โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

รีวิวงานวิ่ง มาราธอนแรกที่ญี่ปุ่น Shizuoka Marathon 2017 สับขาแหลก หนีคัตออฟ 5 ชั่วโมงครึ่ง!!!

UndubZapp

เผยแพร่ 18 มี.ค. 2560 เวลา 04.30 น. • อันดับแซ่บ
รีวิวงานวิ่งมาราธอนแรกที่ญี่ปุ่น ชิซุโอกะ มาราธอน 2017 (Shizuoka Marathon 2017) ลุ้นสุดชีวิตกับเวลาคัดออฟที่ 5 ชั่วโมงครึ่ง กับซุ้มสตรอว์เบอร์รี่ ดีงาม

มาราธอนแรกที่ญี่ปุ่น นักวิ่งสายมาราธอน หลายคนฝันว่าอยากไปวิ่งมาราธอนที่ญี่ปุ่นสักครั้งในชีวิต โตเกียวมาราธอน งานวิ่งที่หลายคนอยากไปสัมผัสบรรยากาศสักครั้ง แต่ถ้าฝันนั้นยังไม่เป็นจริง ทำไมเราไม่เลือกที่จะสร้างฝันให้ตัวเอง ด้วยการลงมาราธอนรายการอื่นที่ญี่ปุ่นแทนล่ะ และนี่คือประสบการณ์วิ่งฟูลมาราธอน ระยะทาง 42.195กม.ที่ล้อมหน้าล้อมหลังด้วยนักวิ่งชาวญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในชีวิต ห้าวมากหลังผ่านมาราธอนแรกจากจอมบึงมาไม่ถึง 6 เดือน แต่คาดไม่ถึงว่าจะมาเจอมาราธอนสนามโหดเอาเรื่องกับเวลาคัตออฟ แค่ 5 ชั่วโมงครึ่ง! ก็เลยขอกลับมารีวิวเล็กๆ ให้ได้อ่านกัน เผื่อว่าใครอยากไปลองสับขา วิ่งซึมซับบรรยากาศงานวิ่งที่ญี่ปุ่นบ้าง

มาราธอนนี้เกิดขึ้นหลังจากอกหักจากโตเกียวมาราธอน ที่ใช้ระบบคัดเลือกนักวิ่งด้วยการสุ่ม จากนักวิ่งที่สมัครกันกว่า 300,000 คน ให้เหลือเพียง 30,000 คน  แล้วก็กินแห้วไปตามระเบียบ เพื่อนญี่ปุ่นแชตมาปลอบใจว่า ชิซุโอกะมาราธอน แถวๆ โตเกียว ยูสนใจมั้ย???? …ไม่ต้องคิดนาน ตอบ Yes ทันที! โดนคนญี่ปุ่นป้ายยาเข้าให้แล้ว กดสมัครไปตั้งแต่เดือนกันยายน 2559

งานนี้ รับสมัครนักวิ่ง 17,000 คน ระบบสมัครเป็นแบบ first come first serve ใครมาก่อนได้ก่อน ไม่ต้องรอลุ้น สุ่มเลือก นิ้วลั่นกดสมัครแบบไม่ลังเล  รู้แค่ว่า 5 มี.ค. 2560  จะไปวิ่งมาราธอนที่ญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในชีวิต !!!

สมัครยังไง?…การสมัคร จะเป็นการสมัครผ่านหน้าเว็บ   www.jtbsports.jp  เว็ปนี้รวบรวมเอารายการมาราธอนต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่นเอาไว้ ถ้าสนใจงานไหนก็กดเข้าไปดูรายละเอียดได้

เว็ป รับสมัคร วิ่งมาราธอน ญี่ปุ่น

หลังจาก ทำนิ้วลั่นกดสมัครเรียบร้อย วันรุ่งขึ้นก็มีอีเมล มาคอนเฟิร์มอีกครั้ง แต่รายละเอียดต่างๆ ที่จะต้องปรินท์ติดตัวเอาไปรับอุปกรณ์ต่างๆ จะส่งมาให้อีกครั้ง ช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนถึงวันวิ่งจริง

