โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

TASCO จับตาปี 68 ปันผลเกือบ 7% รับผลบวกงบกระตุ้นเศรษฐกิจ ดันผลงานฟื้น

Wealthy Thai

อัพเดต 05 ม.ค. เวลา 02.18 น. • เผยแพร่ 04 ก.ค. 2568 เวลา 17.07 น.

ในสัปดาห์นี้ Wealthy Thai ขอเสนอหุ้นปันผลเด่นอีกหนึ่งตัวที่น่าจับตา นั่นคือ TASCO หรือ บริษัท ทิปโก้แอสฟัลท์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยางมะตอยสำหรับนำไปใช้ในการก่อสร้างถนนทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก หรือ “หุ้นยางมะตอย” ที่นักลงทุนคุ้นเคย
สำหรับปี 2568 นักวิเคราะห์ประเมินว่า TASCO มีแนวโน้มจะให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูงเกือบ 7% ขณะเดียวกันช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ธุรกิจยังได้รับปัจจัยหนุนจากการที่รัฐบาลอนุมัติงบกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งจะช่วยให้กำไรปกติเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรก แม้จะเลยช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจมาในไตรมาส 2/68 มาแล้วก็ตาม
โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คาดการณ์ว่าในปี 2568 บริษัทจะจ่ายปันผลในอัตรา 0.90 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield ที่ 6.7% ส่วนปี 2569 คาดการณ์ว่าจะจ่ายปันผลเพิ่มขึ้นเป็น 0.95บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield ที่ 7%
ส่วนแนวโน้มการดำเนินงาน เบื้องต้นบล.หยวนต้า (ประเทศไทย) คาดกำไรปกติไตรมาส 2/68 ที่ 424 ล้านบาท เติบโต 16% จากไตรมาสก่อนหน้า และ 87% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปริมาณขายยางมะตอยทำได้เพียงทรงตัวที่ระดับ 2.9 แสนตัน เพราะได้แรงหนุนจากอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจยางมะตอยที่ฟื้นตัว ทั้งนี้หากกำไรปกติออกมาใกล้เคียงคาด กำไรปกติสำหรับช่วงครึ่งแรกของปี 2568 จะคิดเป็นสัดส่วน 46% ของประมาณการทั้งปี
ขณะที่ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ประเมินกำไรปกติจะสามารถเติบโตจากครึ่งปีแรกได้ หลังรัฐบาลมีการอนุมัติงบกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งจะช่วยให้ปริมาณขายยางมะตอยทรงตัวอยู่ในระดับ 2.8-3.0 แสนตันและหนุนการฟื้นตัวของอัตรากำไรขั้นต้น อย่างไรก็ตามหากเทียบกับครึ่งหลังของปี 2567 คาดกำไรปกติจะลดลงจากฐานที่สูง เนื่องจากคาดว่าจะไม่มีการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณอย่างมีนัยสำคัญเหมือนในช่วงไตรมาส 3/67
ทั้งนี้ฝ่ายวิเคราะห์ยังคงประมาณการกำไรปี 2568 ที่ 1,726 ล้านบาท โต 5% จากปีก่อน แต่ปรับลด PBV ที่ใช้ประเมินมูลค่าลงเป็น 1.6 เท่า (อิง PBV ย้อนหลัง 5 ปี -1SD) เพื่อสะท้อนสถานการณ์การเมืองที่มีความไม่แน่นอนมากขึ้นและสภาวะตลาดที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ส่งผลให้ได้ราคาเหมาะสมใหม่ ณ สิ้นปีนี้อยู่ที่ 16.70 บาทต่อหุ้น มี Upside 23.7%
โดยมองว่าราคาหุ้นที่ปรับตัวลงมา 7% ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาได้สะท้อนความเสี่ยงจากราคาน้ำมันดิบที่มีความผันผวนมากขึ้นจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และความกังวลเกี่ยวกับการเบิกจ่ายงบประมาณที่มีโอกาสล่าช้าจากสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความไม่แน่นอนไปมากแล้ว
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิเคราะห์มองว่าหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวได้ในระยะถัดไป หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีเสถียรภาพมากขึ้นช่วยจำกัด Upside ของราคาน้ำมันดิบ นอกจากนี้หุ้นยังมี Dividend Yield ระดับ 6.7% ต่อปี (อิงสมมติฐานเงินปันผลปี 2568 ที่ 0.90 บาทต่อหุ้น) ช่วยจำกัด Downside จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” สำหรับการลงทุนระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...