โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ปมร้อน “กัมพูชา” ทำรัฐบาลระส่ำ

เดลินิวส์

อัพเดต 29 ก.ค. 2568 เวลา 19.38 น. • เผยแพร่ 30 ก.ค. 2568 เวลา 00.30 น. • เดลินิวส์
ต้องยอมรับว่าปัญหาความขัดแย้งระหว่าง

ดูเหมือนจะเป็นข่าวดีของทั้งสองประเทศหลังผลการหารือแนวทางสันติภาพในภูมิภาคเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีมาเลเซียเป็นเจ้าภาพตั้งโต๊ะเจรจา มีสหรัฐ และจีน ให้การสนับสนุน และร่วมเป็นสักขีพยาน โดยไทยและกัมพูชาเห็นพ้องหยุดยิง เวลา 24.00 น. ของวันที่ 28 ก.ค.68 โดยหลังการหารือ ได้มีการออกแถลงการณ์ร่วมต่อสื่อมวลชน ทั้ง "ฮุน มาเนต" ผู้นำกัมพูชา และ "นายภูมิธรรม เวชยชัย" รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาการนายกฯ ได้แสดงจุดยืนและความตั้งใจที่จะหยุดยิงโดยทันที และคืนสู่สภาวะปกติ โดยทั้งกัมพูชาและไทยได้บรรลุความเข้าใจร่วมกัน ดังต่อไปนี้

  • การหยุดยิงทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข มีผลตั้งแต่ เวลา 24.00 น. (เวลาท้องถิ่น) ของวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ซึ่งถือเป็นก้าวแรก ที่สำคัญในการลดความตึงเครียด และฟื้นฟูสันติภาพและความมั่นคง
  • การประชุมไม่เป็นทางการ ระหว่างผู้บัญชาการทหารภูมิภาค (กองทัพภาคที่ 1 และ 2 ของฝ่ายไทย และ กองทัพภาคที่ 4 และ 5 ของฝ่ายกัมพูชา) ในเวลา 07.00 น. ของวันที่ 29 กรกฎาคม 2568 และอาจมีการประชุมต่อเนื่องกับผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร ภายใต้การนำของประธานอาเซียน หากทั้งสองฝ่ายเห็นชอบ
  • การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (จีบีซี) ในวันที่ 4 สิงหาคม 2568 ซึ่งกัมพูชาจะเป็นเจ้าภาพ

ผลพวงดังกล่าวทำให้ “นายภูมิธรรม” ออกมาแถลงภายหลังเดินทางกลับมาประเทศไทยว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ กล่าวว่า เรื่องนี้จะทำให้ประชาคมโลกชื่นชมประเทศไทยที่หยุดการกระทำรุนแรง และทำให้ประชาชนของไทยไม่เกิดความสูญเสียมากกว่านี้ รวมถึงการดำเนินกิจการต่างๆ เป็นประโยชน์ และหลังจากนี้จะเริ่มพูดคุยเจรจาทางภาษี สิ่งนี้เป็นประโยชน์กับประเทศไทย ซึ่งทางสหรัฐจะทำให้ดีที่สุด และดูแลเรื่องนี้ให้มากเท่าที่ทำได้ ขณะที่นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ก็ชื่นชมประเทศไทยในการแก้ปัญหาเรื่องนี้

แต่ในที่สุด "กัมพูชา" ก็ละเมิดข้อตกลงในการหยุดยิง โดย "พล.ต.วินธัย สุวารี" โฆษกกองทัพบก (ทบ.) เปิดเผยถึงกรณีการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของฝ่ายกัมพูชาว่า ฝ่ายไทยได้ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวอย่างเคร่งครัด โดยได้ทำการหยุดยิงบริเวณพื้นที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทันทีที่ถึงกำหนดเวลาด้วยความตั้งใจจริง และยึดมั่นต่อพันธกรณีที่ได้ตกลงร่วมกันของรัฐบาลทั้งสองประเทศ แต่เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งเมื่อถึงกำหนดเวลาดังกล่าว ฝ่ายไทยยังคงตรวจพบว่าฝ่ายกัมพูชาได้มีการใช้อาวุธโจมตีเข้ามาในเขตแดนของประเทศไทยอยู่หลายจุด ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงอย่างจงใจ เจตนาทำลายระบบความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ทบ.จึงขอประณามต่อการกระทำดังกล่าว