อีเมล ยืนยันการสมัคร

ค่าสมัคร 10,000 เยน ตีเป็นเงินบาทก็ราวๆ 3,000 บาท (เรทเงินเยนตอนรูดบัตร ประมาณ 30 นิดๆ ) บวกค่าชาร์จจ่ายผ่านบัตรเครดิตอีก 2,000 เยน ตกแล้ว 3 พันนิดๆ  (โอ๊ววว ค่าสมัครโหดเหี้ยมที่สุดในชีวิตเท่าที่เคยสมัครงานวิ่งมา)  งานนี้เลยจำเป็นต้องวิ่งเข้าเส้นชัยเก็บเหรียญมาให้ได้เท่านั้น

ชิซุโอกะอยู่ที่ไหน? จังหวัดชิซุโอกะ เป็นจังหวัดที่อยู่ระหว่างโตเกียวกับโอซาก้า นั่งรถไฟชินคันเซน shinkansen จากโตเกียว ไปประมาณชั่วโมงนิดๆ  เมืองนี้ขึ้นชื่อเรื่องสตรอว์เบอร์รี่ กับใบชา เรียกว่าสุดยอดใบชาต้องมาที่เมืองนี้ และสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติในเขตทะเลสาบอิซุ

แผนที่ โตเกียว-ชิซุโอกะ

ส่วนเส้นทางวิ่งงานนี้จะวิ่งแบบวันเวย์ ไม่วิ่งเป็นวงกลมเหมือนงานวิ่งในบ้านเรา นักวิ่งก็จะได้เสพวิวกันแบบไม่ซ้ำเดิมแน่นอน  เส้นทางวิ่งจะเป็น city run ผสมชานเมือง ปิดถนนแบบ 100%  ปล่อยตัวจากถนนหน้าสถานีรถไฟเจอาร์ ชิซุโอกะ (JR Shizuoka station) ก่อนที่จะออกนอกเมือง มีกองเชียร์เป็นภูเขาไฟฟูจิ (หู้ยย แค่นี้ก็อยากวิ่งแล้ว) แล้ววิ่งเลาะชายฝั่งทะเลตรง ไปสิ้นสุดที่สถานีรถไฟเจอาร์ ชินมิซุ (JR Shimizu station)

เส้นทางวิ่ง จากหน้าสถานีเจอาร์ชิซุโอกะ ไปสถานีเจอาร์ชินมิซุ

จากนั้นก็เข้าโปรแกรมซ้อมมาราธอน ซ้อมบ้าง ไม่ซ้อมบ้าง เบี้ยวบ้าง จน ก.พ.60  เดือนสุดท้ายที่ตามแผนวิ่งต้องซ้อมยาว 2 สัปดาห์สุดท้ายที่ถึงคิวซ้อมวิ่งยาว 30 km.  มีเรื่องให้ต้องวิ่งไปให้คุณหมอถอดเล็บ กว่าจะหายก็ผ่านไป 1 สัปดาห์ (เอาน่ะ ยังมีหวังอีก 1 สัปดาห์ซ้อมเบาๆ ) สรุปว่า ซ้อมวิ่งยาวที่สุดที่ทำได้ คือ 20 กิโล….อีก 22 กิโล แล้วแต่บุญกรรมที่ทำมาแล้วกัน……

ซ้อมไม่ถึงก็แอบหวั่นว่าจะไหวมั้ยแต่พอมานั่งอ่านรายละเอียดทั้งหมดอีกครั้ง เพิ่งจะเห็นว่า รายการนี้ มีกำหนดเวลา cut off ที่ 5.30 ชม.! เอาล่ะสิ ซ้อมก็ง่อยเปลี้ยขนาดนี้ ยังมาเจอ Cut off อีก ลุ้นระทึกกันตั้งแต่ยังไม่ทันจะได้วิ่งซะแล้ว (มาราธอนแรกที่จอมบึง เข้ามาก็ 5:32 ชั่วโมง) ช่วงก่อนจะบินมาญี่ปุ่นคือแอบนอยด์เบาๆ แอบหวั่นว่าจะวิ่งไม่จบ กลัวโดนสอยขึ้นรถเก็บนักวิ่งที่วิ่งไม่ทันเวลาคัตออฟ

