ขณะเดียวกันต้องกำหนดแนวทางใช้ AI อย่างเป็นธรรม เพื่อบรรเทาความกังวลต่อสถานการณ์จ้างงาน และเร่งเสริมทักษะดิจิทัลเพื่อสร้างความมั่นคงในการจ้างงาน
นายดนุชา กล่าวว่า ด้านหนี้สินครัวเรือน ไตรมาส 3/2568 ลดลง 0.29% มีมูลค่า 16.31 ล้านล้านบาท จากความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อใหม่ของสถาบันการเงิน ทำให้สัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อจีดีพีทรงตัวอยู่ที่ 86.8% ต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้ต่ำลงทุกประเภทสินเชื่อ จากข้อมูลเครดิตบูโร สินเชื่อส่วนบุคคลที่ค้างชำระเกิน 90 วันขึ้นไป (NPLs) มีมูลค่า 1.3 ล้านล้านบาท ที่ 9.4% ของสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจาก 9.1% ของไตรมาสก่อนหน้า ประเด็นสำคัญคือการกำกับสินเชื่อผ่านแอปฯ และแบบซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (BNPL) ซึ่งเข้าถึงง่ายและเสี่ยงกลายเป็นหนี้เสียในอนาคต ควรผลักดันให้ผู้ให้บริการเข้าระบบเครดิตบูโรและกำหนดเพดานหนี้ร่วม ขณะเดียวกันต้องจับตากลุ่มรายได้กลาง-สูงที่เริ่มผิดนัดชำระมากขึ้น โดยเร่งสร้างวินัยการเงินเชิงรุก เช่น แจ้งเตือนก่อนครบกำหนดและให้แรงจูงใจผู้จ่ายตรงเวลา
นายดนุชา กล่าวว่า ด้านการเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวัง ไตรมาส 4/2568 เพิ่มขึ้น 98.5% โดยเฉพาะโรคไข้หวัดใหญ่ โรคปอดอักเสบ และโรคมือ เท้า ปาก และภาพรวมปี 2568 เพิ่ม 44.9% ในกลุ่มโรคเดียวกัน ขณะที่ด้านสุขภาพจิตพบปัญหามากขึ้นทั้งในไตรมาสสี่และภาพรวมปี 2568 ทั้งนี้ มีประเด็นที่ควรให้ความสำคัญ คือโรค NCDs, วิกฤตฝุ่น PM2.5 และสถิติการฝากครรภ์ครบตามเกณฑ์ที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ต่ำที่สุดในรอบ 8 ปี ขณะที่การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ไตรมาสสี่ปี 2568 เพิ่มขึ้น 0.1% จากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เพิ่มขึ้น ส่วนภาพรวมปี 2568 เพิ่มขึ้น 1.9% โดยมีความเสี่ยงจากการขยายเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การเพิ่มขึ้นของโรคจากการสูบบุหรี่ และผลของโครงสร้างภาษีต่อพฤติกรรมการบริโภค
นายดนุชา กล่าวว่า ด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินไตรมาสสี่ปี 2568 คดีอาญาเพิ่มขึ้น 15.4% จากการเพิ่มขึ้นของคดียาเสพติด ขณะที่คดีชีวิตและทรัพย์ลดลง การเกิดอุบัติเหตุทางถนนลดลงเล็กน้อย แต่ผู้ทุพพลภาพเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ภาพรวมทั้งปี 2568 คดีอาญาและอุบัติเหตุเพิ่มขึ้น 15.4% และ 0.6% ตามลำดับ โดยมีประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังจากการลักลอบค้ายาเสพติดและสินค้าผิดกฎหมายผ่านคิวอาร์โค้ด มิจฉาชีพออนไลน์ที่ซับซ้อนขึ้น และถุงลมนิรภัยเสื่อมสภาพ ขณะที่ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ไตรมาส4/2568 การร้องเรียนของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา 34.2% สำหรับการร้องเรียนในภาพรวมปี 2568 เพิ่มขึ้น 38.6% โดยมีประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ คือ 1.