โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมืองใหม่หลังโควิด ฉบับไม่ดิสโทเปีย

The101.world

เผยแพร่ 14 มิ.ย. 2564 เวลา 02.50 น. • The 101 World

เมืองใหญ่ ความป่วยไข้ และบรรยากาศของโรคระบาดที่เหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุด อาจถือได้ว่าเป็นวัตถุดิบชั้นเยี่ยมสำหรับนิยายดิสโทเปีย

เรื่องราวของวรรณกรรมพรรค์นี้มักเริ่มต้นขึ้นด้วยการเกิดโรคอุบัติใหม่ แพร่กระจาย และทำลายชีวิตอันสงบสุขของผู้คน ก่อนเปลี่ยนไปเป็นความโกลาหลระดับชาติเมื่อรัฐควบคุมโรคระบาดไว้ไม่อยู่ แน่นอนว่าเนื้อเรื่องจะยิ่งเข้มข้นติดลม ถ้าโรคร้ายนั้นเปิดเปลือยปมปัญหาที่เคยถูกซุกซ่อนไว้ในเมืองและสังคม ให้เราได้เห็นทีละเรื่อง ทีละฉาก แบบเน้นๆ จะจะตา

ให้เราได้เห็นว่าเมืองที่เคยดูใหญ่โตค้ำฟ้า แท้จริงแล้ว ‘เปราะบาง’ แค่ไหนเมื่อเจอกับวิกฤตไม่คาดฝัน

โชคร้ายที่พล็อตนิยายดิสโทเปียพรรค์นั้นกำลังเกิดขึ้นบนโลกจริง เราทุกคนกลายเป็นตัวละครที่ต้องดิ้นรนต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในเมืองอันเต็มไปด้วยปัญหาน้อยใหญ่ ไม่มีใครอยากเห็นเรื่องราวเลวร้ายไปยิ่งกว่านี้ แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าตอนจบของโควิด-19 ปะทะเมือง (และคนเมือง) จะเป็นอย่างไร

ถ้าเราอ้างอิงจากนิยายดิสโทเปียส่วนใหญ่ เรื่องคงจบลงแบบปลายเปิด โดยทิ้งประกายความหวังเล็กๆ ไว้ว่าหลังวิกฤตใหญ่ผ่านพ้น โรคระบาดสร่างซา ตัวละครได้พบวิธีปรับเปลี่ยนเมืองใหม่ให้กลายเป็นเมืองที่ดีกว่าเดิม บนโลกจริงเราก็เริ่มเห็นหลายเมืองเข้าสู่ช่วงท้ายเรื่อง คือเริ่มค้นหาวิธีออกแบบเมืองใหม่ และเตรียมตัวพัฒนาต่อไปให้เมืองในอนาคตมั่นคงปลอดภัยเช่นกัน

ระหว่างที่เมืองบางเมืองยังติดอยู่จุดไคลแมกซ์ (เพราะดันมีหลายไคลแมกซ์เสียอย่างนั้น) 101 ขอชวนคุณสคิปไปดูตอนใกล้จบของเมืองในต่างประเทศว่าพวกเขาเรียนรู้อะไร ค้นพบอะไร และวางแผนพัฒนาไปทางไหน ถ้าไม่ต้องการให้เมืองของตนกลายเป็นนิยายดิสโทเปียภาคต่อ

เกิดอะไรใหม่ในเมืองใหญ่ช่วงโควิด?

ขึ้นชื่อว่าเมืองใหญ่ ไม่ว่าเมื่อไรก็สำคัญ -- ในสถานการณ์โควิด-19 นั้น เมืองใหญ่เป็นทั้งเป็นจุดที่สุ่มเสี่ยงต่อการระบาดรุนแรง เป็นมาตรวัดการบริหารจัดการของรัฐระดับชาติว่ารับมือโรคระบาดได้ดีเพียงใด (ถ้ารัฐสามารถป้องกันเมืองใหญ่ไม่ให้ถูกโควิดตีแตกพ่ายได้ เมืองอื่นๆ ก็น่าจะรอด ใช่ไหม)

ที่สำคัญที่สุด การปรับตัวรับมือวิกฤตในเมืองใหญ่จะเป็นต้นแบบให้แก่พื้นที่อื่นๆ ทำตาม และเป็นพื้นฐานต่อยอดสร้างเมืองใหม่ได้ในอนาคต ดังนั้น เราจะเริ่มต้นกันด้วยการย้อนมองความเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมา พร้อมถอดบทเรียนว่าเมืองควรปรับปรุงเรื่องอะไร

ประเดิมที่ ‘การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล’

เทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการรับมือกับวิกฤตโรคระบาด นับตั้งแต่อำนวยความสะดวกเรื่องติดต่อสื่อสาร เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน กระทั่งดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจบนโลกเสมือนจริงในช่วงเวลาที่เมือง ‘ล็อกดาวน์’