แล้ว…ภาพตัดมาวันรับบิบ อุปกรณ์การวิ่ง, หมายเลขประจำตัว, ชิฟจับเวลา ที่ชิซุโอกะ (ไวเว่อร์….)

 Pre-Marathon day วันรับอุปกรณ์วิ่งมาราธอน 

4 มี.ค. 60 ตามแพลนเราจะออกจากโตเกียวไป เมืองชิซุโอกะ เพื่อรับอุปกรณ์สำหรับวิ่งมาราธอนในวันถัดไป เพื่อนขับรถมาส่งที่หน้าสถานี จากนั้นก็เดินเข้าหา JR Reservation Ticket Office ทันที

การใช้บริการรถไฟที่ญี่ปุ่น โดยเฉพาะขบวนที่เป็นรถไฟความเร็วสูง (ชินคันเซ็น) จะต้องมาออกตั๋วที่นี่ก่อนเป็นอันดับแรก และถ้าเป็นขบวนที่ต้องจองที่นั่งก็สามารถจองได้จากที่นี่ได้เลย หรือถ้าเป็นขบวนปกติ (Local line)  สามารถซื้อตั๋วได้ตามตู้จำหน่ายตั๋วที่อยู่ตามสถานีได้เลย

ด้วยความไม่เร่งรีบอะไร เลยจองรถไฟชินคันเซ็น  รอบบ่ายสาม ใช้เวลาเดินทาง  61 นาุที    ขบวนที่จะพาเราไปถึงชิซุโอกะ คือ เจ้าเป็ดขาว ชื่อว่า HIKARI 477  สาย  Tokaido line ความเร็วของเจ้าเป็ดขาวขบวนนี้ อยู่ที่ 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง

รถไฟชินคันเซ็น HIKARI 477

Cr. pixabay.com

ค่าตั๋วอยูที่ 3,350 เยน  แต่ถ้าต้องการจองที่นั่งด้วย ราคาจะบวกค่าจองที่นั่งไปอีก เป็น 6,350 เยน

ตารางเวลารถไฟชินคันเซ็น

จากนั้นเราก็ต้องไปขึ้นรถตามรายละเอียดหน้าตั๋ว  Track  ที่รถไฟจะเข้าจอด ตู้ที่จองที่นั่งไว้ หมายเลข และ หมายเลขที่นั่ง  จากนั้น จากนั้นรถก็พาเราออกนอกโตเกียวแบบไฮสปีด

ภายในขบวนรถ แบ่งฝั่งที่นั่งเป็น 2 ฝั่ง แบบ 3+2

ภาพในตู้รถไฟชินคันเซ็น Hikari 477

วิวสองข้างทางค่อยๆ เปลี่ยนจากตึกสูงๆ กลายเป็นที่ดินโล่งกว้าง ผ่านชุมชน หมู่บ้านเล็กๆ ข้ามสะพาน ข้ามแม่น้ำ นั่งเพลิน  เจ้าฮิคาริ 477 ก็พาเรามาถึงสถานีชิซุโอกะแล้ว

วิวสองข้างทาง ระหว่างไปจังหวัดชิซุโอกะ

หลังจากนั้นเราก็เดินไปยังที่พักที่จองไว้ และที่พักที่เราจองได้เป็นอพาร์ทเมนท์ของคนญี่ปุ่นที่เขาเปิดให้เช่าใน Airbnb  ซึ่งต้องเดินจากสถานีเจอาร์ไปประมาณ 15 นาที ด้วยความที่ก่อนหน้านี้ เราจองที่พักที่เมืองนี้ช้า ทำให้โรงแรมที่อยู่ใกล้สถานีถูกจองเต็มหมดแล้ว เราจองที่พักในเมืองนี้ไว้ 3 คืน คือ คืนวันที่ 4-5-6 สำหรับเตรียมตัวและพักร่างหลังวิ่งมาราธอนเสร็จ (เนื่องจากคาดเดาว่าร่างอาจจะพังจนต้องนอนพักร่างนิ่งๆ อีกคืนหลังวิ่งจบ)

