เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
#ทันหุ้น - บล.ฟินันเซียไซรัส มองแนวโน้มตลาดวันนี้ คาดว่า SET Index จะแกว่งตัว Sideways ในกรอบ 1,110-1,120 จุด อยู่ระหว่างทดสอบแนวต้านหลัก 1,120 จุด หากทะลุผ่านจะเป็นบวก ภาพรวมตลาดยังไม่มีปัจจัยหนุนใหม่ โดยสำหรับรอติดตามผลการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯคืนนี้ ล่าสุดเวียดนามบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯแล้ว โดยยอมถูกเก็บภาษีนำเข้า 20% และสินค้าที่ยอมให้ประเทศอื่นส่งผ่าน 40% ขณะที่สหรัฐฯส่งออกไปยังเวียดนามได้โดยไม่เสียภาษี ซึ่งเราคาดว่าอาจสามารถใช้อ้างอิงกับไทยได้ ทำให้เราเชื่อว่ามีโอกาสที่ไทยจะถูกเรียกเก็บภาษี 18% หรือต่ำกว่า ขณะที่อาจต้องยอมให้สหรัฐฯส่งออกสินค้ามายังไทยบางรายการได้โดยไม่เสียภาษี ซึ่งหากออกมาเช่นนี้ เราคาดว่าตลาดจะตอบรับเป็นกลางถึงบวกจากผลกระทบของเศรษฐกิจที่จะไม่มาก
ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญคืนนี้อยู่ที่การจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐฯ ตลาดคาดชะลอตัวเหลือ 1.1 แสนราย อย่างไรก็ตามหากออกมาต่ำกว่าคาดหรือถึงขั้นพลิกมาติดลบอย่างตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนของ ADP แม้จะทำให้ตลาดคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยของ FED ที่เร็วขึ้น แต่คาดตลาดอาจตอบรับเชิงลบโดยให้น้ำหนักกับความกังวลด้านเศรษฐกิจที่ชะลอมากกว่า ส่วนปัจจัยการเมืองในประเทศที่มีแนวโน้มนิ่งขึ้นชั่วคราวในเดือน ก.ค.-ส.ค. คาดยังหนุนให้กลุ่ม Domestic Play มีโอกาสฟื้นตัวระยะสั้นหลังจากที่เผชิญแรงเทขายอย่างหนักในเดือนก่อน ทำให้ Valuation ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
กลยุทธ์ : เลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวและมีแนวโน้มผลการดำเนินงานแข็งแกร่ง
หุ้นเด่นเดือน ก.ค. : ITC, KCE, NEO, OSP, SCGP
FSSIA Portfolio : BA, CENTEL, CPALL, KBANK, MTC, NSL, OSP, PR9, STECON
หุ้นเด่นวันนี้ : TOP
• แนะนำ “เก็งกำไร” ราคาเป้าหมายเฉลี่ยจาก IAA Consensus 29.59 บาท
• ระยะสั้นคาดได้ Sentiment บวกจากราคาน้ำมันดิบที่กลับมาปรับตัวขึ้นราว 3% หลังอิหร่านระงับความร่วมมือกับหน่วยงานตรวจสอบด้านนิวเคลียร์ของ UN รวมถึงตอบรับการบรรลุข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ-เวียดนาม
• ตลาดประเมินกำไร 2Q25 ของ TOP จะออกมาแข็งแกร่งมากจากค่าการกลั่นที่อยู่ในระดับสูง และปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่ดีต่อเนื่องที่เหนือ US$5 ต่อบาร์เรล ราคาหุ้นเทรด PBV ต่ำเพียง 0.35 เท่าและให้ Dividend Yield ราว 7%
• แนวรับ 27//26 บาท แนวต้าน 29//30-31 บาท