เราจะเห็นว่าการทำงานแบบ Work From Home, Teleworking  และการเรียนออนไลน์กำลังกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของคนเมืองเมื่อต้องกักตัว และอาจกลายเป็นวิถีชีวิตใหม่ (new normal) ของคนเมืองนับจากนี้ เพราะเราเรียนรู้จากวิกฤตแล้วว่าการทำงานจากบ้าน (หรืออื่นๆ ที่ไม่ใช่สำนักงาน) สามารถทำได้เพียงใช้เทคโนโลยี แถมบางทียังเป็นการลดอุปสรรคในการทำงาน เช่น ลดเวลาการเดินทาง เจอะเจอสภาพแวดล้อมภายนอกที่ไม่เป็นใจ ทำให้การทำงานยืดหยุ่นพร้อมรับเหตุไม่คาดฝันมากขึ้น รวมถึงทำให้คนสามารถเข้าถึงแหล่งงาน แหล่งการเรียนรู้ได้ง่ายยิ่งขึ้น

แต่สำหรับเมืองที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย คงไม่ใช่ทุกงานที่สามารถทำจากบ้านได้ และไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล ใน รายงานของ ILO ระบุว่า 61% ของแรงงานทั้งหมดทั่วโลก หรือราว 2 พันล้านคนคือแรงงานนอกระบบ ไม่มีหลักประกันทางสุขภาพ การดูแลความปลอดภัย หรือมอบอุปกรณ์ป้องกันโรคระบาดจากนายจ้าง และส่วนมากไม่สามารถทำงานจากบ้านเพราะธรรมชาติของงานไม่เอื้ออำนวย

ขณะเดียวกัน แม้แต่ประเทศชั้นนำอย่างสหราชอาณาจักรยังมีรายงานออกมาว่าแรงงานที่สามารถ Work From Home ได้มีน้อยกว่า 30% ของแรงงานทั้งหมด และกลุ่มที่สามารถ Work From Home ก็มีความแตกต่างเหลื่อมล้ำแบ่งตามพื้นที่และเชื้อชาติ นี่เป็นโจทย์ให้เมืองและคนเมืองต้องคิดต่อว่า หากเราต้องการให้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในแบบแผนชีวิตใหม่ จะทำอย่างไรให้คนเข้าถึงบริการพื้นฐานอย่างอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์ดิจิทัลอย่างถ้วนหน้า เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (digital divide)

นอกจากประเด็นความเหลื่อมล้ำดังกล่าว เรื่องมาตรการดูแลความเป็นส่วนตัวคืออีกหนึ่งประเด็นที่พูดถึงเพิ่มขึ้นในวิกฤต เมื่อหลายเมืองหันมาใช้เทคโนโลยีควบคุมติดตามสถานการณ์โควิด-19 อย่างแพร่หลาย – บ้างใช้ติดตามเส้นทางผู้ติดเชื้อ เช่นเมืองแทกู ในเกาหลี บ้างก็ใช้จับตาดูความหนาแน่นและการเคลื่อนไหวภายในเมืองเพื่อคาดคะเนการแพร่ระบาด เช่นบูดาเปสต์ ในฮังการี สิ่งเหล่านี้สามารถต่อยอดในอนาคตเป็นฐานข้อมูลของเมืองได้ ถ้ามีนโยบายปกป้องความเป็นส่วนตัวของประชาชนที่เหมาะสม

ถัดมาเป็นเรื่อง ‘ความคล่องตัวของเมือง’ (Urban Mobility)

เมื่อพูดถึงความคล่องตัว ย่อมนึกถึงระบบคมนาคม ที่ผ่านมา โควิด-19 ท้าทายระบบดังกล่าวด้วยคำถามว่า ‘เราจะใช้บริการขนส่งสาธารณะภายในเมืองโดยไม่ติดโรคระบาดได้อย่างไร’ เพราะภาพแออัดเบียดเสียดในรถเมล์ รถไฟฟ้าดูเหมือนจะกลายเป็นภาพชินตาไปเสียแล้ว