หลังจากเก็บกระเป๋า เปิดฮีทเตอร์ เรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาไปรับอุปกรณ์วิ่ง สถานที่รับอุปกรณ์ อยู่ที่ตึกศาลาว่าการเมืองชิซุโอกะ ใกล้ๆ กับสถานีเจอาร์ ชิซุโอกะ เนื่องจากกว่าเราจะมาถึงชิซุโอกะก็บ่ายแก่ๆ แล้วคนที่มารับอุปกรณ์ต่างๆ ทยอยมารับไปตั้งแต่ช่วงเช้า ช่วงบ่ายก็เลยดูหลวมๆ

ศาลาว่าการเมืองชิซุโอกะ

ซุ้มรับอุปกรณ์ที่ทางเจ้าภาพจัดเตรียมไว้ให้ อยู่ชั้นล่างของศาลาว่าการเมือง เดินทางสะดวกสุดๆ เข้าไปถึง  อาสาสมัครในชุดสีฟ้าก็กรูกันเข้ามาแนะนำทันที พาเดินไปที่ซุ้มอย่างรวดเร็ว ไปถึงซุ้มรับ ก็หยิบเอกสารยืนยันที่ได้รับทางเมล์ ยื่นให้กับอาสาสมัครพร้อมกับพาสปอร์ต

ซุ้มรับอุปกรณ์วิ่ง

จากนั้นอาสาสมัครก็หันไปค้นกล่องเอกสารด้านล่างไม่ถึง 5 นาทีก็ยื่นซองเอกสารที่ปิดผนึกเรียบร้อยอีกซองมาให้ แล้วบอกให้เราเช็คว่าชื่อที่พิมพ์อยู่บนซอง ถูกต้องมั้ย พอตรวจความถูกต้องเรียบร้อย อาสาสมัครขออนุญาตเปิดซอง (ถึงกับงง ว่าต้องขออนุญาตก่อนด้วย!)

ในซองจะมีทั้งเลขบิบ (หมายเลขประจำตัวนักวิ่ง) ชิฟจับเวลาที่ต้องผูกกับรองเท้า ถุงพลาสติกใบใหญ่(สำหรับฝากของ) และบิบที่พิมพ์บนสติกเกอร์ สำหรับติดหน้าถุงฝากของ

บิบ วิ่ง ชิฟจับเวลา ถูงเท้า

รับซองเรียบร้อย เตรียมจะหันหลังกลับ อาสาสมัครคนเดิม กวักมือเรียกให้เดินต่อไปอีกซุ้มจ้าาาา เลือกถุงเท้า ( งานวิ่งเมืองไทยแจกเสื้อวิ่ง งานวิ่งญี่ปุ่นแจกถุงเท้าวิ่งแบบแยกนิ้วด้วย พื้นมีปุ่มยางกันลื่นอีกต่างหาก) เลือกสีแดงเลยจ้า สวยงามเข้ากับเสื้อผ้าที่เตรียมมาเป๊ะ!

ซุ้ม รับถุงเท้าวิ่ง

ส่วนที่ด้านนอกอาคาร มีการจัดงาน Expo คล้ายๆ งานวิ่งของเมืองไทย มีโซนแสดงข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการวิ่ง มีเหรียญรางวัล ผ้าขนหนูสำหรับนักวิ่งที่เข้าเส้นชัย ป้ายแสดงจุดให้น้ำ อาหาร เรียกว่าข้อมูลแน่นปึ๊ก!

