โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดเหตุผล!!! ก.ต.ฟัน'ผู้พิพากษา' ไล่ออก 1 ราย-ให้ออก 2 ราย

แนวหน้า

เผยแพร่ 20 พ.ค. 2568 เวลา 17.00 น.

เปิดเหตุผล!!! ก.ต.ฟัน"ผู้พิพากษา" ไล่ออก 1 ราย-ให้ออก 2 ราย เหตุ"ถอนหมายจับ-พิพากษาเกินเลย-ให้ประกันไม่ชอบ" พบเงินเข้าบัญชีแจงไม่ได้ ส่ง ป.ป.ช.ดำเนินคดี

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล ประธานศาลฎีกา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) ครั้งที่ 13/2568 มีวาระที่น่าสนใจคือ การพิจารณาผลการสอบสวนวินัยลงโทษผู้พิพากษา จำนวน 3 ราย

โดยผู้พิพากษารายแรก ก.ต.ได้พิจารณารายงานผลการสอบสวนข้าราชการตุลาการ 1 ราย กรณีมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมไม่สุภาพ ไม่สำรวมกิริยามารยาท และเข้าไปก้าวก่ายแทรกแชงการพิจารณาพิพากษาคดีของข้าราชการตุลาการอื่น อันเป็นการไม่ถือและปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนและประเพณีปฏิบัติของราชการ และจริยธรรมของข้าราชการตลาการกรณีเป็นความผิดวินัยร้ายแรง เห็นควรให้ออกจากราชการ

ส่วนผู้พิพากษารายที่ 2 พิจารณารายงานผลการสอบสวนข้าราชการตุลาการ 1 ราย กรณีเป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนทำคำพิพากษาโดยกล่าวถึงบุคคลภายนอกที่ไม่ไม่ใช่คู่ความ และไม่ได้ถูกฟ้องเป็นจำเลยว่ามิได้กระทำความผิดโดยไม่ปรึกษาและแจ้งให้องค์คณะและผู้บริหารทราบ เป็นเหตุให้มีการนำคำคำพิพากษาส่วนดังกล่าวไปไช้ประโยชน์โดยมิชอบ อันเป็นความผิดวินัยร้ายแรง เห็นควรให้ออกจากราชการ

สำหรับผู้พิพากษารายที่ 3 พิจารณารายงานผลการสอบสวนข้าราชการตุลาการ 1 ราย กรณีมีพฤติการณ์เป็นที่สงสัยว่ากระทำผิดวินัย ร่วมรู้เห็นเรื่องการขอแลกเปลี่ยนเวร และร่วมขบวนการเกี่ยวกับการยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งปล่อยชั่วคราวโดยมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวขัดต่อกฎหมายอันเป็นดุลพินิจที่ไม่ชอบ และไม่ถือปฏิบัติตามระเบียบแบบแผน และประเพณีปฏิบัติของราชการ และจริยธรรรมขอข้าราชการตุลาการ เป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง เห็นควรไล่ออกจากราชการ และมีมติเอกฉันท์ให้ส่งเรื่องแก่คณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อดำเนินการต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับตุลาการรายแรกนั้น เป็นเหตุการณ์สมัยที่ผู้พิพากษาที่โดนลงโทษเป็นอดีตรองอธิบดีในศาลขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ ที่เคยถูกร้องให้สอบสวนทางวินัย กรณีแทรกแซงเพิกถอนหมายจับ สว.คนดัง

จากมูลเหตุ เดิมคดีนี้เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2565 สารวัตรสืบสวน สน.แห่งหนึ่ง ได้เดินทางไปยื่นคำร้องต่อศาลอาญาเพื่อขอออกหมายจับอดีต สว.ในข้อหาสมคบคิดกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและฟอกเงิน โดยมีพยานหลักฐานจากสืบสวนและการสอบปากคำผู้ต้องหาและเอกสารที่เกี่ยวข้อง เชื่อมโยงว่ามีการทำธุรกรรมผ่านบริษัทที่ สว.เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดและฟอกเงินของนักธุรกิจชาวเมียนมา แต่ในวันเดียวกันกับที่ศาลอนุมัติหมายจับ สารวัตรสืบสวนคนดังกล่าวได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ศาลให้นำหมายจับและเอกสารที่เกี่ยวข้องไปพบ รองอธิบดีผู้พิพากษาคนดังกล่าวซึ่งภายหลังมีคำสั่งให้เพิกถอนหมายจับ โดยอ้างว่า สว.คนดัง เป็น "บุคคลสำคัญ" และไม่มีพฤติการณ์หลบหนี

