โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ออกสำรวจย่านจักรวรรดิ ย่านที่อายุน้อยกว่าทรงวาดแค่ 1 ปี เดินเล่นย่านเก่า กินร้านในตำนาน มูศาลเจ้าลับ

ONCE

เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ไปย่านทรงวาด-ตลาดน้อยกันจนอิ่มใจแล้ว อยากให้เปิดใจลองมาเดินเล่นย่านจักรวรรดิกันดู ย่านที่เชื่อมต่อทรงวาด-สำเพ็งที่ถ้าใครไปเยาวราช พาหุรัด หรือสำเพ็งกันบ่อยๆ อาจจะเดินผ่าน หรือมองข้ามแลนด์มาร์กดีๆ ของแขวงจักรวรรดิไปโดยไม่รู้ตัวเลยก็ได้ เราเลยรวบรวมพิกัดลับย่านจักรวรรดิที่ครบจบตั้งแต่สายกิน สายมู สายเดินเล่น และสายชอบผ่อนคลาย บอกเลยว่าเดินลัดเลาะย่านกันแบบจุใจแน่นอน

ย่านจักรวรรดิหรือแขวงจักรวรรดิ คือย่านที่หลายคนอาจจะไม่คุ้นชื่อ แต่นี่คืออีกจุดส่งสินค้าในสมัยยุครัชกาลที่ 5 ของสยาม เรียกได้ว่าที่นี่เป็นจุดพักและจุดส่งสินค้าเหมือนกับตลาดน้อยเลยนะ ถนนเส้นนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2436 เป็นอีกย่านที่ยังคงกลิ่นอายความเป็นไทย-จีนเอาไว้ชัดเจน นอกจากจะเต็มไปด้วยร้านขายสมุนไพรและเครื่องหอมแล้ว มีร้านขายเพชรพลอย ร้านขายสังฆภัณฑ์และมีร้านขายยาอายุกว่า 100 ปีอยู่หลายร้านด้วย บอกเลยว่านี่เป็นอีกย่านเก่าที่ทำให้เราเดินดูเมืองได้แบบชิลล์ๆ เป็นมิตรต่อการเดินเชื่อมต่อย่าน และมีสิ่งที่น่าสนใจซ่อนอยู่ในตรอกซอยเต็มไปหมด สิ่งน่าสนใจที่ว่ามีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย!

สายเดินเล่น - เป็นผู้ดีเดินตรอก 🏮ตรอกโคมแดง หรือตรอกอาม่า

ตรอกที่บ่งบอกว่าคุณมาถึง AMA Hostel แล้ว เพราะโคมแดงเหล่านี้คือสัญลักษณ์ของโฮสเทลอายุกว่า 200 ปี เป็นที่พักคู่ย่านจักรวรรดิที่ซ่อนตัวอยู่ในตรอกเล็กๆ บริเวณสะพานบพิตรพิมุข ที่นี่ถูกสร้างขึ้นในช่วงรัชกาลที่ 2-3 โดยโครงสร้างกว่า 99% ยังคงเป็นของเก่าตั้งแต่ยุคแรก มีการดูแลรักษาสภาพของอาคารแค่การทาสีใหม่ให้มีความทันสมัยมากขึ้น นอกจากเป็นที่พักแล้ว ชั้นแรกของที่นี่ยังเป็นคาเฟ่ ถ้าใครอยากแวะไปซึมซับสถาปัตยกรรมจีนเก่าก็แวะไปนั่งคาเฟ่และไปถ่ายรูปที่ตรอกโคมแดงได้ หรือถ้าใครติดใจในบรรยากาศจนอยากเข้าพัก ที่นี่ก็แบ่งออกเป็นที่พักแบบ 3 ฤดูคือ Spring ฤดูใบไม้ผลิที่ตกแต่งในโทนสีเขียว Summer ฤดูร้อนที่ตกแต่งในโทนสีแดง และ Winter ฤดูหนาวที่แต่งในโทนสีน้ำเงิน