บรรยากาศงาน Expo, เหรียญรางวัล, ผ้า finisher

แต่เป็นงานเล็กๆ มีแค่นิวบาลานซ์ที่มาจัดบูธ ที่เหลือเป็นบูธสินค้าเสื้อ กางเกง อุปกรณ์ พร๊อพต่างๆ ในการวิ่ง ซึ่งดูจะเป็นเจ้าเล็กเจ้าน้อย คุณภาพ การตัดเย็บยังไม่เข้าตาเท่าที่ควร ขอผ่านค่ะ กลับที่พักไปนอนเอาแรงไว้สำหรับพรุ่งนี้ดีกว่า นั่งเช็คอากาศว่าพรุ่งนี้จะเป็นยังไงบ้าง  มีแดดคร๊า แต่อุณหภูมิสูงสุด แค่ 11 องศา งานนี้เลยต้องวางแผนเสื้อผ้าใหม่ทั้งหมด

Marathon Day วิ่งหนีคัตออฟ!!!

เช้าวันวิ่ง 5 มี.ค. 2560  ตื่นมานั่งเช็คสภาพอากาศ โอ๊ววว พ่อจ๋า แม่จ๋า… -3 องศา  เสื้อแขนสั้นเนื้อผ้าบางๆ ที่เตรียมมาใส่วิ่ง ไม่น่าพารอดได้ ต้องวางแผนใหม่เป็นการด่วน

อากาศ ตอนเช้า วันวิ่ง

เริ่มจากค้นเสื้อแขนยาวฮีทเทค สวมทับด้วยเสื้อวิ่งแขนสั้นที่เตรียมมากับ กางเกงวิ่งขายาว สวมผ้าบัฟคลุมหัวกันลม จบด้วยเสื้อกันฝน!  ใช่ค่ะ อ่านไม่ผิดค่ะ เสื้อกันฝนจริงๆ ที่ต้องใส่เสื้อกันฝนคลุมไว้แบบนี้ เป็นเทคนิคการเก็บความร้อนในร่างกายไว้ในระหว่างที่วิ่ง เพราะตลอดเส้นทางลมค่อนข้างแรง ถ้าไม่มีชุดกันลม อาจจะหนาวจนวิ่งไม่ออกก็ได้  ส่วนมากจะหาเสื้อกันฝนแบบราคาไม่แพงมาใส่กัน   ถ้านักวิ่งคนไหนวิ่งไปได้สักพักแล้วเครื่องเริ่มร้อน ก็สามารถถอดทิ้งได้เลย

รองเท้าวิ่ง, เสื้อกันฝนกันลม

หลังจากประดิษฐ์เครื่องแต่งกายสำหรับวิ่งเสร็จ ก็เดินออกจากที่พักตอนประมาณ 6 โมงครึ่ง ใช้เวลาเดินประมาณ 15นาที ก็มาถึงหน้าสถานีเจอาร์ ระหว่างทางก็จะเห็นเพื่อนร่วมชะตากรรมในเช้าวันนี้ ทยอยเดินไปตามถนน เดินลอดใต้สถานีเจอาร์ออกไปที่สวนสาธารณะหลังศาลาว่าการเมืองชิซุโอกะ ที่เรามารับอุปกรณ์เมื่อวานนี้

ระหว่างทางเดินไปจุดปล่อยตัว
ป้ายบอกทางไปยังจุดปล่อยตัว
นักวิ่งทยอยไปรวมตัวกันที่จุดปล่อยตัว