ต่อมา สารวัตรสืบสวนคนดังกล่าวจึงได้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) รวมถึงยังมี สส.ยังได้ยื่นหนังสือถึง ก.ต.เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2566 เพื่อขอให้ตรวจสอบการเพิกถอนหมายจับดังกล่าว จน ก.ต.มีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง เสนอมายังอนุกรรมการตุลาการ (อ.ก.ต.) กลั่นกรองทำความเห็นเสนอ ก.ต.

ทั้งนี้ คณะอนุ ก.ต.มีมติเห็นควรว่า ผิดวินัยไม่ร้ายแรงเสนอไปยัง ก.ต.ให้พิจารณาลดขั้นเงินเดือน 2 ปี แต่ก.ต.พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นเรื่องการแทรกแซงและเป็นวินัยร้ายแรง จนสุดท้ายมีมติตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง

โดยมีรายงานว่า เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2567 ภายหลัง ก.ต.ตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ก็ได้ประชุมพิจารณาว่าจะสั่งพักราชการผู้พิพากษารายดังกล่าวหรือไม่ และ ก.ต.มีมติ 8 ต่อ 7 เสียง ไม่สั่งพักราชการรองอธิบดีผู้พิพากษา

จนล่าสุด ก.ต.มีมติให้ลงโทษให้ออกผู้พิพากษาระดับรองอธิบดีศาลคนดังกล่าว เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องในการแทรกแซงการถอนหมายจับ สว.คนดังในคดีฟอกเงินและยาเสพติด

อย่างไรก็ตาม ในคดีอาญา เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2567 ศาลอาญาได้พิพากษายกฟ้อง นักธุรกิจชาวเมียนมา และพวก รวม 5 คน ฐานสมคบค้ายาเสพติดและฟอกเงิน โดยศาลชี้ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องทุกข้อหา และพยานหลักฐานฝ่ายจำเลยสามารถหักล้างได้ทั้งหมด แต่ในส่วนคดีของ สว.ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล โดยอัยการได้ยื่นฟ้องใน 6 ข้อหา ได้แก่ ฟอกเงินและสมคบค้ายาเสพติด ซึ่ง สว.คนดังให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

สำหรับรายที่ 2 ผู้พิพากษาที่โดนลงโทษเป็นผู้พิพากษารุ่นเดียวกับคนแรก ซึ่งเป็นคดีที่มีการทำคำพิพากษาเกี่ยวพันกับคดีค้ามนุษย์อาบอบนวดวิคตอเรียซีเครท เอื้อประโยชน์ให้ นายกำพล วิระเทพสุภรณ์ เจ้าของ และครอบครัวนำไปร้องขอความเป็นธรรม จนอัยการสั่งไม่ฟ้องลูกเมีย

ซึ่งในช่วงปี 2566 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง และเจ้าของอาบอบนวดชื่อดัง เดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนขอให้ตรวจสอบคำสั่งไม่ฟ้อง นายธนพล และนางนิภา วิระเทพสุภรณ์ ลูกและภรรยาของนายกำพล ทำให้ความปรากฏ และจนมีการเสนอเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของ ก.ต.

ทั้งนี้ เมื่อครั้ง รองอัยการสูงสุดในสมัย นายเข็มชัย ชุติวงศ์ เป็นอัยการสูงสุด มีการสั่งตามร้องขอความเป็นธรรมของกลุ่มผู้ต้องหานายกำพล และลูกเมีย ซึ่งรอง อสส.คนนั้นพิจารณาแล้วเห็นด้วยกับคำร้องขอความเป็นธรรมว่า เดิมก่อนหน้านี้ทางพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องนายกำพล ภรรยา ลูก และลูกน้องของนายกำพล แต่ในส่วนนายกำพล ภรรยา และลูก หลบหนีออกนอกประเทศ อัยการจึงได้ตัวฟ้องแค่เฉพาะลูกน้อง ซึ่งในการทำคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ในคดีที่ลูกน้องนายกำพลถูกอัยการฟ้อง ผู้พิพากษาท่านนี้มีการทำคำพิพากษาไปในส่วนพฤติการณ์ของนายกำพล และนางนิภา ภรรยา ว่าไม่มีความผิด โดยระบุว่านางนิภา เป็นแค่คนคุมบัญชี ไม่ได้เป็นคนคัดเลือกพนักงานเข้าไปในตู้ จึงไม่ทราบว่าเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ในส่วนนายกำพลเป็นเจ้าของไม่ได้เป็นคนคัดเด็กเอง นานๆ จะเข้ามาสถานที่