ทางหนึ่ง เมืองจึงต้องออกแบบเส้นทางคมนาคมใหม่ให้คล่องตัว มีทางเลือกเพิ่มขึ้นและสะดวกสบายขึ้นเพื่อไม่ให้คนกระจุกตัวอยู่บนรถสาธารณะหรือจุดใดจุดหนึ่งมากเกินไป หลายเมืองฉวยโอกาสนี้ปรับปรุงและสร้างทางจักรยานเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนให้คนเดินทางคนเดียวอย่างปลอดภัยมากขึ้น -- ซึ่งนี่อาจเป็นหมุดหมายของการพัฒนาคมนาคมในระยะยาว เพราะถ้ารัฐเลือกลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานการเดินทางอย่างจักรยาน สกู๊ตเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า ทำให้คนเข้าถึงได้ง่ายและมีความปลอดภัย ย่อมส่งผลให้ลดมลภาวะทางอากาศและเสียงจากยานยนต์ได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ถ้าขนส่งสาธารณะยังคงเป็นหัวใจสำคัญของเมือง สิ่งที่ต้องพัฒนาต่อจากโควิด-19 คือความคล่องตัว ยกตัวอย่างในบาร์เซโลนา ประเทศสเปน เริ่มวางแผนออกแบบผังเมือง ‘Superblocks’ 500 จุด เพื่อทำให้การคมนาคมสะดวกรวดเร็วมากขึ้น เมื่อรถไม่ติด คนก็ไม่ต้องรอรถนานๆ หรือนั่งแออัดกันในรถสาธารณะแต่ละรอบจนต้องเสี่ยงต่อโรคระบาดตามๆ กันไป

อีกด้านหนึ่งที่ต้องกำหนดเป็นมาตรฐานใหม่คือสุขอนามัยและระยะห่างภายในรถสาธารณะ เพราะในช่วงการระบาดมีข้อมูลจากกลุ่มประเทศ OECD เผยว่าระบบขนส่งที่ได้มาตรฐาน สะอาด ปลอดภัย ถือเป็นการช่วยควบคุมไม่ให้เกิดคลัสเตอร์ใหม่ในเมืองได้ – ด้านประเทศฝรั่งเศสและญี่ปุ่นที่สามารถควบคุมไม่ให้เกิดการระบาดผ่านระบบขนส่งสาธารณะสำเร็จก็คาดการณ์กันว่าตัวแปรสำคัญคือการเว้นระยะห่างและสวมหน้ากากอนามัย ส่วนปัจจัยอื่นๆ เพิ่มเติมคือการลดจำนวนคนขับ มาตรการรักษาความสะอาดที่เข้มงวด และการไม่เดินทางเข้าใกล้แหล่งคลัสเตอร์

แม้สุดท้ายแล้ว เราไม่อาจบอกได้ว่าการเดินทางด้วยรถสาธารณะปลอดภัยจากการติดโรค 100 เปอร์เซ็นต์ แต่อย่างน้อย การปรับปรุงระบบขนส่งให้ดีขึ้น ปลอดภัยขึ้น ก็ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่เมืองต้องคิดและลงมือทำหลังโควิด-19 อย่างไม่ต้องสงสัย

ถัดไป คือ ‘ความหนาแน่นและคุณภาพของเมือง’

เรามักเข้าใจว่าเมืองที่หนาแน่นย่อมเป็นบ่อเกิดของการแพร่ระบาด แต่งานศึกษาซึ่งเผยแพร่ใน Journal of the American Planning Association เดือนมิถุนายน 2020 ซึ่งรวบรวมข้อมูลจาก 913 มหานครในสหรัฐอเมริกา (แบบควบคุมตัวแปรเช่นเชื้อชาติและการศึกษาประกอบกัน) พบว่าความหนาแน่นของเมืองไม่ได้สัมพันธ์กับอัตราการติดเชื้อโควิด-19 เสมอไป รวมถึงเมืองที่หนาแน่นบางเมืองยังมีอัตราการเสียชีวิตจากโรคระบาดต่ำด้วยซ้ำ เหตุเพราะเมืองเหล่านั้นสามารถให้บริการทางสาธารณสุขได้เป็นอย่างดี

ตรงกันข้าม เมืองที่มีอัตราติดเชื้อและเสียชีวิตสูง กลับมีลักษณะเป็นเมืองคนสูงอายุ เมืองที่คนสำเร็จการศึกษาระดับสูงจำนวนน้อย และเมืองที่มีคนเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกันจำนวนมาก (อนุมานได้ว่าเป็นกลุ่มผู้ถูกกดขี่กีดกันจากสังคม)

ทั้งหมดสะท้อนว่าความหนาแน่นอาจไม่ได้ทำให้เมือง ‘เปราะบาง’ ต่อโรคระบาด โครงสร้างทางสังคมและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจต่างหากคือปัจจัยสำคัญ

เป็นไปไม่ได้เลยที่เมืองจะเข้มแข็งต่อวิกฤตเช่นนี้ถ้าคนยังไม่สามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ ความปลอดภัย หรือทรัพยากรอื่นๆ ได้อย่างเท่าเทียมกัน สิ่งที่หลายเมืองค้นพบจากวิกฤตคือหากลดความหนาแน่นไม่ได้ ก็ต้องสร้างเมืองที่ทุกคนเข้าถึงทรัพยากรและบริการของรัฐได้ถ้วนหน้า นำมาสู่โมเดล ‘เมืองกระชับ’ (Compact City) ซึ่งพยายามจัดการปัญหาความหนาแน่นของเมืองและการเข้าถึง ด้วยวิธีวางผังเมืองให้พื้นที่อยู่อาศัยเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะ พื้นที่สำคัญอย่างตลาด โรงพยาบาล และบริการต่างๆ ในท้องถิ่นได้โดยไม่ต้องเดินทางไกล