จุดฝากของ กระจายอยู่ภายในสวนสาธารณะที่อยู่ด้านหลังศาลาว่าการเมืองฯ กระจายจุดรับฝากของไว้ตามบลอคของนักวิ่งที่ระบุไว้ ไล่ตั้งแต่ บลอค A, B,C,D,F โดยเขาใช้รถบรรทุกมารับของแล้วขนไปรอไว้ที่เส้นชัยเลย รวมๆ แล้ว ใช้รถบรรทุกไปหลายสิบคัน (สุดยอดดดด) เนื่องจากมีนักวิ่งมาร่วมงาน ประมาณ 13,000 คน การปล่อยตัวจึงจัดให้เป็นบลอค ไล่ไปตามเวลาที่นักวิ่งคาดว่าจะเข้าเส้นชัย ใครใช้เวลาน้อยก็ได้อยู่บลอคแรกๆ เช็คว่าตัวเองอยู่บลอคไหนได้จาก หน้าบิบตัวเองที่แปะอยู่ที่เสื้อ บลอคที่ได้ไปสิงสถิตย์ คือ บลอค F   (เรียกบลอคบ๊วยล่ะกัน เพราะตอนกรอกเวลาที่คิดว่าจะวิ่งจบมาราธอน ใส่ไปว่า  5:30 เป๊ะ)

บริเวณบลอคปล่อยตัว

อาสาสมัครชุดฟ้ารอรับฝากของจากนักวิ่ง พร้อมมากค่ะ พร้อมโพสต์ท่าถ่ายรูป

อาสาสมัครรับฝากของ

7:30  เรียกนักวิ่งเข้าประจำบลอค ยืนรอปล่อยตัวในชุดเสื้อคลุมกันฝนอยู่ประมาณ ชั่วโมงกว่าๆ ท่ามกลางอากาศ -3  กับลมที่มาเป็นระยะ เต้นฟุตเวิร์ครอกันเลยทีเดียว เพื่อให้ร่างกายอบอุ่น

บรรยากาศบลอคปล่อยตัว

8.30 ผู้ว่าการเมืองมาเป็นประธาน ปล่อยตัวจากบลอค ปล่อยตัวตรงเวลาเป๊ะ   นักวิ่งค่อยทยอยเคลื่อนตัว  แต่กว่าจะเคลื่อนออกจากบลอคมาถึงจุดสตาร์ท ใช้เวลาเกือบๆ ชั่วโมง

เริ่มปล่อยตัวแล้ว
บรรยกาศ ณ จุดปล่อยตัว
จุดสตาร์ท

สองข้างทางจะมีกองเชียร์ที่อาศัยอยู่ตามแนวเส้นทางวิ่ง ออกมายืนกันริมถนน ตะโกน กัมบัตเตะๆ ไฟท์โต้ๆ ให้ได้ยินตลอดทาง บางคนก็นำขนม ลูกอม อาหารมาแจก บางคนก็อุ้มลูกจูงหลาน หิ้วเก้าอี้มานั่งปรบมือเชียร์ ออกวิ่งมาได้ประมาณ 2กิโล เหมือนร่างกายเริ่มปรับสภาพได้ เริ่มรู้สึกร้อน เลยถอดเสื้อกันฝนฝากกับอาสาสมัครที่ยืนตามจุดเป็นระยะ

กองเชียร์วัยดึก
กองเชียร์ตัวน้อย
กองเชียร์ระหว่างทางวิ่ง

ส่วนฝ่ายดนตรี ที่นี่ไม่ได้มีวงโป๊งซึ่งเหมือนพี่ไทย แต่จะมากันแบบเต็มวง เครื่องเป่า กีตาร์  ตีกลองโบราณ บางคนก็มาโซโลเป่าทรัมเปตกล่อมนักวิ่งอยู่ข้างทาง

กองเชียร์ นักดนตรี
กองเชียร์ ตีกลอง

ช่วงแรกจนถึง กม ที่ 15  จะเป็น รูท City run วิ่งผ่านเมืองชิซุโอกะ ก่อนที่จะเริ่มออกนอกเมือง งานวิ่งนี้ กำหนดจุด cut off  ถึง 9  จุด  ใครวิ่งผ่านจุดcut off ไม่ทันตามเวลาที่กำหนด  อาสาสมัครก็จะดึงผ้าสีแดงขึ้นมากั้นทางวิ่ง นักวิ่งที่วิ่งเข้ามาช้ากว่าเวลาที่กำหนดก็ต้องออกจากการแข่งขันๆ (อ่อนแอก็แพ้ไป) จุด cut off  ที่ 3  เห็นกับตาว่า ฝั่งตรงข้ามที่กำลังสับขาวิ่งสวนกับเราไป เจอผ้าแดงกั้นDNF ไปเรียบร้อย นักวิ่งที่ผ่านจุดคัตออฟมาได้ พร้อมใจกันซอยขาสับกันไม่ยั้งเลย

