โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“เจริญ” ห่วงอินเดียหั่นราคาส่งออกข้าว เหตุผลผลิตล้น

สำนักข่าวไทย Online

อัพเดต 26 พ.ค. 2568 เวลา 17.47 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2568 เวลา 10.47 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

กรุงเทพฯ 26 พ.ค.- นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ห่วงซัพพลายโลกเพิ่ม-ดีมานด์หด เหตุอินเดียผลผลิตข้าวล้น สูงสุดรอบ 50 ปี หวั่นลดราคาหนัก กระทบส่งออกข้าวไทย เรียกร้อง ธปท.ดูแลเงินบาท หลังแข็งค่าต่อเนื่อง กระทบตั้งราคาส่งออก

ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยสถานการณ์การส่งออกข้าวไทยในปี 2568 ในระหว่างการประชุม “Thailand Rice Convention 2025” จัดโดยกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ โดยคาดการณ์ว่าปริมาณการส่งออกข้าวไทยทั้งปีจะอยู่ที่ 7.5 ล้านตัน แม้ในช่วง 4 เดือนแรกจะสามารถส่งออกได้แล้วประมาณ 2.5 – 2.6 ล้านตัน โดยสถานการณ์การส่งออกในปีนี้ได้รับแรงกดดันจาก ผลผลิตข้าวโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการกลับมาส่งออกข้าวของอินเดีย ซึ่งปีนี้มีผลผลิตมากถึง 140 ล้านตันข้าวสาร ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 50 ปี และยังมากกว่าจีนซึ่งเป็นประเทศผู้ผลิตรายใหญ่

ขณะที่ ประเทศไทยผลผลิตข้าวไม่ได้ลดลง เนื่องจากน้ำในเขื่อนมีเพียงพอสำหรับปลูกข้าวนาปรัง โดยปัญหาทั่วโลกเผชิญอยู่ในขณะนี้ เป็นปัญหาของผู้ซื้อที่ไม่ได้เข้ามาในตลาด เช่น อินโดนีเซียที่ปีที่ผ่านมาเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ 4 – 5 ตัน แต่ในปีนี้อาจจะไม่มีการนำเข้าข้าว ทำให้ดีมานด์น้อยลง ขณะเดียวกัน ซัพพลายกลับเพิ่มขึ้นจำนวนมาก จึงถือเป็นปัญหาใหญ่ที่มากระทบต่อการส่งออกข้าว

โดยหลังจากนี้ต้องรอดูว่าอินเดียจะมีนโยบายอะไร ที่จะมากระตุ้นการส่งออก เนื่องจากสตอกข้าวของอินเดีย ปัจจุบันมากกว่าปกติ 3 เท่า หรือประมาณ 60 ล้านตันข้าวสาร ซึ่งอินเดียจะต้องระบายข้าวออกมาในตลาดโลก จึงเป็นสิ่งที่ผู้ส่งออกข้าวค่อนข้างกังวล หากไม่มีการควบคุม จะกระทบต่อราคาข้าวทั่วโลก รวมถึงไทย

ส่วนสถานการณ์ภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มองว่าไม่ใช่ปัจจัยหลักที่กระทบไทย เนื่องจากไทยส่งออกข้าวหอมมะลิไปยังสหรัฐฯ เป็นหลัก และมองว่าอาจเป็นผลดี โดยต้องจับตาว่า เมื่อสหรัฐขึ้นภาษีนำเข้าข้าว ประเทศที่เคยซื้อจากสหรัฐจะหันมานำเข้าจากไทยหรือประเทศในเอเชียมากขึ้นหรือไม่

ร.ต.ท.เจริญ ระบุว่าขณะนี้ราคาข้าวอยู่ในระดับต่ำ โดยข้าวเปลือกขายได้ที่ ประมาณกว่า 7,000 บาทต่อตัน เกษตรกรบางส่วนอาจต้องปรับแผนการผลิตในฤดูนาปรังเดือนสิงหาคม โดยหันไปปลูกข้าวชนิดอื่น เช่น ข้าวหอมมะลิ หรือข้าวปทุม แทนข้าวขาว

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยที่น่ากังวล คือ อัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวนของเงินบาท เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง เช่น เวียดนามและอินเดีย ซึ่งกระทบต่อการตั้งราคาขายข้าวและความสามารถในการแข่งขัน โดยได้เรียกร้องให้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้ามาดูแลเพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทให้เอื้อต่อภาคการส่งออก. -516-สำนักข่าวไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...