ซึ่งคำพิพากษาดังกล่าวเป็นคำพิพากษาที่พาดพิงเลยไปถึงจำเลยที่อัยการสั่งฟ้องไว้แล้วแต่ยังไม่ได้เอาตัวมาฟ้อง ทางฝั่งนายกำพล และภรรยา จึงใช้โอกาสนี้ร้องขอความเป็นธรรมว่ามีพยานเบิกความ จนศาลพิพากษาแล้วว่าไม่ได้กระทำผิด จนเป็นเป็นเหตุให้มีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งฟ้องโดย รอง อสส.คนดังกล่าว เป็นมีคำสั่งไม่ฟ้องนายธนพล และนางนิภา ซึ่งเป็นภรรยา และลูกของนายกำพล แต่ในส่วนของนายกำพลยังยืนคำสั่งฟ้องเดิมของอัยการสูงสุด

จนต่อมานายชูวิทย์ได้ร้องต่ออัยการสูงสุดจนความปรากฏต่อสาธารณชน และเมื่อ ก.ต.มีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณา โดยตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงตามลำดับเสนอ อ.ก.ต.กลั่นกรองไปยัง ก.ต.พิจารณาแล้วเห็นตรงกันว่าพฤติการณ์ผิดวินัยร้ายแรง จึงลงโทษให้ออกจากราชการ

สำหรับรายที่ 3 เป็นผู้พิพากษาระดับสูงในศาลอุทธรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการมีคำสั่งประกันตัว ขัดต่อกฎหมายโดยใช้ดุลพินิจไม่ชอบใน 3 คดี โดยคดีแรกเป็นเรื่องประกันตัวเกี่ยวกับคดีกลุ่มของ นายชัยณัฐร์ กรณ์ชายานันท์ หรือ "ตู้ห่าว" กับพวกที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด และฟอกเงิน

ส่วนคดีที่ 2 - 3 เป็นเรื่องการให้ประกันตัวคดีเว็บพนัน โดยพฤติการณ์มีการนัดแนะกับผู้จ่ายสำนวนและแลกเปลี่ยนเวรเพื่อไปสั่งประกัน โดยมีความเชื่อมโยงกับผู้พิพากษาในศาลอุทธรณ์ด้วยกันที่ฆ่าตัวตายเมื่อช่วงปี 2566

โดยจากการสอบสวนพบว่า มีเส้นทางการเงินเข้าบัญชี 5 บัญชี ของผู้พิากษาศาลอุทธรณ์รายนี้ 4 ล้านกว่าบาท โดยเป็นการทยอยโอนเข้าบัญชีหลักแสนบาทในช่วง 2 ปี ซึ่งเจ้าตัวชี้แจงได้ไม่สมเหตุสมผล โดยคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง อ.ก.ต.และ ก.ต.พิจารณาแล้วเห็นว่าผิดวินัยร้ายแรง จึงลงโทษไล่ออกจากราชการ และส่ง ป.ป.ช.ดำเนินคดีอาญา เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการประกันตัว และอาจจะมีผลประโยชน์ตามกฎหมาย จะต้องส่ง ป.ป.ช.พิจารณาสอบสวนตามขั้นตอนต่อไป

สำหรับที่มีการตั้งข้อสังเกตุว่าวันเดียวกันมีการประชุมเกี่ยวกับการลงโทษวินัยผู้พิพากษาถึง 3 ราย เนื่องจากที่ประชุม ก.ต.มีการพิจารณาวาระอื่นเสร็จสิ้น นางชนากานต์ ประธานศาลฎีกา จึงได้บรรจุวาระทั้งสามเรื่องนี้ต่อเลย ถือเป็นเรื่องปกติในการบริหารงาน ก.ต.ที่มีปริมาณมาก (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ก.ต. ฟัน 3 ผู้พิพากษา ให้ออกจากราชการ ฐานผิดวินัยร้ายแรง แทรกแซงคดี)

- 006

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...