ฉะนั้น สิ่งที่คิดต่อมา คือเรื่อง ‘การออกแบบเมือง’

ผังเมืองในยุคโควิด-19 ควรออกแบบโดยตั้งเป้าหมายว่าการใช้ชีวิตในพื้นที่หนึ่งมีอะไรที่สำคัญบ้าง และจะทำให้เข้าถึงบริการ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ได้ง่าย ครบครัน และปลอดภัยไร้โรคได้อย่างไร แนวคิดหนึ่งซึ่งเริ่มถูกพูดถึงมากขึ้นคือการสร้าง “เมืองใน 15 นาที” (15 minute city) หมายถึงเมืองที่ผู้คนสามารถเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ ได้ใน 15 นาที หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นเมืองที่คนสามารถ ‘ใช้ชีวิต’ (to live) ‘ทำงาน’ (to work) ‘จัดหาสิ่งต่างๆ’ (to supply) ‘ได้รับการดูแล’ (to care) ‘พักผ่อน’ (to lean) และ ‘มีความสุข’ (to enjoy) ได้โดยไม่เสียเวลามากเกินไป  

นอกจากนี้ ช่วงวิกฤตที่ผ่านมาเรายังได้เห็นการทดลองออกแบบพื้นที่ในเมืองใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น โมเดล ‘Hyperlocal Micromarket’ ผลงานของฮาร์ม ทิมเมอร์แมนส์ (Harm Timmermans) เจ้าของ Netherlands-based Shift Architecture Urbanism ผู้พบว่าโควิด-19 ส่งผลให้เมืองรอตเตอร์ดามของเขาล็อกดาวน์ ตลาดในท้องถิ่นปิดตัวลง พ่อค้าแม่ขายย่ำแย่ เหลือแต่ห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ คนต้องไปอุดหนุนนายทุนอย่างไม่มีทางเลือก

ทิมเมอร์แมนส์จึงลองออกแบบตลาดใหม่ เป็นตลาดขนาดเล็กที่มีสัดส่วนพื้นที่สี่เหลี่ยม 16 ช่องตาราง ขีดเส้นกั้นออกจากกันชัดเจน มีทางเข้า 1 ทาง ออก 2 ทาง และมีแผงลอยเพียง 3 แผง แต่ละแผงขายสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์แตกต่างกัน รวมถึงกำหนดให้คนเข้าสูงสุด 6 คน ตลาดของเขาจัดตั้งได้ง่าย ช่วยอุดหนุนผู้ประกอบการรายย่อยได้ และที่สำคัญ ความคล่องตัวของตลาดขนาดเล็กนี้จะทำให้เข้าถึงพื้นที่กลุ่มเปราะบางอย่างชุมชนคนยากจน ทำให้พวกเขาได้ซื้อหาอาหารที่ดีโดยไม่ต้องเดินทางเข้าห้างหรือใช้เงินมากเกินไป จึงน่าสนใจว่าอาจได้รับการต่อยอดให้จัดตั้งอีกหลายๆ แห่งแม้พ้นจากโควิด-19 ไปแล้วก็ตาม

ตัวอย่างการออกแบบ Hyperlocal Micromarkets ที่มา: Shift Architecture Urbanism

อีกหนึ่งโมเดลที่น่าสนใจและเป็นตัวอย่าง ‘ทวงคืนพื้นที่สาธารณะ’ จากโรคระบาด คือการออกแบบ ‘สวนวงกต’ (Maze-like parks) ให้แก่สวน Parc de la Distance ในเมืองเวียนนา ประเทศออสเตรียของสตูดิโอเพรชท์ โดยมีหลักการง่ายๆ ว่าทำให้สวนสาธารณะกลายเป็นรูปทรงเขาวงกต มีกำแพงต้นไม้หนาทึบกั้นระหว่างกันเพื่อให้คนสามารถเข้ามาพักผ่อนหย่อนใจโดยที่ยังรักษาระยะห่างต่อกัน

สวน Parc de la Distance ที่มา: dezeen

บทเรียนสุดท้ายของเมืองจากโควิด-19 คือ ‘การร่วมมือกันของทุกฝ่ายในสังคม’