ด้านหลังของกองเชียร์คือ รถบัสมรณะ ที่คอยเก็บนักวิ่งที่วิ่งเข้าไม่ทันเวลาคัคออฟแต่ละจุด check point

รถบัสรับนักวิ่งที่ไม่ผ่านคัตออฟ

ช่วงแรกๆ  ของการวิ่ง พยายามวิ่งช้าๆ คุมเพชหรือจังหวะการก้าวไม่ให้เร็วเกินไป เพื่อให้มีแรงเหลือในช่วงท้ายๆ ตามสูตร  วิ่งจบ แถมไม่เจ็บ ไม่ทะเลาะกับบันได

ซุ้มน้ำ ไม่พูดถึงไม่ได้ มีอุดมสมบูรณ์ แต่ละจุด ตั้งโต๊ะแถวยาวประมาร 15 เมตรได้ อาสาสมัครที่มายืนแจกน้ำก็เป็นคนในชุมชน มีตั้งแต่ เด็ก ผู้ใหญ่ รวมถึงคุณลุงคุณป้า  กม. ที่ 15  นอกจากซุ้มน้ำแล้ว มีขนมปังใส้ถั่วแดงมาเสิร์ฟเพิ่มพลังให้อิ่มกันไป  ตะกละแวะทุกซุ้มที่เจอก็ว่าได้ จุดบริการห้องน้ำ ถี่กว่าจุดให้น้ำซะอีก จุดละ ประมาณ 5 ห้อง  ซุ้มพยาบาลที่เรียกว่า ถี่มาก ยังไม่รวมทีมแพทย์กู้ภัยที่ปั่นจักรยานคอยดูแลไปตลอดเส้นทาง

ซุ้มอาหาร ขนมปังไส้ถั่วแดง

พ้นระยะ กม. ที่ 15 ไปแล้วเส้นทางก็ปรับสู่นอกเมืองแบบเต็มตัว จนเกือบไม่ทันได้มองว่า ภูเขาไฟฟูจิยืนเชียร์อยู่ข้างหลัง   แต่แล้วก็ต้องหยุดความฟินไว้แค่นั้น เพราะจุด Cut off  หน้ามีรถบัสมาจอดรอแล้ว งานนี้เลยต้องซอยขา วิ่งต่อไป

ภาพภูเขาไฟฟูจิ

พอเริ่มเข้ากิโลที่ 20 เริ่มวิ่งเลาะชายทะเล ด้านขวาเราเป็นชายทะเล ส่วนด้านซ้าย เป็นโรงเรือนปลูกสตรอว์เบอร์รี่  เส้นทางนี้ มีชื่อเรียกว่า Strawberry beachline

เส้นทางเลาะริมทะเล

และไฮไลท์สำคัญก็อยู่ตรงที่กิโลที่ 29  ที่ขาเริ่มล้า ตะคริวเริ่มส่งสัญญาณมาเป็นระยะๆ เจอชุ้มน้ำ ซุ้มอาหารในช่วงนี้ มีทั้ง ขนมปังไส้ถั่วแดง กล้วยหอม และสตรอว์เบอร์รี่สดๆ เพิ่มพลัง กลับมาเฟรชได้อีกครั้ง

