โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

บริหารทีมงานแบบทีมกีฬา ไม่ใช่ครอบครัว

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 26 พ.ค. 2568 เวลา 07.53 น. • เผยแพร่ 13 พ.ค. 2568 เวลา 02.50 น.

ธุรกิจพอดีคำ | กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร

บริหารทีมงานแบบทีมกีฬา

ไม่ใช่ครอบครัว

คุณเคยสงสัยไหมว่าทำไมองค์กรที่ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนมักมีวัฒนธรรมองค์กรที่แตกต่างจากสิ่งที่เราคุ้นเคย?

ทำไมบริษัทระดับโลกอย่าง Netflix ถึงเลือกที่จะสร้างทีมงานในรูปแบบทีมกีฬามืออาชีพ แทนที่จะเป็นครอบครัวอบอุ่นตามที่หลายองค์กรในเอเชียนิยมทำกัน?

“Netflix ไม่เหมือนครอบครัว แต่เราเป็นเหมือนทีมกีฬาที่ยอดเยี่ยม ทีมกีฬาต้องการคนที่ดีที่สุดในแต่ละตำแหน่ง ทีมจะพยายามรักษาคนเก่งไว้ แต่ถ้าใครไม่สามารถทำงานได้ตามที่ต้องการ พวกเขาก็จะถูกแทนที่ด้วยคนที่เก่งกว่า”

นี่เป็นแนวคิดที่อาจฟังดูโหดร้ายสำหรับคนเอเชียที่เติบโตมาในวัฒนธรรมที่เน้นความสัมพันธ์และการดูแลซึ่งกันและกัน

แต่การอธิบายเหตุผลของ Netflix ทำให้เราต้องพิจารณามุมมองนี้อย่างจริงจัง

“ในครอบครัว คุณรักและยอมรับสมาชิกโดยไม่มีเงื่อนไข แม้ว่าพวกเขาจะทำผิดพลาด ในทีมกีฬาที่ยอดเยี่ยม ความจงรักภักดีคือการทำทุกอย่างเพื่อให้ทีมชนะ”

ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ธุรกิจไม่สามารถเติบโตได้ด้วยการรักษาสถานะเดิม หรือการยึดติดกับพนักงานที่ไม่สามารถพัฒนาตัวเองให้ทันกับความต้องการที่เปลี่ยนไป

การบริหารแบบครอบครัวมีจุดแข็งในการสร้างความผูกพันและความภักดี แต่มันมาพร้อมกับปัญหาที่สำคัญ :

1. การยอมรับผลงานที่ไม่ได้มาตรฐานเพราะความเกรงใจ

2. ความยากลำบากในการให้ข้อมูลย้อนกลับที่ตรงไปตรงมา

3. การปกป้องคนที่ไม่มีประสิทธิภาพเพียงเพราะพวกเขาอยู่กับองค์กรมานาน

4. การเลื่อนตำแหน่งตามอาวุโสมากกว่าความสามารถ

ในทางตรงกันข้าม ทีมกีฬามืออาชีพมีเป้าหมายเดียวคือชัยชนะ

ดังนั้น ทุกการตัดสินใจจึงมุ่งไปที่การทำให้ทีมแข็งแกร่งที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

สถานการณ์ที่การบริหารแบบทีมกีฬา

เหนือกว่าแบบครอบครัว

สถานการณ์ที่ 1 : การจัดการกับผลงานที่ไม่ได้มาตรฐาน

แบบครอบครัว : บริษัท A มีพนักงานอาวุโสที่ทำงานมา 15 ปี แต่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ผลงานของเขาต่ำกว่ามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง CEO มองว่าพนักงานคนนี้เป็น “ส่วนหนึ่งของครอบครัว” และเคยมีบทบาทสำคัญในอดีต จึงไม่กล้าพูดถึงปัญหาอย่างตรงไปตรงมา แม้ว่าจะส่งผลกระทบต่อทีมและลูกค้าก็ตาม

แบบทีมกีฬา : บริษัท B พบว่าหัวหน้าฝ่ายมีผลงานลดลงเรื่อยๆ ในช่วง 2 ไตรมาสที่ผ่านมา ผู้บริหารเรียกมาพูดคุยอย่างตรงไปตรงมา ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนสำหรับการปรับปรุง ให้การสนับสนุนที่จำเป็น และกำหนดกรอบเวลาที่เหมาะสม เมื่อครบกำหนดแล้วยังไม่มีการพัฒนา บริษัทตัดสินใจหาคนที่มีความสามารถมาทดแทน ในขณะที่ช่วยให้พนักงานคนเดิมได้หางานที่เหมาะสมกับความสามารถปัจจุบันของเขา