เพื่อรับมือกับวิกฤตใหญ่ ทำให้นโยบายไปเป็นอย่างสอดคล้องกันทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เมืองทุกเมือง คนทุกภาคส่วนควรพูดคุยและออกแบบร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลระดับชาติกับรัฐบาลหรือหน่วยงานระดับท้องถิ่นที่ต้องบริหารจัดการบริการสาธารณสุขให้แก่คนทุกพื้นที่ ออกนโยบายติดตามควบคุมโรค จัดสรรงบประมาณเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจแต่ละแห่ง ติดต่อกับเครือข่ายหรือองค์กรระดับนานาชาติเพื่อหยิบยืมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นโยบาย และแบ่งปันความช่วยเหลือแก่กัน รวมถึงเปิดให้ผู้มีส่วนได้เสียในเมืองและประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนานโยบายฟื้นฟูหลังโรคระบาดสร่างซา – ทั้งหมดจะทำให้เมืองกลับมาเข้มแข็งและมั่นคงยั่งยืนยิ่งกว่าเดิม

จะเกิดอะไรต่อไปในเมืองหลังวิกฤต?

พ้นจากการมองย้อนสิ่งที่ควรต่อยอดจากวิกฤต เมื่อทอดสายตาไปยังอนาคตระยะยาวยุคหลังโควิด-19 สิ่งที่เราเห็นคือเมืองส่วนใหญ่กำลังจะพัฒนาไปใต้กรอบคิด ‘ครอบคลุมกว่าเดิม’ (more inclusive) ‘ยั่งยืนกว่าเดิม’ (greener) และ ‘ล้ำกว่าเดิม’ (smarter)

ทำไมเมืองต้องพัฒนาให้ ‘ครอบคลุมกว่าเดิม’?

เพราะโรคระบาดไม่เพียงแค่เผยให้เราเห็นความเหลื่อมล้ำในสังคมอย่างชัดเจน แต่ยังทำให้ความเหลื่อมล้ำรุนแรงขึ้น เป็นต้นว่าการล็อกดาวน์เมืองทำให้ร้านค้า ผู้ประกอบการรายย่อยได้รับผลกระทบมากกว่านายทุนใหญ่ เกิดปัญหาในกลุ่มประชากรเปราะบางอย่างเด็ก คนไร้บ้าน และผู้สูงอายุมากกว่าคนทั่วไป เราจึงควรออกแบบแผนฟื้นฟูและพัฒนาเมืองจากโควิด-19 ที่มั่นใจว่าจะครอบคลุมผู้บอบช้ำจากโรคระบาดเหล่านั้น

ประการแรกคือ เราต้องไม่ลืมสนับสนุนธุรกิจรายย่อยในท้องถิ่น โดยระหว่างที่รัฐบาลระดับชาติอาจพุ่งเป้าไปที่การฟื้นฟูเศรษฐกิจมหภาค หน่วยงานท้องถิ่นแต่ละแห่งควรรับหน้าที่ดูแลกิจการขนาดเล็กและขนาดกลางในเมืองของตน ผ่านนโยบายเยียวยา กระตุ้นเศรษฐกิจระดับท้องถิ่น เป็นตัวกลางประสานความร่วมมือให้เกิดการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อธุรกิจและสนับสนุนด้านการเงิน ไปจนถึงจัดสรรพื้นที่สาธารณะ รวมทั้งประชาสัมพันธ์ให้คนในชุมชนช่วยอุดหนุนธุรกิจคนกันเองอีกแรง

ประการต่อมาคือ ช่วยจัดหาบ้านและปรับปรุงที่อยู่อาศัย ในวิกฤตโรคระบาด ผู้มีรายได้น้อยต้องอยู่ร่วมกันอย่างแออัดจนเกิดความเสี่ยงด้านสุขภาพ รวมถึงมีคนจำนวนมากตกงานและกลายเป็นคนไร้บ้าน ในระยะสั้น รัฐอาจหาที่พักที่เหมาะสมปลอดภัยให้ แต่ในระยะยาว เมืองต้องคิดใหม่ว่าจะจัดสรรพื้นที่อย่างไรให้ทุกคนมีบ้านและสภาพแวดล้อมรอบบ้านที่ดี – ที่อาจหมายรวมถึงทำให้ทุกคนสามารถมีบ้านได้ง่ายขึ้นผ่านนโยบายสนับสนุนต่างๆ ด้วย

ประการสุดท้ายคือช่วยเหลือประชากรกลุ่มเปราะบาง ผู้มีอำนาจอาจช่วยสนับสนุนปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็น เช่น อาหาร บ้านพัก หรือบริการให้คำปรึกษาทางสุขภาพจิต ได้เพียงระยะสั้น แต่ระยะยาว เมืองแต่ละแห่งต้องออกแบบนโยบายที่จำเพาะเจาะจงและเข้าใจความต้องการของผู้เปราะบางแต่ละกลุ่ม อันได้แก่ เด็ก เยาวชน คนไร้บ้าน และผู้อพยพ แตกต่างกันไปในบริบทแต่ละเมือง

ถัดจากความครอบคลุมแล้ว กรอบคิดการพัฒนาเมืองใหม่คือเรื่องความยั่งยืน – ซึ่งคำว่า ‘ยั่งยืน’ ในที่นี้หมายถึงการเป็นเมืองที่รักษ์โลกมากขึ้น เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

แต่ทำไมเมืองต้องพัฒนาให้ ‘ยั่งยืนกว่าเดิม’ หลังโควิด-19?