บล.ดาโอ คาดดัชนีฯ มีแนวโน้มปรับตัวลง หลังสหรัฐฯจบภาษีเวียดนามที่ 20% และรอความชัดเจนในเรื่องการเมือง โดยตลาดหุ้นไทย เป็นสัปดาห์ที่มี event ของการเมืองเกือบทั้งสัปดาห์ วันนี้จะเริ่มประชุมสภาผู้แทนฯ ซึ่งจะมีการลงชื่อเพื่อขออภิปรายไม่ไว้วางใจ ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่รอดูหรือเก็งกำไรช่วงสั้น ส่วนตลาดต่างประเทศเอง ตลาดสหรัฐฯจะหยุด 1 วัน และรอการเจรจาการค้า การที่เวียดนามปิดดีลเจรจาการค้ากับสหรัฐฯได้ อาจกดดันประเทศอื่นๆในวันนี้ได้
• ตลาดหุ้นต่างประเทศ สหรัฐฯ รอดูการผ่านร่างกฎหมายภาษีและรายจ่าย และวันนี้จะมีการรายงานตัวเลขจ้างงาน ก่อนที่จะเข้าสู่วันหยุด (วันชาติสหรัฐฯ) ส่วนตลาดเอเซีย ส่วนใหญ่ มี Flow ไหลเข้า ยกเว้นญี่ปุ่น ที่ถูกกระทบจากเงินเยนแข็ง และยังตกลงเรื่องการค้ากับสหรัฐฯไม่ได้
• การเมืองไทยวันนี้ เปิดสมัยการประชุมสภาฯ ปีที่ 3 โดยประเด็นหลักต้องติดตาม รอดูการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ (แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้) ขณะเดียวกันนายสุริยะ รักษาการนายกฯ จะนำทีมครม. ชุดใหม่เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน และประชุมครม.
• ทรัมป์ประกาศข้อตกลงการค้ากับเวียดนาม พร้อมภาษีนำเข้า 20% ขณะที่เวียดนามยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯทั้งหมด ทั้งนี้ เวียดนามนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ เพียง 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว ……. ข่าวนี้ มีผล 4 เรื่องหลักๆ 1)ทำให้การเจรจาของไทยประเทศต่างๆ ยากขึ้น เพราะต้องแลกภาษี(ต่ำ) กับมาตรการที่เอื้อต่อสหรัฐฯ ในลักษณะ non-tariff ที่มากขึ้น 2)ไทยจะเสียมากกว่าแผนเดิมที่คาดไว้ 3)หากไทยปรับลดภาษีนำเข้าสหรัฐฯลงไปต่ำกว่าแผนเดิม (-14%) ผู้นำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ จะเป็นผู้ได้ประโยชน์ เช่นผู้ขายโทรศัพท์ 4)จีนจะไม่พอใจเวียดนาม แต่อาจดีต่อไทยในเรื่องนี้ (จะชอบไทยมากขึ้น) บวกต่อหุ้นนิคมฯ
• การเจรจาการค้าระหว่างไทยและสหรัฐฯ มีนัดหารือวันนี้(3) 21.00 น. ตามเวลาไทย ……หลังเวียดนามปิดดีลไปแล้วเมื่อคืน ผลเจรจาอาจไม่ดีต่อไทย ขณะที่ไทย น่าจะต้องนำเสนอผลประโยชน์ที่สหรัฐฯจะได้ในส่วนที่เป็น non-tariff ด้วย ทาง DAOL ประเมิน ทุกๆ 10% ของอัตราภาษี จะมีผลต่อ GDP ราว 1.0% (ยังไม่รวมส่วนของอำนาจการต่อรอง และสินค้าของคู่แข่ง และสินค้านั้นมีความจำเป็นหรือไม่ ซึ่งต้องไปว่ากันเป็นตัวๆ ) อย่างไรก็ตามหุ้นในตลาดที่ได้รับผลกระทบจากภาษี มีขนาดของกำไร ไม่ใหญ่มากในตลาดหุ้น (ส่งออก ชิ้นส่วนรถยนต์ ยางพารา)
• คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) แสดงความกังวลว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี และเรียกร้องให้ ธปท. ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง และเข้ามาดูแลค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว …. ภาพสะท้อนจากผู้ประกอบการ ที่มีผลมาถึงกำไรของหุ้นในตลาดในลำดับต่อไป ส่วนการประชุม กนง. ปีนี้เหลือ 3 ครั้ง (13 ส.ค. 8 ต.ค. และ 17 ธ.ค.) การปรับลดดอกเบี้ย จะเป็นลบต่อหุ้นกลุ่มธนาคารในเรื่องของ NIM