ผลลัพธ์ : บริษัท B สามารถรักษามาตรฐานการทำงาน ไม่เสียลูกค้า และไม่ทำให้ทีมงานคนอื่นๆ รู้สึกว่าต้องแบกรับภาระงานแทนคนที่ทำงานไม่ได้ตามมาตรฐาน

สถานการณ์ที่ 2 : การให้ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback)

แบบครอบครัว : บริษัท C มีวัฒนธรรมที่หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง ผู้จัดการไม่กล้าให้ feedback เชิงลบกับพนักงาน เพราะกลัวทำลายความสัมพันธ์และบรรยากาศการทำงานแบบ “ครอบครัว” ผลคือปัญหาเล็กๆ ถูกปล่อยให้ลุกลามจนกลายเป็นปัญหาใหญ่ และพนักงานไม่ได้รับโอกาสในการพัฒนาตัวเอง

แบบทีมกีฬา : บริษัท D มีวัฒนธรรมที่เน้นการให้ feedback ที่ตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์ เหมือนโค้ชกีฬาที่ชี้จุดที่นักกีฬาต้องปรับปรุงทันทีที่เห็น ไม่ใช่เพื่อตำหนิ แต่เพื่อให้เกิดการพัฒนา พนักงานทุกคนเข้าใจว่า feedback คือของขวัญที่ช่วยให้พวกเขาเติบโตและทำให้ทีมแข็งแกร่งขึ้น

ผลลัพธ์ : พนักงานในบริษัท D พัฒนาทักษะได้เร็วกว่า มีความสามารถในการรับมือกับความท้าทายได้ดีกว่า และองค์กรสามารถแก้ไขปัญหาได้เร็วก่อนที่จะลุกลาม

สถานการณ์ที่ 3 : การตัดสินใจเรื่องโครงสร้างองค์กร

แบบครอบครัว : บริษัท E ต้องปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด แต่กลัวว่าการเปลี่ยนแปลงจะทำให้พนักงานเดิมรู้สึกไม่มั่นคง จึงพยายามสร้างตำแหน่งใหม่ที่ไม่จำเป็นเพื่อรักษาทุกคนไว้ แม้ว่าบางคนจะไม่มีทักษะที่เหมาะสมกับทิศทางใหม่ขององค์กร ผลคือโครงสร้างองค์กรเทอะทะ มีค่าใช้จ่ายสูงเกินความจำเป็น และไม่คล่องตัวในการแข่งขัน

แบบทีมกีฬา : บริษัท F วิเคราะห์ว่าต้องการทักษะใหม่ๆ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด จึงสื่อสารอย่างตรงไปตรงมากับพนักงานเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ใหม่ ให้โอกาสทุกคนในการพัฒนาทักษะที่จำเป็น และตัดสินใจปรับเปลี่ยนทีมโดยคำนึงถึงความต้องการทางธุรกิจเป็นหลัก พนักงานบางคนที่ไม่สามารถปรับตัวได้ได้รับการช่วยเหลือในการหางานใหม่ที่เหมาะสมกับทักษะของพวกเขามากกว่า

ผลลัพธ์ : บริษัท F สามารถปรับตัวได้เร็วกว่า มีโครงสร้างที่เหมาะสมกับความต้องการทางธุรกิจ และสามารถจ้างคนที่มีทักษะตรงกับความต้องการใหม่ได้

ข้อควรระวัง

สำหรับการใช้วิธีการแบบนี้ใน context ไทย

การนำแนวคิดการบริหารแบบทีมกีฬามาใช้ในบริบทไทยต้องคำนึงถึงความละเอียดอ่อนทางวัฒนธรรมหลายประการ :

1. วัฒนธรรมการรักษาหน้า – คนไทยให้ความสำคัญกับการ “รักษาหน้า” มาก การให้ feedback เชิงลบในที่สาธารณะหรือแม้แต่ในห้องประชุมอาจสร้างความอับอายและทำลายความสัมพันธ์ในระยะยาว ควรปรับวิธีการให้ feedback ให้เป็นส่วนตัวมากขึ้น และใช้ภาษาที่นุ่มนวลกว่าแบบตะวันตก

2. ลำดับชั้นและความอาวุโส – สังคมไทยให้ความเคารพผู้อาวุโสสูง การลดบทบาทหรือเปลี่ยนตำแหน่งของผู้อาวุโสในองค์กรอาจถูกมองว่าเป็นการไม่ให้เกียรติ ต้องมีการจัดการอย่างระมัดระวังและมีกระบวนการที่ให้เกียรติ