ถ้าไม่นับว่าเทรนด์รักษ์โลก ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อสภาพแวดล้อมที่ดีในอนาคตเป็นหัวข้อเกี่ยวข้องกับการพัฒนาเมืองอยู่แล้วก่อนหน้านี้ เหตุที่เราต้องลงมือทำทันทีหลังโควิด-19 เพราะในเมื่อหลังโรคระบาดเราต้อง ‘รื้อ’ เมืองใหม่และลงทุนหลายๆ อย่าง ทางที่ดีก็ควรเลือกปรับปรุงของเก่า พร้อมลงทุนด้านการพัฒนาเมืองให้เป็นมิตรแก่สิ่งแวดล้อมไปด้วยเสียเลย

การลงทุนโปรเจกต์ใหญ่ในเมืองจะช่วยสร้างงานจำนวนมาก ช่วยคนตกงานและฟื้นฟูเศรษฐกิจ อีกทั้งการสร้างเมืองที่รักษ์โลกยิ่งขึ้นจะช่วยทำให้เรารับมือและบรรเทาวิกฤตจากภัยธรรมชาติอย่างน้ำท่วม คลื่นความร้อน คุณภาพน้ำ อากาศ ระบบนิเวศดีขึ้น ถือเป็นการพัฒนาที่ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว

การลงทุนที่น่าสนใจคือการลงทุนปรับปรุงระบบคมนาคม ที่จะเพิ่มความคล่องตัวของเมืองและรักษาสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน ผ่านการสร้างพื้นที่ทางจักรยานเพิ่มขึ้น -- หรือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ที่สนับสนุนการเดินทางแบบลดมลพิษ เช่น สกู๊ตเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น พัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้ปลอดภัย มีมาตรฐานด้านสุขอนามัยและความสะอาดชัดเจน เข้าถึงได้ง่าย ครอบคลุมทุกพื้นที่ของเมือง และคิดไกลไปถึงการกำหนดราคาค่าโดยสาร สัมปทานที่เป็นธรรมต่อทุกๆ คน

อีกการลงทุนคือ การลงทุนด้านพลังงาน เพิ่มแหล่งพลังงานที่มีประสิทธิภาพและอาจเลือกลงทุนด้านพลังงานสะอาด ซึ่งมีนวัตกรรมมากมาย ทำให้เกิดงานจำนวนมาก และทำให้เมือง-โลก ยั่งยืนไปพร้อมกัน

สุดท้าย เราอาจไม่ต้องถามมากมายว่า ทำไมเมืองในอนาคตจะพัฒนาให้ ‘ล้ำกว่าเดิม’ ?

เพราะโควิด-19 ทำให้ชีวิตของคนเมืองเปลี่ยนแปลงไป(เกือบ)ถาวร ระหว่างที่กักตัวและล็อกดาวน์อยู่นั้น โลกเสมือนจริงได้กลายเป็นพื้นที่ใหม่ – ที่ที่รวมความสัมพันธ์ของคน ข้อมูลข่าวสาร การค้า วัฒนธรรม และอื่นๆ อีกมากมาย ถ้าจะนับชีวิตบนโลกดิจิทัลเป็นวิถีชีวิตใหม่ รัฐก็ต้องมั่นใจว่าคนในเมืองทุกเมือง ทุกคน สามารถเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐานอย่างอินเทอร์เน็ตได้ถ้วนหน้า ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น และไม่แน่ว่าอาจต้องทำความเข้าใจความต้องการด้านเทคโนโลยีที่แตกต่างในวงการต่างๆ เช่น วงการการศึกษาที่ต้องปรับตัวมาเรียนออนไลน์ ย่อมต้องการเครื่องไม้เครื่องมือและบุคลากรครูที่มีความรู้เรื่องการสอนออนไลน์ ซึ่งจะเป็นโจทย์ให้รัฐและเมืองต้องมีนโยบายสนับสนุนอย่างเฉพาะเจาะจงมากขึ้น 