• Event วันนี้ : ศาลอาญานัดสืบพยานฝ่ายโจทก์คดีม.112 ของนายทักษิณ ชินวัตร(1-3), การเปิดสมัยประชุมสภาฯ ปีที่ 3, ทีมไทยแลนด์เจรจาการค้ากับสหรัฐฯ, ครม.ชุดใหม่ เข้าถวายสัตย์ปฏิญาณ
Technical : BCH, KAMART
ขณะที่ บล.คิงส์ฟอร์ด วางแนวรับดัชนี SET ที่ 1,090 – 1.100 แนวต้าน 1,120 – 1,125 ซึงคาดดัชนีมีโอกาสทรงตัว รอผลการเจรจาการค้าสหรัฐ – ไทยในช่วงค่ำวันนี้ ซึ่งยังมีความไม่แน่นอนสูง หากเทียบข้อตกลงการค้าสหรัฐ – เวียดนามที่เปิดตลาดให้สินค้าสหรัฐในอัตราภาษี 0% แนะนำพักเงินในกลุ่มปลอดภัย & จ่ายเงินปันผลสูง เช่น SCB,TISCO,MC,TFG,DIF,3BBIF/ กลุ่มที่มีการลงทุนในเวียดนาม เช่น AMATA,WHA,SCC,SCGP
SGC* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย Consensus N.A) บริษัทรายงานกำไรสุทธิ 1Q68 ที่ 71 ล้านบาท +20%QoQ, +294%YoY หนุนจากยอดการปล่อยสินเชื่อใหม่ประมาณ 1.78 พันล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการขยายพอร์ตสินเชื่อ Lock Phone ที่เติบโต +37%YoY ส่งผลให้รายได้ดอกเบี้ยรับอยู่ที่ 575 ล้านบาท +36%YoY ด้านต้นทุนทางการเงินลดลงจากการจ่ายชำระคืนเงินกู้ยืม แม้ยังมีผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเพิ่มขึ้นจาก NPL ของสินเชื่อเช่าซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าและสินเชื่อรถทำเงิน
แนวโน้มกำไรช่วงที่เหลือยังมีทิศทางที่ดีต่อเนื่องจากสินเชื่อ Lock Phone ที่มีผลตอบแทนที่สูงและ NPL ต่ำ บริษัทตั้งเป้าหมายยอดสินเชื่อใหม่ปี 68 ที่ 8 พันล้านบาท และเป้าสินเชื่อรวม 1 หมื่นล้านบาท จากยอดสินเชื่อ Lock Phone สะสมที่เพิ่มเป็น 5-6 พันล้านบาท จากสิ้น 1Q68 ที่ 3.5 พันล้านบาท ปัจจุบันมีช่องทางการให้บริการผ่านหน้าร้านมือถือเกือบ 6 พันแห่ง การปล่อยสินเชื่อผ่าน digital platform SG FINANCE+ และกำลังทดลองให้สินเชื่อผ่าน 7-11 ซึ่งส่งผลบวกต่อกำไรในระยะถัดไป เบื้องต้นกำไรปี 68 น่าจะแตะ 400 ล้านบาท จากปีก่อนที่กำไร 163 ล้านบาท
SAPPE* (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 35.00 บาท) ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มน้ำผลไม้ผสมวุ้นมะพร้าวและผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวน้ำหอม เราคาดยอดขาย 3Q68 ในยุโรปจะดีขึ้น จากคลื่นความร้อนที่คาดว่าจะมีส่วนช่วยให้การบริโภคน้ำผลไม้มากขึ้น ขณะที่ต้นทุนมะพร้าวน้ำหอมหน้าสวนและราคาน้ำตาลซึ่งเป็นต้นทุนหลักมีแนวโน้มลดลงซึ่งเป็นผลดีต่อ Gross Margin IAA consensus คาดกำไรปี 68 ที่ 986 ลบ. -21%YoY แต่ SAPPE ยังคงให้ปันผลดีมี dividend yield 7% และมีโครงการซื้อหุ้นคืน 5 ล้านหุ้น ระหว่าง 20 มิ.ย.-19 ธ.ค.68 อีกด้วย
รู้ทันเกม รู้ก่อนใคร ติดตาม "ทันหุ้น" ได้ทุกช่องทางเหล่านี้