การปนเปื้อนของสารเคมีในสินค้า Fast Fashion 2.เทรนด์การใช้ปากกาฉีดลดน้ำหนักที่แพร่หลายบนสื่อสังคมออนไลน์ และ 3. ความเสี่ยงที่มาจากการใช้ เบอร์โทรศัพท์รีไซเคิล
นายดนุชา กล่าวว่า ปี 2568 เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน มีพัฒนาการสมวัย 81.6% ต่ำกว่าค่าเป้าหมายที่ 85.0% โดยเฉพาะความล่าช้าด้านการใช้และเข้าใจภาษา สาเหตุหลักจากการใช้หน้าจอเกินวัยและโครงสร้างครัวเรือนที่ผู้สูงอายุเป็นผู้ดูแล ขณะเดียวกัน แม้อัตราตั้งครรภ์ในวัยรุ่นจะลดลง แต่ผู้ติดเชื้อ HIV กลับสูงกว่าคาด 1.5 เท่า และ 1 ใน 3 เป็นเยาวชนอายุ 15–24 ปี สะท้อนปัญหาเพศศึกษาที่เน้นทฤษฎีมากกว่าทักษะชีวิตและสังคมที่ยังปิดกั้นเรื่องเพศ นอกจากนี้ การรับเข้ามหาวิทยาลัยรอบ Portfolio ที่เพิ่มสัดส่วนเป็น 36.3% ในปี 2568 ยังซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ จึงควรเร่งยกระดับการเรียนการสอน เน้นทักษะปฏิบัติ เปิดเผยเกณฑ์ประเมินโปร่งใส พัฒนาระบบตรวจสอบ และกำหนดเพดานค่าธรรมเนียมสมัครรอบ Portfolio ไม่ให้สูงเกินไป
นายดนุชา กล่าวว่า กรณีสหรัฐปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าในอัตรา 15% เท่ากันทุกประเทศเป็นระยะเวลา 150 วัน ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเร็วในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยในระยะสั้นมองว่าเป็นผลดีในแง่ที่ทุกประเทศอยู่บนเงื่อนไขเดียวกัน ทำให้การแข่งขันด้านการส่งออกขึ้นอยู่กับศักยภาพของผู้ประกอบการและความสามารถในการเจรจาของแต่ละประเทศเป็นหลัก ทั้งนี้ ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบต่อการส่งออกไทย และการขยายตัว 2% ตามประมาณการของสภาพัฒน์จะเป็นไปได้หรือไม่ ปัจจัยสำคัญจะขึ้นอยู่กับว่า สหรัฐฯ จะใช้เครื่องมืออื่น ๆ เพื่อเก็บภาษีศุลกากรในอนาคตอันใกล้หรือไม่ เนื่องจาก สหรัฐฯ ยังสามารถออกมาตรการภาษีที่เจาะจงบังคับใช้เฉพาะกลุ่มสินค้ารายสินค้าได้อยู่
“ถ้า ณ วันนี้ ต้องเรียนว่า ข้อดีหนึ่งคือ ทำให้ทุกประเทศอยู่ใน Level Playing Field เดียวกัน ก็คือ 15% เท่ากันหมดใน 150 วัน เพราะฉะนั้น ก็ต้องรอดูอีกสักนิดว่า จะกระทบกับส่งออกอย่างไร เพราะถ้าสหรัฐฯ เริ่มใช้มาตรการเก็บภาษีในรายสินค้า ก็จะสามารถดูผลกระทบได้ชัดมากขึ้นว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับภาคส่งออก” นายดนุชา กล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สภาพัฒน์ อัพเดตปี’68 คนไทยว่างงานเพิ่ม 0.81% เร่งหาข้อกำหนดใช้เอไอแทนคน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th