โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นักวิชาการ ซัดกรมสรรพสามิต ปมภาษีบุหรี่ ไทยเสียค่าโง่ไปเท่าไหร่แล้ว

Khaosod

อัพเดต 29 ก.ย 2564 เวลา 07.22 น. • เผยแพร่ 29 ก.ย 2564 เวลา 07.22 น.

นักวิชาการ ตั้งคำถาม ปัญหาภาษีบุหรี่ ใครที่ต้องรับผิดชอบ  หลังปรับวิธีคิดภาษีใหม่ เตือนสติซ้ำรอยปี 60 เอื้อให้อุตสาหกรรมบุหรี่ลดราคาสู้

จากกรณี สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการยาสูบและชาวไร่ยาสูบเดินทางมาที่กระทรวงการคลังเพื่อยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรี โดยหวั่นว่าการปรับราคาและภาษีบุหรี่จะทำให้อุตสาหกรรมยาสูบของไทยเสียหายหนัก และตามที่คณะรัฐมนตรีเพิ่งมีมติเห็นชอบเรื่องอัตราภาษีบุหรี่ใหม่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมานั้น

เมื่อวันที่ 29 กันยายน รศ.ดร.สุชาดา ตั้งทางธรรม ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมสุขภาพไทย (สสท.) มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ กล่าวว่า ต้องกลับไปดูว่าต้นตอของปัญหาเกิดตรงไหน สิ่งที่เกิดขึ้นและเป็นอยู่นั้นถูกต้องหรือไม่ ปัญหาเกิดเพราะกรมสรรพสามิตอ้างว่าจัดเก็บภาษีสินค้าทุกประเภทเหมือนกันหมดจากฐานราคาขายปลีกแนะนำ โดยอ้างว่าเป็นราคาที่เป็นไปตามกลไกตลาด ทั้งที่ความจริงแล้วทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ก็อธิบายชัดเจนเรื่อง ความล้มเหลวของตลาด (market failures) ว่าสินค้าอันตรายอย่างเหล้า/บุหรี่รัฐต้องแทรกแซงไม่ให้ราคาถูกกำหนดโดยกลไกตลาด มิฉะนั้นจะมีการบริโภคเพิ่มขึ้น บุหรี่เป็นสินค้าที่ต้องควบคุมราคา แต่กรมสรรพสามิตกลับปล่อยให้ลดราคา หลบเลี่ยงภาษีจากร้อยละ 40 เหลือร้อยละ 20 ทำให้เก็บภาษีลดลงซองละ 9.8 ถึง 20.3 บาท

“มีหลายคนโทษว่าเพราะอัตราภาษีตามมูลค่าเป็น 2 อัตรา ของปี 2560 เลยทำให้บุหรี่ลดราคาได้ ซึ่งที่จริงไม่ใช่ ถึงจะเป็นกี่อัตราก็ตาม ตามหลักแล้วจะปล่อยให้ลดราคาไม่ได้ ที่เคยขายซองละ 70 – 98 บาทก็ต้องเสียภาษีร้อยละ 40 ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้ค้าแจ้งราคาเหลือ 60 บาทแล้วเสียภาษีร้อยละ 20  มีประเทศไหนเขาทำแบบนี้บ้าง ประเทศไทยเสียค่าโง่ไปเท่าไร อย่างน้อยดูได้จากการที่บุหรี่นำเข้าเติบโตอย่างก้าวกระโดด ขณะที่เงินนำส่งรัฐของรัฐวิสาหกิจการยาสูบลดลงกว่า 40,000 ล้านบาท ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา นี่ยังไม่นับผลกระทบถึงชาวไร่ยาสูบ และงบประมาณของรัฐที่จะสูญเสียในการรักษาผู้ป่วยเพิ่มขึ้น สสท. พยายามชี้ให้เห็นปัญหาและเรียกร้องให้แก้ไขเรื่องนี้มาตลอด” รศ.ดร.สุชาดา กล่าว

ดร.วศิน พิพัฒนฉัตร ทนายความและอาจารย์ประจำคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การปล่อยให้บุหรี่ลดราคาไม่เคยมีปรากฏมาก่อน ประเทศไทยมีพันธกรณีตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบกับองค์การอนามัยโลก โดยในเรื่องการจัดเก็บภาษียาสูบเพื่อการควบคุมการบริโภค การกำหนดระดับภาษียาสูบควรคำนึงถึงราคาขายปลีกสุดท้ายที่ผู้บริโภคจ่ายซื้อมากกว่าจะคำนึงถึงอัตราภาษีเพียงอย่างเดียว ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีความล้มเหลวของตลาด ที่ยืนบนหลักการว่า “ยาสูบเป็นสินค้าที่ต้องควบคุม” และข้อเสนอของ GATT/WTO ที่กำหนดว่าประเทศต่าง ๆ สามารถบังคับใช้มาตรการที่จำเป็น ซึ่งอาจตั้งเงื่อนไขเกี่ยวกับราคาเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนได้ โดยมีเงื่อนไขคือต้องบังคับใช้ให้เหมือนกันทั้งสินค้าที่ผลิตในประเทศและที่นำเข้า

“ที่ผ่านมาบุหรี่ไทยมีการปรับราคาสูงขึ้นสอดคล้องกับกฎหมายควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลกและของไทย ปัญหาที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมยาสูบไทย ตลอดจนชาวไร่ยาสูบตั้งแต่เดือนกันยายน 2560 เป็นต้นมานั้น ต้องถามกลับไปยังกรมสรรพสามิตว่าที่ปล่อยให้บุหรี่นอกลดราคาเป็นเรื่องถูกต้องหรือไม่ ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะมีลักษณะเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทบุหรี่ต่างชาติ อย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้หวังว่า มติคณะรัฐมนตรีที่ออกมาล่าสุดจะสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้” ดร.วศิน กล่าว

นายไพศาล ลิ้มสถิตย์ กรรมการศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมยาสูบพยายามแทรกแซงการออกกฎหมายและการกำหนดนโยบายควบคุมยาสูบในประเทศต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายภาษียาสูบ บริษัทบุหรี่ข้ามชาติสามารถเข้าถึงบุคลากรในหน่วยงานด้านภาษีสรรพสามิต การกำหนดภาษีสรรพสามิตบุหรี่ 4 ปีที่ผ่านมา ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศโดยรวม รายได้ของรัฐลดลง เนื่องจากการกำหนด “ราคาขายปลีกแนะนำ” ที่ซับซ้อน เปิดช่องให้มีเลี่ยงภาษี บริษัทบุหรี่ข้ามชาติสามารถลดราคาได้ เด็กและเยาวชนก็สามารถเข้าถึงบุหรี่ได้ง่ายจากราคาบุหรี่นอกที่ลดราคา ชาวไร่ยาสูบก็ไม่ได้รับการเยียวยาที่เหมาะสม กรมสรรพสามิต กระทรวงการคลังจึงควรแก้ไขกฎกระทรวงกำหนดราคาขายปลีกแนะนำสำหรับบุหรี่ด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...