เดินลัดเลาะจากตรอกโคมแดงไปยังถนนจักรวรรดิ ระหว่างทางจะเห็นบ้านเรือนที่บางบ้านก็ทำร้านขายส่งวัตถุดิบ บางบ้านก็ทำอาหารสไตล์จีนแต้จิ๋ว เพราะประชากรเชื้อสายจีนที่อาศัยในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นจีนแต้จิ๋วกัน ระหว่างที่เดินตรอกทำเอาเรานึกถึงคำว่า ‘ผู้ดีเดินตรอก’ เพราะพอเราเดินออกไปถึงถนนจักรวรรดิแล้วหันกลับไปมองตึกรามบ้านช่องของย่านนี้ก็พบว่า ตึกริมถนนส่วนใหญ่เป็นห้องแถว ส่วนด้านหลังตึกแถวกลับเป็นบ้านเดี่ยวหลังใหญ่ๆ ทั้งนั้น ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่านี่คือบ้านของตระกูลเชื้อสายจีนที่มาตั้งรกรากที่สยามนานมากกว่า 4 รุ่น รุ่นลูกรุ่นหลานจึงสร้างตึกแถวให้คนเช่าเพื่อให้มีรายได้เลี้ยงบ้าน ซึ่งตระกูลที่มีลูกหลานมากกว่า 4 รุ่นจะถูกเรียกว่า ‘ผู้ดี’ และผู้ดีที่บ้านอยู่ด้านหลังตึกแถวต้องเดินสัญจรภายในตรอก จนเกิดคำว่า ‘ผู้ดีเดินตรอก’ นั่นเอง ซึ่งจริงๆ การทัวร์ย่านจักรรวรรดิของเราก็คือการจำลองการเป็นผู้ดีเดินตรอกอยู่กลายๆ เหมือนกันนะ

สายมู - จะสายไทยหรือสายจีนก็มูแบบกินรวบ! 🐊วัดจักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร

สิ่งแรกที่ดึงดูดเราไม่ใช่อุโบสถหรือพระพุทธรูปปรางค์ประธาน แต่เป็นบ่อจระเข้ที่อยู่ด้านหน้าวัด พอได้ชะโงกหน้าไปดูในบ่อถึงกับชะงัก เพราะพี่จระเข้ปากเบี้ยวตัวนี้อ้วนมาก! จระเข้อายุ 40 ปีที่เป็นรุ่นสุดท้ายของจระเข้รุ่นแรก ถ้าใครเคยรู้จัก ‘ตำนานจระเข้กินคน’ นั่นหมายถึงวัดนี้นี่แหละ จระเข้ตัวแรกของวัดชื่อว่า ‘ไอ้บอด’ จระเข้ที่บอกเล่ากันมาว่า ท่านเจ้าอาวาสเป็นคนพาจระเข้ตัวนี้มาที่วัดเอง โดยนำมาผูกที่งานกฐิน เพราะโดยทั่วไปแล้วธงในงานกฐินมักเป็นรูปจระเข้ แต่ท่านเจ้าอาวาสเห็นว่า ‘จะผูกธงไปทำไม เราก็ใช้จระเข้จริงไปเลยสิ’ จระเข้ไอ้บอดจึงอยู่ที่วัดนี้ตั้งแต่ครั้งนั้น จนกระทั่งเหตุน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ พ.ศ. 2484-2485 ทำให้ไอ้บอดหลุดจากวัด และเกิดเหตุกินคนไปหลายคน สุดท้ายก็ถูกจับกลับมาที่วัดตามเดิม และมีลูกหลานให้เราเห็นประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตอย่างพี่ปากเบี้ยวนั่นเอง

นอกจากจระเข้แล้ว ที่นี่ยังเหมาะกับการมาขอพรในช่วงเริ่มปีด้วย มาสักการะพระนากศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่คู่ย่านจักรวรรดิ สำรวจศิลปะสมัยรัชกาลที่ 3 ของวัดนี้ ที่ตั้งแต่ยุคนั้นก็มีการผสมผสานวัฒนธรรมไทย-จีนเข้าด้วยกัน อย่างประตูอุโบสถที่เป็นรูปมังกรสไตล์จีน ขณะที่ภาพฝาผนังยังคงเป็นลายไทยดั้งเดิมที่ยังคงเทคนิคโบราณอยู่ ซึ่งหาชมได้ยากมากๆ อยากให้ทุกคนลองเข้าไปนั่งสำรวจศิลปะไทยที่ไม่คุ้นตาที่วัดนี้กัน

