โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

'รอด หรือ ร่วง' ช่วงวิกฤต ขึ้นอยู่กับ Crisis Management ทักษะที่ 'ผู้นำทุกคนควรมี'

BT Beartai

อัพเดต 30 ก.ค. 2568 เวลา 05.02 น. • เผยแพร่ 30 ก.ค. 2568 เวลา 04.25 น.
'รอด หรือ ร่วง' ช่วงวิกฤต ขึ้นอยู่กับ Crisis Management ทักษะที่ 'ผู้นำทุกคนควรมี'

เราอยู่ในยุคที่ ‘หายนะ หรือ วิกฤต’ เปรียบเสมือนไฟป่าที่เกิดขึ้นได้ในชั่วพริบตา ถ้าเราจัดการไม่ดีพอ จากเรื่องเล็ก ๆ อาจลุกลามได้อย่างรวดเร็ว และสร้างความเสียหายจนกลายเป็นฝันร้ายได้ การที่จะจัดการปัญหาอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องพึ่ง “ศาสตร์การจัดการในภาวะวิกฤต หรือ Crisis Management” ที่จะช่วยผ่อนหนักเป็นเบา หรือเปลี่ยนร่วงให้เป็นรอดได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ “ผู้นำทุกคนจำเป็นต้องมี”

บทความนี้ BT beartai จะพาทุกคนไปรู้จักกับศาสตร์นี้ว่ามันคืออะไร และทำไมถึงสำคัญ ผ่านบทเรียนและกรณีศึกษาครั้งใหญ่ของโลก

Crisis Management คืออะไร ?

ถ้าจะให้อธิบายแบบเห็นภาพ Crisis Management (การจัดการในภาวะวิกฤต) คือกระบวนการวางแผนและดำเนินงานเมื่อต้องเผชิญเหตุการณ์ร้ายแรงที่ไม่คาดคิด ที่อาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อชื่อเสียง การเงิน ทรัพย์สิน ความสัมพันธ์ ความเชื่อมั่น ฯลฯ ตั้งแต่ตัวบุคคล องค์กร ไปจนถึงระดับประเทศได้

Crisis Management จึงไม่ใช่แค่การ “แก้ปัญหา” แต่เป็นกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่การเตรียมการก่อนเกิดเรื่อง, การตอบสนองอย่างมีสติและรวดเร็วตอนเกิดเรื่อง ไปจนถึงการฟื้นฟูและเรียนรู้หลังจากที่เหตุการณ์ผ่านพ้นไป

“ต้องใช้เวลา 20 ปีในการสร้างชื่อเสียง และใช้เวลาเพียง 5 นาทีในการทำลายมัน หากคุณคิดถึงเรื่องนี้ คุณจะทำสิ่งต่าง ๆ แตกต่างออกไป” — วอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett)

แบบไหนถึงเรียกว่าจัดการวิกฤตดี ?

กรณีศึกษาของการจัดการ Crisis Management ที่มีประสิทธิภาพ เกิดขึ้นในปี 1982 เมื่อ Johnson & Johnson พบว่ามีคนซื้อยาไทลินอล (Tylenol) ไปกินแล้วเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ สิ่งแรกที่ทาง เจมส์ อี. เบิร์ก (James E. Burke) ซีอีโอในช่วงเวลานั้นตัดสินใจทำอย่างรวดเร็วคือ

  • เรียกคืนยาไทลินอลทั้งหมด 31 ล้านขวด ที่วางขายทั่วประเทศสหรัฐอเมริกาทันที ที่ในเวลานั้นมูลค่ากว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 3 พันล้านบาท) เพื่อสร้างความรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมแจกคูปอง 2.50 เหรียญสหรัฐฯ รวมมูลค่าถึง 40 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
  • ประกาศต่อสาธารณะอย่างรวดเร็ว และให้ข้อมูลกับ FBI และสื่อมวลชนอย่างเต็มที่ รวมถึงตั้งสายด่วนให้ประชาชนสอบถาม
  • เมื่อหาสาเหตุเจอ และจับกุมคนร้ายที่แอบใส่สารพิษไซยาไนด์เข้าไปในขวดยาที่วางขายตามร้านค้าได้แล้ว จึงพัฒนานวัตกรรม “บรรจุภัณฑ์ป้องกันการปลอมแปลง” (Tamper-Resistant Packaging) ที่มี 3 ชั้น (กล่อง – ฟิล์มหุ้มฝาขวด – ฟอยล์ปิดด้านใน) และกลายมาเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรมยาที่ใช้กันทั่วโลก

หลังจากเกิดวิกฤตเพียง 1 ปี Johnson & Johnson ก็สามารถเรียกคืนทั้งความเชื่อมั่นจากผู้คน รวมถึงยอดขายให้กลับมาเป็นปกติและสูงขึ้นกว่าเดิมได้ จนกลายมาเป็นบริษัทยาระดับโลกได้ในปัจจุบัน ลองคิดดูว่าถ้าจัดการไม่ดี อาจจะไม่มี Johnson & Johnson อย่างทุกวันนี้ก็ได้นะ

แบบไหนถึงเรียกว่าจัดการวิกฤตไม่ดี ?

