โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Death Stranding 2: On The Beach - เมื่อในที่สุดมนุษย์ต่างเชื่อมโยงถึงกันแล้วโลกหลังจากนั้นจะเป็นยังไงต่อ

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส

อัพเดต 03 ก.ค. 2568 เวลา 13.33 น. • เผยแพร่ 03 ก.ค. 2568 เวลา 13.33 น.
ภาพไฮไลต์

“‘เชือก’ และ ‘พลอง’ คือเครื่องมือที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษยชาติ

พลองคือสิ่งที่เราใช้กวาดไกวไล่สิ่งชั่วร้ายไม่ให้เข้าใกล้เรา

ส่วนเชือกเอาไว้ชักดึงสิ่งดีๆ เข้าหาตัว พวกมันคือมิตรแรกที่มนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้นมา

เมื่อใดที่มีผู้คน เมื่อนั้นมีเชือกและพลองอยู่ร่ำไป”

- โคโบะ อาเบะ จากเรื่องสั้น Nawa

โควตเมื่อครู่คือสิ่งแรกที่เราเห็นเมื่อเริ่มเกม Death Stranding ภาคแรก เรียกได้ว่ามันเป็นเหมือนคำแถลงถึงแก่นของเรื่องราวที่ซีรีส์นี้จะเล่าเลยก็ว่าได้

Death Stranding คือซีรีส์เกมโดยผู้กำกับวิดีโอเกมระดับตำนาน ฮิเดโอะ โคจิมะ ผู้ที่มีชื่อเสียงว่าเกมที่เขากำกับมีเนื้อเรื่องซับซ้อนซ่อนเงื่อนมาแต่ไหนแต่ไร เนื่องจากโคจิมะมัก ‘ยัด’ ทุกอย่างที่อยู่ในความสนใจของเขา ณ ขณะนั้นลงไปในเกมของเขา ในบางกรณีความซับซ้อนนั้นๆ ก็ทำให้เกมแทบจะตีความไม่ได้แบบใน Metal Gear Solid 4 แต่ในอีกหลายๆ กรณีก็ทำให้เกมอย่าง Metal Gear Solid 2 เป็นเกมที่แทบทำนายอนาคตหลังปี 2020

แต่ในประสบการณ์การติดตามเกมของเขามาตั้งแต่สมัย PlayStation 2 ผมเริ่มเข้าใจแล้วว่าภายใต้ ‘น้ำ’ ที่เขาใส่เข้ามา ‘เนื้อ’ ของเกมเหล่านี้มักเรียบง่าย ตรงไปตรงมา และทำงานกับหัวใจของเรามากกว่ากับสมอง และไม่มีเกมไหนที่เล่าเรื่องด้วยวิธีนี้อย่างชัดเจนที่สุดคือ Death Stranding ทั้งสองภาค เพราะแม้ว่าจะถูกฝังไว้ใต้ศัพท์เทคนิคซับซ้อน ชื่อตัวละครแปลกประหลาด หรือบทสนทนาผิดธรรมชาติ ท้ายที่สุดเรื่องราวของ Death Stranding นั้นคือเรื่องของเชือกและพลอง หรือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ชุมชน และการคงเอาไว้ซึ่งกลุ่มก้อนฝักฝ่ายของมนุษย์

วันสิ้นโลกของเกม Death Stranding เกิดขึ้นเมื่อโลกของคนตายและโลกของคนที่ยังอยู่หลอมรวมเข้าด้วยกัน การหลอมรวมนั้นทำให้ร่างและวิญญาณของคนตายไม่สามารถแยกจากกันอย่างเคย ทั้งสองอย่างจึงขวนขวายที่จะกลับเข้าหากัน การกระทบกันระหว่างศพกับวิญญาณทำให้เกิดระเบิดขึ้นทั่วโลก อารยธรรมส่วนมากของมนุษย์สูญสลายไปเพราะการระเบิดครั้งนั้น เราเรียกเหตุระเบิดครั้งนั้นว่า ‘Death Stranding’ แปลตรงตัวว่า ‘ความตายเกยฝั่ง’

มนุษย์พบกับการสูญเสียอารยธรรมมาครั้งแล้วครั้งเล่าจากสงคราม การรุกราน หรือภัยธรรมชาติ แต่ในครั้งนี้การฟื้นฟูอารยธรรมแทบจะเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากเหตุการณ์ Death Stranding มาพร้อมกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเรียกว่า Timefall สายฝนที่บิดเบือนกาลเวลา อะไรก็ตามที่ฝนแตะต้องจะเก่าลงอย่างรวดเร็ว มนุษย์ที่โดนฝนจะแก่ลงอย่างรวดเร็ว วัฏจักรชีวิตพืชหมุนวนซ้ำไม่จบสิ้น และสิ่งปลูกสร้างเก่ากร่อนลงอย่างรวดเร็ว ทั้งหมดที่พูดมาทำให้มนุษย์ผู้รอดชีวิตอพยพตัวเองลงไปอยู่ในชุมชนใต้ดิน ระยะทางและสภาพแวดล้อมที่ทุกข์ทนทำให้มนุษยชาติไม่เป็นปึกแผ่นอีกต่อไป

ตัวละครเอกของเกมนี้ แซม พอร์เตอร์ บริดเจส พนักงานส่งของอิสระผู้รับงานไปวันๆ แต่จับพลัดจับผลูมากลายเป็นความหวังในการฟื้นฟู ‘United Cities of America’ (UCA) ด้วยการเดินทางฟื้นฟูระบบการสื่อสาร Chiral Network ทำให้เขาเป็นเหมือน ‘คนผูกเชือก’ ที่ผูกโยงเมืองต่างๆ ในอเมริกาให้กลายเป็นประเทศอีกครั้ง ระหว่างทางเขาต้องพบอุปสรรคมากมาย ทั้งมนุษย์ผู้ไม่ต้องการจะกลับเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ กลุ่มผู้คนใหม่ๆ ที่แตกสลายจากสภาพที่เปลี่ยนไปของโลก และเหล่าวิญญาณผู้ถูกทิ้งเอาไว้ในโลกของคนเป็น