วัดบพิตรมุขวรวิหาร

วัดนี้เองก็ผสมผสานกับวัฒนธรรมจีน แต่ความแตกต่างของวัดนี้คือจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนทองเป็นรูปลายดอกพุดตานคว่ำ เพราะที่วัดนี้มีเรื่องการปลงพิจารณาศพในสมัยก่อน เป็นวัดคู่กับแขวงจักรวรรดิเหมือนกัน ถ้าใครอยากไหว้พระช่วงวันสำคัญทางพุทธศาสนา อย่างวันมาฆบูชา วันวิสาขบูชาและวันอาสาฬหบูชา ก็อยากแนะนำให้มาสัมผัสความเก่าแก่ของที่นี่ เพราะวิหารที่วัดนี้จะเปิดให้คนทั่วไปเข้าไปสักการะพระพุทธรูปสมัยอยุธยาทั้ง 5 องค์ได้เฉพาะในช่วงวันสำคัญทางศาสนาเท่านั้น บอกเลยว่าวันเปิดวิหารสามารถเดินลอดหลังองค์พระพุทธรูปสมัยอยุธยาเพื่อเสริมสิริมงคลได้ด้วย

🥮โรงเจบุญสมาคม

ตัดกรรม มูสุขภาพ มูการงาน มูธุรกิจ ครบจบที่นี่ โรงเจบุญสมาคมคือโรงเจที่มีการจัดตำแหน่งที่ตั้งของเทพแต่ละองค์ที่เข้าใจตำนานเทพอย่างแท้จริง และเข้าใจว่าผู้คนอยากมาพักพิงใจหรือต้องการเข็มทิศชีวิตจากเทพองค์ไหน ที่นี่จึงเป็นโรงเจที่รวมความเชื่อของเทพจีนแบบเต็มรูปแบบที่เด่นในเรื่องการขอเข็มทิศด้านสุขภาพ เพราะที่นี่มีเจ้าแม่กวนอิมที่เชื่อว่าท่านถือกระบอกยา และสามารถให้คำแนะนำด้านสุขภาพได้ แต่ขณะเดียวกันก็มีองค์เทพที่ช่วยตัดกรรมด้วย หลายคนอาจจะไปตัดกรรมที่วัดสุทัศน์ฯ กันบ่อยๆ แต่ถ้าใครอยากหันมาพึ่งพาเทพฝั่งจีนบ้าง โรงเจบุญสมาคมก็มีเทพไต้ฮงโจ๊วซือให้สักการะเป็นที่พึ่งทางใจด้วย

🧧สองศาลเจ้าลับ > ศาลเจ้าจุนเสียงโจซือ และศาลเจ้าปุนเถ้ากง ตรอกหัวเม็ด

เดินลัดเลาะมาจนถึงสำเพ็ง โดยทั่วไปแล้วเราคงมาซื้อผ้า ซื้ออุปกรณ์ตกแต่งจัดงานปาร์ตี้ หรือมาเดินเล่นชิลล์ๆ แต่กลับไม่เคยรู้เลยว่าที่นี่มีศาลเจ้าซ่อนอยู่ในตรอกซอกซอยเล็กๆ อยู่ถึง 2 ศาลเจ้า! ศาลเจ้าแรกคือ ศาลเจ้าจุนเสียงโจซือ จุดที่เราจำคือก่อนทางเข้าตรอกจะมีร้านขายลูกปัดและเพชรพลอย ที่นี่มีเทพเจ้าหลื้อโจ้วที่คนพื้นที่แนะนำให้ขอพรเรื่องโชคลาภและการทำธุรกิจ ส่วนศาลที่ 2 เราต้องเดินตรงไปทางสะพานหัน ซึ่งศาลนี้อยู่ก่อนจะถึงสะพานหันเล็กน้อย เราเลี้ยวซ้ายเข้าไป ตอนแรกดูเหมือนจะเป็นบ้านคน แต่ที่นี่คือ ศาลเจ้าปุนเถ้ากง ศาลเจ้าที่คุ้มครองคนในชุมชนนี้ก็มีนักธุรกิจหลายคนมาขอพรเรื่องการทำธุรกิจเช่นกัน แต่ถ้าใครไม่ใช่สายมูก็แวะเข้ามาซึมซับบรรยากาศสไตล์จีนแต้จิ๋วแท้ที่นี่ได้ เพราะการได้ค้นพบศาลเจ้าลับทั้ง 2 ศาลเจ้านี้ ทำให้เรารู้สึกเหมือนค้นพบขุมทรัพย์ลับๆ เลย