อีกหนึ่งกรณีศึกษาจากการจัดการที่ไม่ดี ที่เปลี่ยนจากวิกฤตให้เป็นหายนะระดับประเทศ คือหายนะโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล (Chernobyl Nuclear Disaster) ของสหภาพโซเวียต ในปี 1986 ที่เริ่มตั้งแต่

  • การเลื่อนการทดสอบ จากกลางวันที่มีทีมวิศวกรที่มีความพร้อมและคุ้นเคยกับขั้นตอนดีกว่า มาเป็นกลางคืน โดยทีมวิศวกรกะกลางคืนมีประสบการณ์น้อยกว่าและไม่ได้รับการเตรียมความพร้อม
  • อนาโตลี เดียตลอฟ (Anatoly Dyatlov) รองหัวหน้าวิศวกรผู้ควบคุมการทดสอบ ละเลยมาตรฐานความปลอดภัย แม้จะเห็นว่าเตาปฏิกรณ์จะอยู่ในสภาวะที่ไม่เสถียร แต่ยัง “ฝืน” สั่งให้ทดสอบต่อ เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้า นอกจากนี้ยังสั่งให้ปิดระบบความปลอดภัยที่สำคัญหลายอย่าง รวมถึงระบบหล่อเย็นฉุกเฉิน (Emergency Core Cooling System – ECCS) การตัดสินใจนี้เปรียบเสมือนการปลดเบรกของรถที่กำลังจะวิ่งลงเขา
  • เมื่อถึงจุดที่ควบคุมไม่ได้ และตัดสินใจกดปุ่มฉุกเฉิน ด้วยการส่งแท่งควบคุมทำจากแกรไฟต์ (Graphite) ที่มีข้อบกพร่องในการออกแบบ เพื่อหวังจะควบคุมทุกอย่าง แต่กลับกลายเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดการระเบิดครั้งแรกที่รุนแรงจนฝาครอบเตาปฏิกรณ์หนัก 2,000 ตันกระเด็นออกไป และตามมาด้วยการระเบิดครั้งที่สองที่ปลดปล่อยสารกัมมันตภาพรังสีมหาศาลสู่บรรยากาศ
  • หลังจากที่เกิดการระเบิดแล้ว ผู้บริหารโรงไฟฟ้าและผู้ควบคุมการทดสอบ ปฏิเสธที่จะเชื่อว่าแกนปฏิกรณ์ระเบิดไปแล้ว และเชื่อว่าเป็นแค่เหตุไฟไหม้ธรรมดา พร้อมรายงานข้อมูลเท็จว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุม แล้วให้พนักงาน “ฉีดน้ำเข้าไปหล่อเย็นแกนปฏิกรณ์” จนในที่สุดรัฐฯ ก็รับรู้ความจริง
  • เมื่อรับรู้ความจริงแล้ว แต่รัฐบาลโซเวียตเลือกที่จะปิดข่าว แทนที่จะประกาศภาวะฉุกเฉินและแจ้งเตือนประชาชนในทันที ซึ่งกว่าจะออกมาแถลงการณ์จริง ๆ ก็ล่วงเลยไปกว่า 18 วัน ทำให้ประชาชนอาบกัมมันตรังสีแบบเต็ม ๆ ส่งผลให้มีผู้ป่วยมะเร็งและเสียชีวิตตามมาหลายพัน หลายหมื่นคน และกลายเป็นพื้นที่อันตรายที่ปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้

กรณีศึกษาเชอร์โนบิลจึงเป็นบทเรียนที่ชัดเจนที่สุดว่า ในภาวะวิกฤตการจัดการและการตัดสินใจของผู้นำ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องมี หากจัดการไม่ดีอาจลุกลามกลายเป็นหายนะได้อย่างในกรณีศึกษานี้ จะเห็นว่า เพราะความเงียบและความสับสนของภาครัฐ จะสร้างความกลัวและความไม่ไว้วางใจในระยะยาว

เพราะการจัดการวิกฤตไม่ใช่แค่การตัดสินใจ

จากกรณีศึกษาของไทลินอลและเชอร์โนบิล เราจะเห็นภาพชัดเจนว่า ‘การจัดการในภาวะวิกฤต’ ของผู้นำไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางเลือกซ้ายหรือขวา แต่เป็นการวางแผนจัดการวิกฤตอย่างเป็นขั้นตอน และตอบสนองอย่างรวดเร็ว เพื่อจำกัดความเสียหายให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...