หากพูดกันตามจริง เราส่วนมากไม่สามารถอธิบายเรื่องราวจริงๆ ของ Death Stranding ได้อย่างครบทุกรายละเอียด แต่เป็นโชคดีของเราที่โฟกัสของเกมไม่ได้อยู่ที่ ‘สิ่งที่เกิดขึ้น’ แต่อยู่กับ ‘ความรู้สึกที่มาจากการกระทำของเรา’ มากกว่า ไม่ว่าเหล่าตัวละครแปลกประหลาดพ่นอะไรที่เราไม่เข้าใจใส่เรา สิ่งที่เรารู้คือทุกย่างก้าวของเราเรากำลังเชื่อมต่อชุมชนมนุษย์เข้าหากันอีกครั้ง ทุกพัสดุที่เราส่งคือความหวังของใครสักคนที่เขากำลังเฝ้ารอ

แม้จะอยู่ในโลกที่แหลกสลาย มองหลายๆ มุม Death Stranding ภาคแรกเป็นเกมที่มองโลกในแง่ดีอย่างมาก “เกมแอคชั่นส่วนมากหยิบยื่นไม้พลองให้กับเรา เราต่อย เรายิง เราเตะ เราสื่อสารกับเกมด้วยพลองทั้งสิ้น ผมต้องการสร้างอะไรที่แตกต่างออกไป ผมต้องการสร้างเกมด้วยเชือก เพื่อเชื่อมต่อไม่ใช่แบ่งแยก” โคจิมะพูดในงานซานดิเอโก้คอมิคคอนเมื่อปี 2019 ความเชื่อของเขาคือสิ่งที่สำคัญที่สุดของมนุษยชาติคือการสร้างความสัมพันธ์ สารของเขาทรงพลังอย่างมากในห้วงเวลาที่มนุษย์ทั่วโลกต้องปิดตัว แยกตัวออกห่างจากกันเพราะโควิด 19 ช่วงเวลาที่โลกต้องการสะพาน ไม่ใช่กำแพง

แต่สภาพโลกของเราเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากหลังจากนั้น โคจิมะเล่าที่ The Game Award 2022 ว่าตอนแรกเขามีไอเดียอยู่แล้วว่าเรื่องราวควรไปทางไหนต่อ แต่เขาลบทั้งหมดแล้วเขียนใหม่หลังโควิดระบาด จากที่เขาเคยเชื่อในอำนาจของสายใยระหว่างมนุษย์อย่างสุดขีด ในโลกจริงที่เราเจอกลุ่มถือโอกาสใช้การแยกตัวกันของมนุษย์เพื่อเพิ่มอำนาจตัวเอง ทำให้เขาผละมือออกจาก ‘เชือก’ ที่เขาถือไว้ตลอด แล้วมาพิจารณา ‘พลอง’ ที่อยู่อีกฟากมากขึ้น นั่นคือแรงบันดาลใจเบื้องหลัง Death Stranding 2: On The Beach

หลังจากที่เราเชื่อมประเทศที่แตกสลายได้แล้วในภาคแรก แต่นั่นไม่ใช่ยาวิเศษที่จะสามารถรักษาโลกได้ แม้จะเชื่อมต่อกัน UCA ก็ยังคงเปราะบาง การเชื่อมต่อระหว่างกันไม่ได้สวยงาม หอมหวาน และสมบูรณ์ไปเสียหมด ระบบสามารถถูกใช้ในทางที่ผิดได้ มิตรของแซมบางคนยังหันหนีจากการเป็นกลุ่มนักขนส่งกลายเป็นกลุ่มติดอาวุธเพื่อป้องกันตัวเอง แถม Chiral Network ยังมีผลข้างเคียงที่ปรับแปลงให้โลกเป็นอันตรายไปในอีกรูปแบบ

เกมภาคนี้แม้จะคงไว้ด้วยลูปเกมเกี่ยวกับการเชื่อมต่อ การสร้างสิ่งปลูกสร้าง การขนของ มันยังหันมองระบบการต่อสู้มากขึ้นด้วย ไม่ใช่แค่เพื่อเอาใจกลุ่มคนที่บอกว่าภาคแรกเป็นเกมที่เราแค่เดินไปนั่นไปนี่ทั้งเกม แต่เป็นการให้ระบบเกมตอบสนองกับธีมของเกมไปพร้อมๆ กันด้วย

“Should we have connected?” (คิดถูกหรือเปล่าที่เราเชื่อมโยงต่อกัน?) แท็กไลน์ของเกมว่าไว้อย่างนั้น Death Stranding 2: On The Beach ไม่ใช่เกมที่บอกว่ามนุษย์ควรจะโดดเดี่ยว แต่มันเป็นการตั้งคำถามต่อไปว่าเราต้องทำอะไรบ้างหลังจากที่เราสานสัมพันธ์กันไปแล้ว แน่นอนว่ามนุษย์โหยหาสังคม ความสัมพันธ์ และกลุ่มก้อน แต่ความสัมพันธ์ในตัวของมันเองก็นำมาซึ่งการมีพวกพ้องที่มีความต้องการของตัวเองและการแก่งแย่งผลประโยชน์

เชือกเป็นสิ่งสำคัญ แต่บ่อยครั้งเพื่อความอยู่รอด เราต้องการพลองที่ป้องกันเราด้วยเช่นกัน

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...