ใส่คำบรรยายภาพ

สายกิน - ของคาวก็เลิศ ของหวานก็ไม่พลาด

🍲ร้านเจ๊บ๊วยสะพานหิน

เติมพลังกันหลังไปตระเวนตามตรอกซอกซอยละแวกสำเพ็ง เราฝากท้องที่ร้านเจ๊บ๊วยสะพานหิน ของขึ้นชื่อที่นี่คือกวยจั๊บ แต่บะหมี่แห้งก็อร่อยไม่แพ้กัน แต่สิ่งที่เซอร์ไพรส์เราคือกุยช่ายราดไข่เจียว! บอกเลยว่าต้องห้ามพลาด เพราะไม่ต้องจิ้มน้ำจิ้มก็กรอบอร่อย นัวทั้งไข่ทั้งตัวกุยช่าย ถ้าไม่เดินลัดเลาะตรอกก็คงไม่ได้มากินร้านนี้จริงๆ นะเนี่ย

🍦ร้านอิงทีเฮ้าส์

ไอศกรีมกะทิถั่วตัดผักชีเจ้าแรกของไทย บอกเลยว่าอร่อยสมกับเป็นเจ้าดั้งเดิมจริงๆ เราชอบที่นี่เป็นพิเศษเพราะคลองโอ่งอ่างตรงนี้ให้บรรยากาศเหมือนได้หลีกหนีความวุ่นวายจากถนนเยาวราช ได้กินไอศกรีมสดชื่นท่ามกลางความเป็นพหุวัฒนธรรม เพราะฝั่งตรงข้ามเป็นร้านค้าขายของคนอินเดีย สะพานบพิตรพิมุขตรงนี้จึงมีชื่อเล่นที่คนในพื้นที่เรียกกันน่ารักๆ ว่า ‘สะพานสายไหม’ มาจากเส้นทางการค้าสายไหมที่เชื่อมในสมัยนับพันปีมาแล้วที่เชื่อมโยงจีนเข้ากับยุโรปและประเทศเอเชียหลายๆ ประเทศ หนึ่งในนั้นมีอินเดียด้วย สะพานจึงชื่อสายไหม เพราะทำหน้าที่แบ่งฝั่งร้านค้าที่มีเชื้อสายจีนและฝั่งที่เป็นร้านค้าเชื้อสายอินเดียนั่นเอง

สายผ่อนคลาย - ปวดหลังปวดหัวต้องแวะพักที่นี่เลย 🍃หอมปรุง บาย ใบห่อ

ที่นี่สร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 อายุใกล้เคียงกับตึก AMA Hostel เลย ที่นี่มีทั้งคาเฟ่นวดผ่อนคลาย และทำยาดมสมุนไพรด้วย ที่นี่มียาแผนโบราณและสมุนไพรผสมผสานอยู่ทั่วร้าน อย่างเมนูอาหารที่นี่ก็มีการนำสมุนไพรมาปรุงที่ไม่ใช่แค่รสชาติ แต่กินแล้วสุขภาพดีแน่นอน หรืออย่างกาแฟเองก็มีการผสมกับมะตูม หรือสมุนไพรไทยอื่นๆ ที่ลงตัวอย่างคาดไม่ถึงด้วย และใครที่เดินย่านแล้วรู้สึกเหนื่อยล้า ที่นี่มีนวดผ่อนคลาย มีกิจกรรม Sound Healing และมีเวิร์กช้อปทำยาดมที่สามารถเลือกกลิ่นได้ด้วยตัวเอง บอกเลยว่าจะเป็นยาดมกลิ่นเดียวในโลกที่ถูกใจเราที่สุดแน่นอน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...