พาณิชย์ถก 15 กลุ่มคลัสเตอร์ เดินหน้าทีมไทยแลนด์ ดัน 4 เสายกระดับเศรษฐกิจไทย
วันนี้ (1 เม.ย.2569) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ หารือร่วมกับ นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยผู้แทนภาคเอกชน เช่น ประธานสมาคมการค้ากลุ่มยา เวชภัณฑ์อาหารเสริม เครื่องสำอาง/สมาคมการค้ากลุ่มท่องเที่ยว สุขภาพ ไมซ์ และกีฬา และประธานสมาคมการค้ากลุ่ม 15 Clusters
เพื่อกำหนดทิศทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในฐานะ ทีมไทยแลนด์ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการและประชาชนไทย ท่ามกลางความท้าทายจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก และภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
โดยปัจจุบันเศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอนสูง ส่งผลให้การวางแผนธุรกิจทำได้ยาก รัฐบาลให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม โดยเน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคธุรกิจไทย ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้เติบโตไปพร้อมกัน
ซึ่งในระยะเร่งด่วน กระทรวงพาณิชย์เตรียมสินค้าไทยช่วยไทย เริ่มวันที่ 1 เม.ย.2569 โดยร่วมมือกับผู้ประกอบการค้าส่ง ค้าปลีก และซัพพลายเออร์รายใหญ่กว่า 20 ราย ลดราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นกว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุดถึง 58% ในสินค้ากลุ่ม House Brand และสินค้าแบรนด์ทางเลือกที่มีคุณภาพเข้าสู่ตลาดในราคาที่เข้าถึงได้ รวมทั้งเตรียมพัฒนาสินค้าชุมชนและ SMEs เข้าร่วมสินค้าไทยช่วยไทยในอนาคต ให้มีช่องทางตลาดมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย เช่น การขยายธงฟ้าเคลื่อนที่ เพื่อกระจายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดเข้าถึงกลุ่มเปราะบาง และช่วยระบายสินค้าเกษตร รวมถึงสนับสนุนวัตถุดิบทางการเกษตรราคาพิเศษ ให้ร้านอาหารปรุงสำเร็จ (ข้าวแกง) โดยเริ่มนำร่องในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล
ส่วนในระยะยาว ไทยต้องเร่งปรับตัวต่อบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลง ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การแบ่งขั้วเศรษฐกิจ (Extreme Polarization) และมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะจากประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งปัจจุบันการส่งออกของไทยยังกระจุกตัวอยู่ในตลาดหลัก
ไทยยังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างทั้งความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ การลดลงของจำนวนผู้ประกอบการ SMEs ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย ส่งผลต่อกำลังซื้อภายในประเทศจำเป็นต้องเร่งพัฒนาทักษะแรงงาน (Up-skill / Re-skill) และขยายตลาดต่างประเทศควบคู่กัน
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย–สหภาพยุโรป ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจารอบที่ 8 และคาดว่าจะเหลือประเด็นสำคัญประมาณ20–30% เพื่อให้สรุปผลได้โดยเร็ว ไปพร้อมกับการยกระดับการรักษาตลาดเดิม และบุกตลาดใหม่ที่เป็นตลาดเชิงยุทธศาสตร์สำคัญ ทั้งอินเดีย ลาตินอเมริกา แอฟริกา ตะวันออกกลาง รัสเซียและเอเชียกลาง
นอกจากนี้ จะยังผลักดันการสร้างความมั่นคงทางอาหาร การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรผ่านการแปรรูป การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคตควบคู่กับเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านอาหาร (Future Food และ Food Tech) รวมถึงอุตสาหกรรม S-Curve ของประเทศ
สำหรับการวางกรอบนโยบายในภาพรวม กระทรวงพาณิชย์กำหนดยุทธศาสตร์การค้าไทยบน 4 เสาหลัก ได้แก่ 1.Competitiveness การเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน มุ่งสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง 2.Security & Stability การสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ 3.Inclusive การกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะสู่ SMEs และชุมชน และ 4.Resilient Agility การปรับตัวอย่างรวดเร็วต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก และผลักดันการทำงานในรูปแบบการบูรณาการ ที่ทุกหน่วยงานจะต้องมุ่งเป้าไปที่เป้าหมายเดียวกัน และทำงานอย่างสอดประสาน
ด้านภาคเอกชน โดยสมาคมการค้ากลุ่ม 15 Clusters สะท้อนข้อเสนอสำคัญต่อภาครัฐ เช่น การบริหารจัดการสินค้านำเข้า การขยายตลาดใหม่ การส่งเสริมการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) การพัฒนาทักษะแรงงาน การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (Technology Disruption)
รวมถึงการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งการหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการทำงานแบบบูรณาการทีมไทยแลนด์ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกอย่างยั่งยืน
อ่านข่าว:
พิษสงครามตะวันออกกลาง ฉุดส่งออกอาหาร-10.5% ส.อ.ท.หั่นเป้าเหลือ 1.4 ล้านล้านบาท
สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ ส.อ.ท.หวั่นกระทบส่งออกรถยนต์ไทย
ส่งออกข้าวไทย 2 เดือน ร่วง 15% อิรักหยุดซื้อ-ค่าระวางเรือพุ่ง