เมืองไหนพร้อมแล้วสำหรับอนาคต

ท้ายที่สุดนี้ เนื่องจากเมืองใหญ่ในไทยอย่างกรุงเทพมหานครยังคงติดค้างอยู่ที่ ‘ไคลแมกซ์’ (ระลอกที่สาม) ในนิยายดิสโทเปียโควิด-19 การเตรียมตัว เร่งฟื้นฟูและออกแบบเมืองใหม่ให้รวดเร็วทันการณ์อาจต้องอาศัยการมองเมืองอื่นๆ ที่ใกล้จบวิกฤตเป็นต้นแบบ

และนี่คือเมืองที่มีนโยบายพัฒนาเป็นรูปธรรมน่าสนใจ :

เมืองบาร์เซโลนา, สเปน

บาร์เซโลนาตั้งเป้าหมายฟื้นฟูตัวเองจากโควิด-19 ไว้ 7 เรื่อง ได้แก่ สร้างโมเดลเมืองยืดหยุ่นต่อวิกฤต เสริมความเข้มแข็งของธุรกิจ เพิ่มการจ้างงาน เพิ่มการอุดหนุนซื้อขายในท้องถิ่น กู้ชื่อเสียงระดับนานาชาติ เปิดเมืองให้คนเข้ามาลงทุน และปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์การพัฒนาเมืองใหม่ให้หลากหลายครอบคลุม

ทั้งหมดถูกปรับมาเป็นนโยบายรูปแบบต่างๆ ที่สอดรับกัน เช่น สร้างกลไกด้านการเงินที่มั่นคง พร้อมสนับสนุนทุกคน จัดการฝึกอบรมแรงงานและห้างร้านบริษัทเพื่อปรับตัวสู่วิถีชีวิตใหม่ ให้ความสำคัญกับการเยียวยาผลกระทบในกลุ่มประชากรเปราะบาง ส่งเสริมการท่องเที่ยว การกลับมาใช้ชีวิตในเมือง รวมถึงความร่วมมือระหว่างกลุ่มธุรกิจรายใหญ่และรายย่อยในเมืองเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นร่วมกัน

เมืองชิคาโก, สหรัฐอเมริกา

ที่ชิคาโกมีการจัดตั้งคณะทำงานฟื้นฟูเศรษฐกิจจากโควิด-19 (COVID-19 Economic Recovery Task Force) เพื่อจัดทำแนวทางการปฏิบัติตนของธุรกิจเมื่อกลับมาเปิดให้บริการเต็มรูปแบบและคนกลับมาทำงาน รวมถึงร่วมมือกับกลุ่มธุรกิจในเมืองเพื่อพัฒนาด้านต่างๆ อาทิ ด้านคมนาคม ร่วมมือกับบริษัทหรือองค์กรขนส่งสาธารณะในเมืองเพื่อปรับปรุงคุณภาพ สร้างความตระหนักเรื่องความปลอดภัย สุขอนามัย ทั้งยังส่งเสริมให้ใช้ยานพาหนะที่คล่องตัว รักษ์โลกอย่างจักรยาน สกู๊ตเตอร์มากขึ้น ผ่านการสร้างทางจักรยานและที่จอด

ส่วนด้านการศึกษาและศูนย์ดูแลเด็กเล็ก ชิคาโกให้การสนับสนุนด้านอุปกรณ์การเรียนทางไกล โดยเฉพาะกับกลุ่มเด็กยากจนและเด็กกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อ จัดอบรมครูเพื่อปรับตัวสอนออนไลน์ และสนับสนุนให้จัดตั้งศูนย์ดูแลเด็กเล็กใกล้บ้านเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ระบบสาธารณสุข โลจิสติกส์ และวางแผนสร้างฐานข้อมูลเมืองเพิ่มด้วย

เมืองฟลอเรนซ์, อิตาลี

เดิมที ฟลอเรนซ์เป็นเมืองที่คนส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลได้กว่า 85% อยู่แล้ว แต่หลังจากโควิด-19 เป็นต้นไป เมืองแห่งนี้ก็วางแผนให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ 100% โดยถือว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนควรได้รับ รวมถึงพยายามเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถทำงานระยะไกล จึงลงทุนด้านโครงข่ายอินเทอร์เน็ตอย่างเต็มที่ และเจาะจงพื้นที่ซึ่งเปราะบางเป็นพิเศษด้วย

นอกจากนี้ ฟลอเรนซ์ยังคิดเรื่องจำกัดจำนวนรถบัสและนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาในเมืองเพื่อป้องกันไม่ให้หนาแน่นเกินไป และตั้งใจจะปรับปรุงพื้นที่สาธารณะ สถานที่สำคัญในเมืองเพื่อประโยชน์ของผู้อยู่อาศัยและกลุ่มธุรกิจในเมือง