ต่อมา "พล.ต.วินธัย" เปิดเผยว่า พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 กับ ผบ.ภูมิภาคทหารที่ 4 ฝ่ายกัมพูชา ได้พบและพูดคุยกันแล้วที่บริเวณช่องจอม จ.สุรินทร์ สำหรับผลการพูดคุย ย้ำ หยุดยิง, ห้ามยิงต่อประชาชน, หยุดเพิ่มเติมกำลัง, ห้ามเคลื่อนย้ายกำลัง, อำนวยความสะดวกในการส่งกลับผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต และจัดตั้งชุดประสานงานเพื่อแก้ปัญหาฝ่ายละ 4 คน ทั้งนี้รอหารืออีกครั้งตามผลการประชุมจีบีซีวันที่ 4 ส.ค. 2568 ที่กัมพูชาเป็นเจ้าภาพ

ด้าน "นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย" สว. แถลงถึงกรณีที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกฯ นำตัวแทนรัฐบาลไทยเจรจาหยุดยิงกับผู้นำกัมพูชา ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีข้อสรุปหยุดยิงแบบไร้เงื่อนไขว่า เป็นการเจรจาที่ใช้ไม่ได้ มองว่าควรทำในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อให้ไทยไม่เสียเปรียบ โดยตนเสนอให้มีการยกเลิกเอ็มโอยูทุกฉบับที่ผ่านมา และจัดทำเอ็มโอยูฉบับใหม่เป็นปี 2568 และทำให้ประชาชนยอมรับได้บนหลักมนุษยธรรม

“ผู้นำที่ไปประชุมควรนึกถึงหน้าที่ของคนที่สูญเสียจากเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งจากการติดตามการเจรจานั้น ผมมองว่ามีการแสดงออกถึงความสูญเสียน้อยเกินไป ถือเป็นเรื่องน่าเศร้าใจ เพราะไทยเป็นฝ่ายที่ถูกกระทำ แต่ตัวแทนกลับแสดงท่าทีที่เป็นมิตร ทั้งที่ผมไม่ใช่คนที่อยากให้มีสงคราม แต่ผู้นำที่ไปเจรจาคำนึงถึงหน้าผู้ที่สูญเสีย” นพ.วีระพันธ์ กล่าว

เมื่อถามย้ำว่า การเจรจาที่เกิดขึ้นมองว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิงใช่หรือไม่ นพ.วีระพันธ์ กล่าวว่า ข้อตกลงที่จะหยุดยิงตอนเที่ยงคืนไม่เกิดขึ้นและการเจรจาระหว่างหน่วยงานของ 2 ประเทศ ในเวลา 07.00 น. ไม่เกิดขึ้น ถือว่าล้มเหลวชัดเจน เมื่อถามว่า มองว่านายภูมิธรรมควรแสดงความรับผิดชอบอย่างไรต่อสิ่งที่เกิดขึ้นหรือไม่ นพ.วีระพันธ์ กล่าวว่า ไทยมีกำลังรบที่มากกว่ากัมพูชามาก หากทำมากไปก็รังแก หากทำน้อยจะเป็นแบบนี้ รัฐบาลควรเปลี่ยนท่าทีเจรจาใหม่ แต่ไม่ใช่ต้องก่อสงคราม หรือสู้รบ แต่ท่าทีของไทยควรแข็งกร้าวมากกว่านี้

ต้องยอมรับว่าปัญหาความขัดแย้งระหว่าง "ไทย-กัมพูชา" ส่งผลกระทบกับรัฐบาลอย่างรุนแรง อีกทั้งการเจรจาของตัวแทนรัฐบาลกับประเทศคู่ขัดแย้งก็ถูกมองว่า อ่อนข้อและยอมฝ่ายตรงข้ามจนเกินไปหรือไม่ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยเป็นฝ่ายถูกระทำ