3. ความสัมพันธ์แบบอุปถัมภ์ – ระบบอุปถัมภ์ยังมีอิทธิพลในสังคมไทย การตัดสินใจบนพื้นฐานของผลงานเพียงอย่างเดียวอาจขัดกับความคาดหวังทางสังคม ต้องสร้างระบบที่โปร่งใสและมีเกณฑ์ชัดเจนเพื่อลดความขัดแย้ง

4. ความขัดแย้งทางตรง – คนไทยมีแนวโน้มหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางตรง การนำเสนอความคิดเห็นที่แตกต่างหรือการโต้แย้งผู้บังคับบัญชาอาจเป็นเรื่องยาก ต้องสร้างพื้นที่ปลอดภัยและกระบวนการที่เอื้อให้ทุกคนแสดงความเห็นได้

5. ความเชื่อมโยงทางอารมณ์ – ความสัมพันธ์ในที่ทำงานของคนไทยมักมีมิติทางอารมณ์สูง การตัดสินใจเชิงธุรกิจที่เย็นชาเกินไปอาจทำลายขวัญกำลังใจ จำเป็นต้องรักษาสมดุลระหว่างเหตุผลทางธุรกิจกับความเอาใจใส่

6. การปรับตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป – แทนที่จะเปลี่ยนแปลงทั้งหมดในคราวเดียว การนำแนวคิดแบบทีมกีฬามาใช้ควรเริ่มจากส่วนที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมไทยก่อน

เช่น การพัฒนาทักษะ การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน แล้วค่อยๆ ปรับเรื่องที่ละเอียดอ่อน เช่น การให้ feedback หรือการประเมินผลงาน

วิธีเปลี่ยนจาก “ครอบครัว”

เป็น “ทีมกีฬา” อย่างมีประสิทธิภาพ

การเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรไม่ใช่เรื่องง่าย แต่มีขั้นตอนที่ผู้นำสามารถทำได้ :

1. สื่อสารเหตุผลให้ชัดเจน – อธิบายว่าทำไมการเปลี่ยนแปลงนี้จึงจำเป็นสำหรับความอยู่รอดและการเติบโตขององค์กร

2. เริ่มจากผู้นำ – ผู้บริหารต้องเป็นแบบอย่างในการรับ feedback และแสดงให้เห็นว่าพวกเขาก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อผลงานเช่นกัน

3. ให้เวลาในการปรับตัว – วัฒนธรรมไม่สามารถเปลี่ยนได้ในชั่วข้ามคืน ต้องอดทนและค่อยๆ ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

การบริหารทีมงานแบบทีมกีฬาไม่ได้หมายความว่าเราต้องละทิ้งความเอาใจใส่และความเคารพซึ่งกันและกัน แต่เป็นการยกระดับความสัมพันธ์ให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น โดยมีเป้าหมายร่วมกันที่ชัดเจน

ในทีมกีฬาที่ยอดเยี่ยม :

– ทุกคนรู้ว่าเป้าหมายคืออะไร และทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุเป้าหมายนั้น

– มีการให้ feedback ที่ตรงไปตรงมาเพื่อการพัฒนา ไม่ใช่เพื่อทำร้ายจิตใจ

– ความสามารถและผลงานเป็นสิ่งที่กำหนดบทบาทและความก้าวหน้า ไม่ใช่ความอาวุโสหรือความสัมพันธ์ส่วนตัว

– ทุกคนพยายามเป็นเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดของตัวเอง เพื่อช่วยให้ทีมประสบความสำเร็จ

เมื่อคุณเปลี่ยนมุมมองจากการมองว่าองค์กรเป็นครอบครัวมาเป็นทีมกีฬา คุณจะพบว่ามันทำให้ทุกคนมีโอกาสเติบโตและพัฒนาได้มากขึ้น ในทีมกีฬาที่ยอดเยี่ยม ผู้เล่นแต่ละคนไม่เพียงแต่มีทักษะที่โดดเด่น แต่ยังสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างกลมเกลียวเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าที่ใครคนใดคนหนึ่งจะทำได้เพียงลำพัง

ถึงเวลาแล้วที่จะเปลี่ยนจากการเป็น “ครอบครัวที่อบอุ่น” มาเป็น “ทีมที่ชนะ” เพราะในที่สุดแล้ว ความสำเร็จขององค์กรคือความสำเร็จของทุกคน และความล้มเหลวขององค์กรก็ไม่เป็นประโยชน์กับใครทั้งสิ้น

จงกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง กล้าที่จะท้าทายสถานะเดิม และกล้าที่จะสร้างทีมที่ยอดเยี่ยมที่พร้อมจะเอาชนะทุกความท้าทายในโลกธุรกิจที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : บริหารทีมงานแบบทีมกีฬา ไม่ใช่ครอบครัว

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...