เมืองลิเวอร์พูล, อังกฤษ

ลิเวอร์พูลจัดสรรงบประมาณกว่า 1.4 พันล้านปอนด์เพื่อบริหารแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจซึ่งมุ่งพัฒนาเมือง 4 ด้าน ได้แก่ นวัตกรรม การเคหะ การจ้างงาน และอื่นๆ ที่สร้างสรรค์แปลกใหม่ -- หากพูดให้ชัดเจนคือลิเวอร์พูลกำลังพัฒนาบ้านแบบโมดูลาร์และศูนย์ชุมชนเพิ่มเติมกว่า 200 แห่ง ปรับปรุงบ้านของกลุ่มผู้เปราะบางอย่างผู้มีรายได้น้อยอีก 4,000 แห่ง พยายามสร้างงานอีกกว่า 25,600 ตำแหน่ง ซึ่งไม่รวมแรงงานก่อสร้างอีก 12,000 ตำแหน่ง และยังไม่นับว่ากำลังวางแผนสร้างท่าเรือ นวัตกรรมทางสาธารณสุข เทคโนโลยี ร่วมกับมหาวิทยาลัยและสถาบันความรู้ในพื้นที่อีกด้วย

กรุงโซล, เกาหลี

โซลเป็นอีกเมืองหนึ่งที่กำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ทั้งบริการอินเทอร์เน็ต ฐานข้อมูล ไปจนถึงปัญญาประดิษฐ์และสร้างมาตรการความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างจริงจัง เพิ่มเติมด้วยการลงทุนบริการด้านสาธารณะ สิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขภาพ ไปจนถึงศูนย์วิจัยโรคระบาดและห้องแลปเพื่อศึกษาศาสตร์ระบาดวิทยา

อีกส่วนหนึ่งซึ่งขยับไปพร้อมกันคือโซลเริ่มบุกเบิกการคมนาคมขนส่งด้วยนวัตกรรมรถยนต์ไร้คนขับ หุ่นยนต์ส่งของ ที่จอดรถอัจฉริยะ สนับสนุนการเดินทางปลอดมลพิษด้วยการสร้างทางจักรยานเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ก็พยายามเป็นผู้นำเทรนด์ด้านพลังงานสะอาดด้วยการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนอาคารและบ้านภายในเมืองใหญ่มาตั้งแต่ปี 2018 ซึ่งคาดว่าคงมีสานต่อในอนาคตหลังโควิด-19 แน่นอนเพราะการลงทุนก่อสร้างด้านพลังงานสะอาดเหล่านี้ สร้างงานให้แก่คนเมืองได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

กรุงโตเกียว, ญี่ปุ่น

ปิดท้ายด้วยกรุงโตเกียว ที่มีการจัดทำโร้ดแมปการฟื้นฟูหลังโควิด-19 ประกอบไปด้วยแนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันโรคระบาดสำหรับผู้ประกอบการ ให้การช่วยเหลือกิจการขนาดเล็กและขนาดกลางในเมืองเพื่อสร้างอุปกรณ์ป้องกันโรค สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น อุปกรณ์ดิจิทัล ซอฟต์แวร์สำหรับทำงานที่บ้าน ขณะเดียวกัน ก็ออกแบบมาตรการสนับสนุนธุรกิจโรงแรมที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดอย่างหนักโดยเฉพาะ

ไม่เพียงแต่กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจเท่านั้นที่ได้สิทธิประโยชน์ ประชาชนผู้จ่ายภาษีในโตเกียวก็ได้รับอนุญาตให้เลื่อนการจ่ายภาษีออกไปก่อนชั่วคราวระหว่างเกิดโรคระบาด เช่น ภาษีที่เก็บจากการปล่อยน้ำเสีย ผู้จ่ายสามารถยื่นเรื่องขอเลื่อนการจ่ายออกไปชั่วคราวได้ถ้าประสบปัญหาการเงินฝืดเคือง นับเป็นตัวอย่างนโยบายที่ยืดหยุ่นได้ อะลุ้มอล่วยพอเหมาะ

ในอนาคต โตเกียวคงต่อยอดให้กิจกรรมทุกสิ่งอย่างในเมืองสามารถขึ้นไปอยู่บนโลกออนไลน์ เพราะเราเริ่มเห็นการสนับสนุนให้นักเรียนทุกคนเข้าถึงห้องเรียนออนไลน์ พัฒนาการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) การสื่อสารทางไกล และการให้บริการสาธารณะต่างๆ ผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้นเรื่อยๆ

บางที หลังจบจากวิกฤตโควิด-19 เรื่องราวของเมืองในอนาคตอันใกล้ อาจเป็นวัตถุดิบชั้นดีของนิยายไซไฟล้ำๆ ก็ได้

ใครจะรู้

อ้างอิง

OECD Policy Responses to Coronavirus (COVID-19) : Cities policy responses

This is how coronavirus could reshape our cities forever

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...