ส่วนอีกประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามองคือ การไต่สวนคดี “นายทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ไปรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ โดยในวันที่ 30 ก.ค. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองได้นัดไต่สวนคดีหมายเลขดำที่ บค.1/2568 กรณีตรวจสอบข้อเท็จจริงการบังคับโทษคดีถึงที่สุดนายทักษิณ ทั้งนี้การนัดไต่สวนเป็นไปตามกำหนดนัดของศาลฎีกาฯ เดิม เพียงแต่ศาลไม่ได้ออกหมายเรียกผู้ใดมาเป็นพยาน แต่ภายหลังการไต่สวนวันที่ 18 ก.ค. ศาลอนุญาตให้จำเลยนำ นายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกฯ เข้าไต่สวนในวันที่ 30 ก.ค.นี้ แต่จะเป็นการไต่สวนในประเด็นใดนั้น ยังไม่มีการเปิดเผย ซึ่งตามหลักแล้วเมื่อศาลไต่สวนพยานครบทุกปาก ศาลจะนัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาต่อ

ก่อนหน้านี้ ศาลฎีกาฯ ได้ไต่สวนพยานไปแล้ว 6 นัด รวม 30 ปาก โดยวันที่ 25 ก.ค. ไต่สวนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากแพทยสภาจำนวน 3 ปาก ดังนั้นต้องรอดูว่า ศาลฎีกาฯ จะนัดวินิจฉัยคดีนี้เมื่อไหร่ ซึ่งถือว่ามีผลในทางการเมืองกับรัฐบาล เพราะนายทักษิณมีบทบาทสำคัญในการเป็นกองหนุนคนสำคัญให้กับ "น.ส.แพทองธาร ชินวัตร" นายกฯ ซึ่งถ้าคำพิพากษาออกมาเป็นลบ ย่อมสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองได้มากเลย

ด้าน "นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด" สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ออกมาให้ความเห็นกรณีที่คล้ายมีกลุ่มขบวนการจัดฉาก จัดคน สร้างสถานการณ์จัดคนมาตะโกนใส่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร 2 วัน 2 จังหวัดติดต่อกัน ว่า น.ส.แพทองธาร แม้จะถูกสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ก็ไม่ถือเป็นอุปสรรค ในการลงพื้นที่เพื่อฟื้นฟูเยียวยาและให้กำลังใจผู้ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นในฐานะรมว.วัฒนธรรม หรือแม้แต่ในฐานะหัวหน้าพรรค พท. เราไม่ทราบว่า การที่มีคนมาตะโกนตำหนิ น.ส.แพทองธาร 2 วันติดนั้น มีขบวนการจัดตั้งอยู่เบื้องหลัง เพื่อจะเบี่ยงเบนประเด็นเนื้องาน บิดเบือนความตั้งใจจริงของ น.ส.แพทองธาร หรือไม่ หรือต้องการดิสเครดิตด้อยค่าการทำงานของ น.ส.แพทองธาร ทั้งที่แท้จริงแล้ววิญญูชนมีวิธีแสดงออกได้ตั้งมากมาย โดยไม่จำเป็นต้องตะโกน หรือแสดงออกด้วยความรุนแรงเกินสมควร น.ส.แพทองธาร ก็พร้อมยินดีที่จะรับฟังอยู่แล้ว จึงขอวิงวอนร้องขอไปยังประชาชนคนอื่นๆ หรือพื้นที่อื่นๆ ได้โปรดอย่านำพฤติกรรมยั่วยุ แข็งกร้าว รุนแรงไปใช้ในพื้นที่อื่นๆ อีก รัฐบาลยินดีรับฟังและพร้อมแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนตลอดอยู่แล้ว

ต้องยอมรับว่า หลังจากเกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่าง "ไทย-กัมพูชา" ทำให้การลงพื้นที่ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และน.ส.แพทองธาร มักจะมีชาวบ้านเข้ามาตั้งคำถามด้านลบ แม้กระทั่งอดีตนายกฯ นำเงินไปแจกชาวบ้านยังถูกถามว่า เป็นเงินหลวงหรือไม่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นกระแสความนิยมของนายทักษิณไม่เหมือนเดิมแล้ว ต้องรอดูจะส่งผลถึงการเลือกตั้งในอนาคตหรือไม่

"ทีมข่าวการเมือง"

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...