ซุ้มแจก สตรอว์เบอร์รี่
สตรอว์เบอร์รี่

กิโลที่ 35-39  ปีศาจในตำนานเริ่มปรากฏตัว ขาหนักจนแทบก้าวไม่ไหว หัวเข่าทั้งสองข้างเริ่มระบม แถมเอ็นข้างเข่าซ้ายที่เคยเจ็บก็เหมือนกลับมาเยี่ยนซะงั้น  ลมพัดมาตลอด วิ่งมาตั้งนานเหงื่อไม่ออกเลย  แถมยังต้องวิ่งหนีตายกับรถเก็บนักวิ่งที่วิ่งไม่ทันคัตออฟ ที่มาจอดรออยู่ ก็ยิ่งกดดันตัวเองให้ต้องวิ่ง โค้ชตัวเองไปตลอดทางว่า อย่าหยุดวิ่งนะ …. งานนี้ลงทุนไปเยอะนะ อย่ายอมแพ้อะไรง่ายๆ (ได้แรงฮึดจากความขี้งกของตัวเองล้วนๆ)

เส้นทางวิ่ง

และแล้วก็ถนนก็เริ่มมีตึกสูงๆ ให้เห็นบางแล้ว หลังจากที่เห็นแต่ภูเขา ทะเล มาพักใหญ่ เริ่มมั่นใจว่าใกล้เข้าสู่ระยะไม่เกิน 10 กิโลสุดท้ายแล้ว แรงกดดันค่อยๆ หายไป ความมั่นใจเริ่มชัดขึ้น

เส้นทาง กลับเข้าตัวเมืองอีกครั้ง

และแล้ว กิโลที่ 42 ก็มาถึงซะที่ ที่กดดันหายไปหมด ขาที่เคยหนักจนแทบก้าวไม่ออก ไม่รู้ไปเอาแรงมาจากไหน

กม. ที่ 42

วิ่งเข้าเส้นชัย 5 ชั่วโมงกับอีก 26 นาที เรียกว่าเฉียดฉิวไปแค่ 4 นาทีเท่านั้น

ซุ้ม finisher

หลังเข้าเส้นชัย จะมีอาสาสมัครที่มายืนมอบเหรียญ และผ้าขนหนูผืนใหญ่ (ไม่มีเสื้อ finisherให้ มีแต่ผ้าขนหนูผืนใหญ่ที่มีคำว่า Finisher ให้แทน) อาสาสมัครที่ทำหน้าที่แจกผ้า finisher จะไม่ได้แค่ยื่นให้กับนักวิ่ง แต่จะคลุมไหล่ให้  รู้สึกอุ่นขึ้นทันทีที่ผ้า finisher ค่อยคลุมมาบนไหล่

เหรียญรางวัล, ผ้า finisher

ส่วนชิปจับเวลาที่อยู่ที่รองเท้าต้องส่งคืนหลังวิ่ง จะมีอาสาสมัครมานั่งคอยตัดให้กับนักวิ่ง

อาสาสมัคร แกะชิฟจับเวลา คืน

สุดท้ายก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน ไปรับใบรับรอง certificate  ที่เขาตั้งโต๊ะปรินท์ให้ติดมือกลับไปแปะฝาบ้าน

FullSizeRender

เป็นอันว่า สามารถวิ่งมาราธอนจบได้ก่อนเวลา cut off  ได้สำเร็จ  เป็นการวิ่งระยะฟูลมาราธอน ในต่างประเทศเป็นครั้งแรกที่ประทับใจมาก จำได้ว่าเป็นการวิ่งเหมือนคนบ้า ยิ้มไปตลอดทาง คุ้นหูกับคำว่า กัมบัตเตะๆ ไฟท์โต๊ะๆ  ไปตลอดทาง  และเชื่อว่าเพื่อนญี่ปุ่นคงจะป้ายยางานวิ่งที่ญี่ปุ่นมาอีกเรื่อยๆ เพราะที่ญี่ปุ่น มีงานวิ่งมาราธอนน่าสนใจเยอะ ปีหน้าคงไปลุ้นตั๋วโตเกียวมาราธอนอีก ปีหน้าเจอกันใหม่

Finisher

---

อัปเรื่องแซ่บ ฟีดเรื่องมันส์ เม้าท์ทันเพื่อน
Facebook: @UndubZapp
Instagram: @UndubZapp

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...